Creative Economy

11-10-2550  AT TCDC

 –

 Creative Unfold  มีทั้งหมด 4 วัน แบ่งเป็นสามเรื่องใหญ่ ๆ วันแรก (10.10.2550) พูดถึง ความเป็นไปของสังคมไทย ( ปัจจัยที่มีอิทธิพล  ต่อแนวคิดของคนไทย)  เรื่องที่สอง (11.10.2550) เป็นสัมมนา เรื่อง Creative Economy  คำถามสำคัญของสัมมนานี้ คือ สังคมต้องมีพื้นฐานและโครงสร้างอย่างไร ในการเข้าสู่ Creative Economy ตอนนี้เราอยู่ในระบบเศรษฐกิจแบบไหน และเมื่อไร ถึงรู้ว่าได้เข้าสู่ Creative Economy แล้ว  ระหว่างทางไปสู่ระบบเศรษฐกิจแบบนี้  เราทอดทิ้งใครไว้หรือไม่ แล้วผู้ที่โดนทิ้ง สมควรถูกทอดทิ้งหรือไม่  เรื่องสุดท้าย มีบรรยาย 2 วัน (12-13.10.2550)เป็น  Case study  การเล่าความสำเร็จในการใช้ความคิด สร้างสรรค์ประกอบการทำธุรกิจ 

O

 

วันศุกร์ที่ สิบเอ็ด วันที่สองของ Creative Unfold 

เรื่อง Creative Economy เริ่มโดย มีฝรั่งชาวอังกฤษท้วมๆ  กับ ผู้หญิงผอมๆ  นั้งเก้าอี้ โก้ๆ สีดำ ผู้หญิง พยายามพูดช้าๆ ออกเสียงชัดๆให้ ผู้ฟังคนไทยเข้าใจ   โดยมี British Council Thailand  เป็นผู้ประสานในการมาบรรยายในครั้งนี้

OO 

ผู้บรรยายบอกว่า การคิดอะไรใหม่ๆ ต้องอาศัยการสนับสนุนจาก สถาบันทางกฎหมาย  เช่น Copy right, Intellectual Capital  ถ้าความคิดใหม่ๆไม่ถูกป้องกัน ก็ไม่มีใครอยากคิดประดิษฐ์ ของใหม่ๆ ให้กับสังคม ผู้บรรยายยังบอกอีกว่า ชื่อเสียง สามารถเปลี่ยนเป็น ความมั่งคั่งได้ แม้จะเป็นเรื่องเล่าซ้ำอยู่เหมือนกัน แต่ที่น่าสนใจก็ คือ เขาพูดถึงเรื่อง Creative Education  เลยมีคำถามในใจขึ้นมาว่า จะทำอย่างไรให้คนมีความคิดที่สร้างสรรค์ เคยมีหลักสูตรแบบนี้ที่ไหน เป็นเรื่อง ของพรสวรรค์หรือไม่ ที่สำคัญจำเป็นที่จะต้องมีหลักสูตรนี้หรือไม่  นึกถึง  เรื่องไหวพริบและปฎิภาณ  ที่เน้นกันในหลักสูตรทหาร เป็นสิ่งสำคัญมากในการเอาตัวรอดและกำหนดชัยชนะในสงคราม แนวทางการสอนเช่นนี้ สามารถใช้เป็นพื้นฐานหนึ่ง  ที่นำไปสุ่ความคิดสร้างสรรค์ได้หรือไม่ ถ้าใช่ สามารถนำมาปรับใช้ในภาคธุรกิจ ได้ไหม หรือ ที่ผ่านมา ได้เคยมีการวิจัยด้านการศึกษา ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้หรือไม่ เคยได้ยินว่า มีการวิจัย วิธีการเรียนการสอนในคณะคุรุศาสตร์อยู่เหมือนกัน เอามาใช้ได้เลยหรือไม่ ยิ่งคิดยิ่ง รู้สึกว่า  ถ้ามันเคยมีอยู่แล้ว การกระตุกให้เกิดความคิด คีฟเอทิฟ ก็อาจจะไม่ใช่เรื่องใหม่ ทำให้นึกถึงคำของอาจารย์ แกบอกว่า เป้าหมายของการศึกษาคือสอนให้นิสิต เป็นผู้ที่มีความสามารถในการคิด ไม่ใช่สอนให้จำ เพราะถ้าสอนให้จำ เวลาเกิดปัญหา ก็ต้องกลับมาถามเราอยู่ตลอด ไม่ดีทั้งกับเราและตัวนิสิตเอง และถ้าคำหมายของ Creative คือสามารถคิดเองได้ ถ้าคิดเองไม่ได้คือ ไม่ Creative มันก็มีการเรียนการสอนเพื่อให้คิดได้เองแบบนี้มานานอยู่เหมือนกันแล้ว และการปฏิรูปการศึกษา ก็กำลังตระหนักถึงเรื่องนี้ อยู่เหมือนกัน เรื่องที่ผู้ที่จบการศึกษา ยังขาดความสามารถในการคิด สะท้อนความล้มเหลวของระบบการศึกษา การปฎิรูปการศึกษามีเป้าหมายให้ผู้ทีผ่านระบบมีความสามารถที่จะคิดเป็นนั้นเอง  ตรงนี้ฝากให้ช่วยกันคิดว่า  เราจะสามารถสร้างหลักสูตร ที่วัดผลผู้ผ่านการศึกษานี้ได้ไหมว่า เขาจะกลายเป็นผู้ที่มีความคิดสร้างสรรค์  

