Design of Parliament

    สิ่งที่สังเกตได้ อย่างหนึ่ง ระหว่างการแถลงนโยบายของรัฐบาล ก็คือ รูปแบบการอภิปายของสมาชิกผู้ทรงภูมิรู้แต่ละคน  ถ้าไม่ใช่ นักการเมืองที่ มีวาทะศิลปในการสื่อสาร ส่วนใหญ่ มักพูดจา เพื่อหาเสียงต่อผู้สนับสนุนตนเองในพื้นที่  ซึ่งก็ไม่รู้จะเอามาบอกใน รัฐสภาทำไม เพราะผู้ฟัง รับรู้กันอยู่แล้ว เช่น การตัดถนน เข้าไปรับ ผลผลิตการเกษตร สามารถลดต้นทุนของเกษตรกรได้ เป็นต้น  กล่าวโดยสุรปก็คือ มีเนื้อหาสาระที่สามารถย่อลงได้อยู่มาก และถ้าทุกคน มีความสามารถในการพูดจาตรงประเด็น ก็ไม่จำเป็นต้อง พูดจากันยาวนาน ขนาดไม่ได้พักผ่อนติดกัน เสียสุขภาพ  การใช้เวลาผ่านการพูดที่ห่างจากใจความสำคัญนี้ สะท้อนสภาพสังคม ผ่านงานออกแบบรัฐสภาได้พอสมควร     

ถ้าใครเคยผ่านการทำงานวิจัย  ผู้วิจัย ทุกคนต้องพบว่า ในช่วงแรกต้อง รวบรวมข้อมูลอย่างมาก จากนั้นค่อยคัดกรอง เอาเฉพาะข้อมูลที่เกี่ยงข้