 

 

ooo

 

ยัง พูดถึงเรื่อง copy right, IP   ถ้า Copy right ถูกนำมาใช้ จริงๆ ในระดับการค้าระหว่างประเทศ ย่อมต้องส่งผลกระทบต่อรูปแบบการค้าและวิธีการผลิตภายในประเทศอยู่เหมือนกัน  เพื่อให้เห็นภาพผลกระทบจาก Copy Right จะสมมุติว่า ประเทศไทยมีทุนและความรู้ ถึงขั้นคิดสร้างรถขึ้นมาเองได้  บริษัทรถของเราจะต้องจ่าย Copy Right เรื่องของกระจกไฟฟ้าหรือไม่ เพื่อที่จะนำรถไปขายในตลาดโลก  เพราะในความเป็นจริง ใครๆ ก็คิดเรื่องนี้ได้ แค่กดปุ่มต่อไฟบังคับมอเตอร์ให้หมุนในระยะกระจก แต่ถ้ามีคนไปจด Copy Right ก่อน ก็จะทำให้ต้นทุนการผลิตรถของเราสูงขึ้น หรือ เรืองที่โด่งดังมากอีกเรื่อง ก็คือ แจสมินไรล (Jasmine Rice) ของของเราแท้ๆ ทั้งชื่อ ทั้งที่มา แต่เป็น Copy right ของ ฝรั่ง    อีกเรื่องหนึ่ง คุณรู้ไหมครับว่าเราดีใจกันมากที่ปลุกกุหลาบได้ผลดี แต่กลับส่งออกไม่ได้ เพราะ Copy Right   แต่ก็ยังดีครับ ที่ขายกันได้แต่เฉพาะแต่ภายในประเทศ อย่างน้อยก็ลดการนำเข้ากุหลาบได้ 

 เรื่องดีดีของ Copyright ก็มี  ถอยไปเมื่อ เกือบสิบปีที่แล้ว ถ้าใครอยากได้  พีเอชดี (Ph.d)  ต้องเรียนจากต่างประเทศเท่านั้นนะครับ ในเมืองไทยไม่มีสอน มีนักศึกษา ป.เอก ด้านเกษตรในมหาวิทยาลัยออสเตรเลียคนหนึ่ง ส่งหัวข้อวิทยานิพนธ์ เรื่องประมาณว่า วิธีปลูกทุเรียนในพื้นที่ น้ำน้อย (ทะเลทราย) พวกอาจารย์ในมหาวิทยาลัยที่นั้น ก็ชอบซิ  ปล่อยให้ทำกันไปจนเสร็จ ประเทศไทยมี พีเอสดี เพิ่มขึ้นมาอีกคน แต่ ออสเตเรีย มีความรู้ที่ใช้ปลูกทุเรียนในพื้นที่ที่แห้งแล้ง เพื่อมาขายแข่งกับเรา  โชดดีที่มีผู้ที่เข้าใจการค้าระหว่างใช้ Copy right นี้หละครับ ทำให้ ไม่มีใครปลูกทุเรียนแข่งกับเรา ทั้งๆ ต้องคิดกันดีดี ระหว่างการที่ประเทศมีคนเก่งเพิ่มขึ้นมาอีกคน แต่เกือบจะแบ่งตลาดทุเรียนส่งออกกับชาวสวนออสเตเรีย  คิดดูถ้าลาว พม่าเวียดนาม ที่ไม่(ยัง)คุ้นเคยกับระบบการค้าโลกเนื่องจากใช้เศรษฐกิจแบบสังคมนิยมมานาน ซึ่งตอนนี้กำลังเปลี่ยนมาเป็นทุนนิยม มีภูมิอากาศ ภูมิประเทศใกล้เคียงกับเรา เพาะปลูกผลผลิตได้ใกล้เคียงกับเรา สินค้าที่ส่งออกขายก็คล้ายๆเรา สตางค์ในกระเป๋าคนไทยโดนแบ่ง แน่ๆ ถ้าไม่รีบจดสิทธิบัตร        

 

 

 

OOO 

 

การดำเนินนโยบาย เรื่องCopyright มีข้อดีข้อเสีย และส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจอย่างมาก ต้องช่วยกันนึกๆ นะครับว่า มีอะไรบ้างที่เขายังไม่ได้คิดและ จดสิทธิบัตรกันไว้บ้าง เพราะถ้าขืนกฎที่เกี่ยวข้องกับ การค้าเสรี ใช้เรื่องนี้อย่างเต็มที่ แล้วพบที่หลังว่า มีการจดสิทธิบัตรไปแล้วหมดทุกอย่าง ก็……..  แต่ถ้าไม่ส่งเสริมการคิดค้น และความคิดสร้างสรรค์ โดยใช้สิทธิบัตรเป็นเครื่องมือรับรองกรรมสิทธิ์ สังคมก็จะขาดนักคิดที่สร้างสรรค์  เจ้าหน้าที่ของรัฐที่เกี่ยวข้องต้องคิดเรื่องนี้ ในหลายมิติ ครับ

 พอเข้าช่วง Q&A ผมเขียนถามไปเลย ว่า ในอังกฤษ ตลาดการเงิน พัฒนามานานมาก เงินปอนด์สเตอร์ลิง แปลว่า เงินที่ดีที่สุดในยุโรป ระบบเงินในยุโรป มีพัฒนาการมาตั้งแต่ สมัย คาโรลิงเจียน และอังกฤษได้พัฒนาจนกลายเป็นเครื่องมือที่สำคัญอันหนึ่งที่ช่วยให้ อังกฤษกลายเป็นดินแดนที่พระอาทิตย์ไม่ตกดิน ในขณะที่เรา มีตลาดหลักทรัพย์ จากแผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติ ฉบับที่หนึ่งเมื่อปี พ.ศ.  2504 ระบบทุนในอังกฤษจึงถูกทึกทักว่า มีประสบการณ์สุง ในการใช้ ทุน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเพื่อสนับสนุนสิ่งประดิษฐใหม่ๆ ผู้บรรยายผู้หญิงตอบว่า เขาเข้าใจและเห็นใจ เรื่องนี้ จริงๆ  มันเป็นอุปสรรคอีกอย่างในการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ และแนะนำว่าสามารถหาแหล่งทุน จากต่างประเทศได้ ถึงตรงนี้ ก็เตรียมจะถามต่อ แต่พอจะขอไมค์ แกก็ตอบมาก่อน ว่า รัฐบาลต้องระวังให้ดีด้วย เพราะ ถ้าสิ่งประดิษฐ์ หรือความคิดใหม่ๆ ถูกสนับสนุนโดยทุนต่างประเทศ ส่วนเกิน(surplus) ที่ได้จาก ความคิดสร้างสรรค์นั้นๆ ก็จะตกอยู่กับ เจ้าของทุนที่เป็นคนต่างชาติ  หมายความว่าสังคมไทยไม่ได้ดอกผลจากความคิดสร้างสรรค์ นอกจากได้ชื่อว่า เป็นเพียงผู้ที่คิดเท่านั้น  จากคำตอบ ทำให้ผมตะหนักว่า ผู้บรรยายคนนี้ เข้าใจ เรื่องผลตอบแทนจากความคิดสร้างสรรค์เป็นอย่างดี  เป็นผลตอบแทนระหว่าง คนคนเดียวในสังคม หรือ ของสังคมโดยรวม (ระบบภาษี เป็น กลไกหนึ่งที่ใช้กระจายผลประโยชน์ ส่วนบุคคลมาสุ่สังคม แต่ในกรณีของ สิทธิบัตรในระบบการค้าเสรี ระบบภาษีจะมีบทบาทอย่างไรบ้าง ใครรู้ช่วยให้ความเห็นบ้างนะครับ)

OOO  

สำหรับ เรื่องของ ระบบเศรษฐกิจ แล้วถ้ามี  Creative Economy มันก็จะมี  Female Economy, Cultural Economy, Experience Economy, Interlinked Economy, Knowledge Economy และ อื่นๆ อีกมากมาย ฝากให้คิดครับ ว่าการสร้างเรือขนาดใหญ่ และวิธีเดินเรือ ในทะเล นำสินค้าไปค้าขายแดนไกลในสมัยศวรรษที่ 9  การทำเหมือง ส่งน้ำเข้านา ของชุมชนอาณาจักร ลานนาในอดีต  หรือ การที่ นำความต่างศักย์ในสัญญาไฟฟ้ามาเปลี่ยนเป็นระบบ คอมพิวเตอร์ การสื่อสาร หรือ การสร้างเครื่องจักรไอน้ำ ที่นำไปสู่การปฎิวัติอุตสหกรรม เป็นความคิดสร้างสรรค์ที่มีผลต่อการสร้างความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจหรือไม่  คือคำตอบที่ฝากคิดนี้จะบอกเองว่า มันเป็นเรื่องใหม่หรือไม่ และทำไมระบบเศรษฐกิจไทยถึงต้องเข้าสู่ New Economy  ส่วนวิธีหรือกระบวนการเปลี่ยนจากระบบเศรษฐกิจจากเดิมไปเป็น Creative Economy ทำอย่างไร มีขั้นตอนอย่างไรค่อยมาว่ากันหลังจากนี้  ตอนนี้แนะนำหนังสือ เรื่อง  The flight of the creative class : the new global competition for talentเขียนโดย Richard Florida. มีในห้องสมุด TCDC ครับ 

การบรรยายต่อมาเป็นของผู้ชาย รูปร่างสัดทัด ชื่อ ฟรีแมน เลา มาจาก เกาะที่ได้ชื่อว่า เก่งเรื่องการบริหารจัดการทุนมากที่สุดในเอเชีย เคยเป็นศูนย์กลางด้านการเงิน ในเอเชียตั้งแต่สมัยที่ยังเป็น อาณานิคมของอังกฤษ  เขาอาศัยหนังฮ่องกงเป็นภาพหลักในการอธิบาย  การขายเรื่องราว Action ของ เจ้าพ่อมาเฟีย ทำให้เราจำได้ว่า ถ้า มีaction แบบนี้ ต้นฉบับคือ ฮ่องกง ลองนึกถึงหนังที่กำกับโดย จอน วู เรื่อง Face off  ซิครับ เป็นหนังฮอลลีวูด เรื่องต้นๆ ที่มีกลิ่น มาเฟียฮ่องกง  ฟรีแมน เลา บอกว่า เรื่องของมาเฟียนี้ นี้มาจากแนวคิด ของ ผู้กับกับชื่อ วอง กา ไว (Wong Ka Wai)   จบการศึกษาด้านการออกแบบ ไม่ได้จบการทำหนัง เป็นตัวอย่างของการใช้ความคิดสร้างสรรค์  

อีกเรื่องหนึ่ง ฟรีแมน เลา พูดเรื่อง บัตรโดยสาร ที่ใช้เดินทางใน ฮ่องกงหรือ  Octopus card เป็นการออกแบบทางธุรกิจที่ โดดเด่น มากเรื่องหนึ่ง สะท้อนผลประโยชน์ที่ ลงตัว ระหว่าง ผู้ใช้ กับ ผู้ให้บริการ การเดินทางสาธารณะ ทั้งหมด (ไม่รู้ว่าตอนนี้ใช้ card Octopus ลงเรือได้หรือยัง) เรื่องนี้ผมจับประเด็นไม่ได้เหมือนกัน แต่ที่อยากเขียนถึง เพราะอยากบอกว่า เรื่องที่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์สาธารณะ  ที่ในเมืองไทย ไม่ค่อยได้เห็นกันช่วยๆ ร่วมกันคิดหน่อยนะครับ จะได้มี แบบ Octopus Card มั่ง 

– 

เขาก็บอกว่า ไทยมีเอกลักษณ์ และอารมขำ อยู่เสมอ เช่น เวลาดูปฏิทิน คนไทยดูอย่างซีเรียสมาก พอถูกถาม ก็บอกว่า กำลังนับว่ามีวันหยุดกี่วัน เป็นมุมมองที่แปลกดีเขาชอบ เขาชอบที่คนไทยมีนิสัย Slowๆ มีอารมขัน มีความสงบ ผมเลยคิดอะไรได้อย่างหนึ่ง พอ มิสเตอร์ ฟรีแมน เลิกพูดข้างบน ผมก็เดินไปถามเขาเล่นๆ ว่า ในอุตสหกรรมการออกแบบ ถ้าฮ่องกงกับไทย ต้องแข่งกันในตลาด คุณกลัวสินค้าไทยหรือไม่ เขาตอบว่า เราไม่ได้แข่งกันนะ เราเป็นเพื่อนกัน เป็นเอเชียดีไซค์เหมือนกัน (เป็นเพื่อนกันในตลาดโดยที่ลูกค้ากลุ่มเดียวกัน) ผมเลยเน้นว่า ถ้าเราต้องแข่งกันในตลาดเดียวกันละ คุณ(ฮ่องกง)จะกลัวไหม เขาบอกว่า ตลาดมันมีขนาดใหญ่มาก (Very huge)  ผมสรุปเองก็ได้ว่า ฟรีแมน เลา ไม่รู้สึกกลัว สินค้าของเราว่าจะไปแย่งตลาดเขาเลย รู้สึกเหมือนเป็น  Blue Ocean Strategy  จริงๆ  ”  สรุปคำบรรยาย  ”

ooo

 

ผู้บรรยายคนต่อมา มาจาก สำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ  เป็นกลุ่มบุคคลที่มีหน้าที่กำหนดและกำกับทิศทาง ของ Public policy  เป็นที่ปรึกษาทางเศรษฐกิจให้กับรัฐบาล และ(เคย)มีอิทธิพลอย่างสุงในการรักษาสมดุล ของอำนาจ  ทางการเมืองและระบบราชการ  ด๊อกเตอร์ อาคม เล่าถึงแผนพัฒนาฯฉบับที่ 10 ว่า ต้องเน้นพัฒนาคุณภาพของมนุษย์ การวางแผนจากบนลงล่างไม่เหมาะกับการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วในปัจจุบัน ต้องพัฒนาให้ชุมชนมีความเข้มแข็ง ต้องเน้นการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ให้สามารถเข้าใจการเปลี่ยนแปลง ที่เกิดจาก การที่ทุนไหลเข้าออกอย่างเสรี  ทำอย่างไรให้ชุมชนสามารถคัดเลือกตัดสินใจที่จะใช้ประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงนี้ โดยรักษาสมดุลระหว่างการเติบโตกับการรักษาสิ่งแวดล้อม เรื่องรักษาสมดุลที่ว่านี้ ป่าชายเลนเป็นตัวอย่างที่ ดี การทำนากุ้งที่อย่างผิดวิธีในอดีต ทำให้เกิดความเสื่อมโทรมในที่ดินบริเวณชายฝั่ง การปลูกป่าชายเลน ใช้เวลาฟื้นตัวน้อย และมีคุณสมบัติทั้งการทำเป็นเชื้อเพลิง เป็นวัสดุก่อสร้างเป็นอาหาร และยา เป็นที่อยู่ของสัตว์และพืชตามธรรมชาติ ให้ประโยชน์ ต่อทั้งคนและสิ่งแวดล้อม แต่จากคุณสมบัติ ที่ให้ประโยชน์อย่างมากของป่าชายเลน อาจส่งผลให้มีการตัดทำลายเพื่อใช้ประโยชน์อย่างรวดเร็ว  ความสำคัญอยู่ที่ว่า เมื่อชุมชนมีความรู้ทำให้ มีการควบคุมการใช้ผลิตภัณฑ์จากป่าชายเลน เกิดสมดุลระหว่างผลประโยชน์ระหว่าง คน และธรรมชาติ อย่างยั้งยืน  

 

ดร. อาคม ยังยกตัวอย่างเรื่อง Korea Culture Content Agency เป็นการสนับสนุนจากรัฐ ในการนำวัฒนธรรม ที่จับต้องไม่ได้ มาเปลี่ยนเป็น สินค้าและบริการ ผ่านความคิดสร้างสรรค์ เกาหลี มีสินค้าอุตสหกรรม ทั้งรถยนต์ และเครื่องใช้ไฟฟ้า การสร้างตราสินค้า เริ่มต้นจาก การยึดความคิดผ่านบทภาพยนตร์ เนื้อเรื่องที่ ยึดจับใจผู้ชม ส่งอิทธิพลในการสร้างตราสินค้าของเกาหลี โดยรวม พระเอกใช้ ซันซุง ขับฮุนได และไปเที่ยวสถานที่ สวยใน เกาหลี ผลก็คือ ภาพยนตร์ ก็ขายได้ เครื่องใช้ไฟฟ้าก็ขายได้ รถก็ได้ ยังตามมาด้วยการท่องเที่ยวเกาหลีอีก

 ความคิดสร้างสรรค์ มาจากความรอบรู้ความเข้าใจความต้องการของลูกค้า และอารมณ์ในการใช้สินค้า เป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจของประเทศ    ooo

เรื่องที่ ยังไม่พบในบรรยาย วันนี้ ก็ คือ มีทฤษฎีและแนวทางไหนบ้างที่ใช้ในการเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจ เปลี่ยนไปเป็น Creative Economy การเปลี่ยนโครงสร้างจากฐานเกษตรกรรมไปเป็นอุตสหกรรม หรือ ก้าวข้ามไปเป็น ภาคบริการเลย มีทฤษฎีไหนอธิบายได้บ้าง จะทำอย่างไร ช่วยๆกันคิดหน่อยนะครับ

 สวัสดีครับ

 

 

 

 

 

 

 

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.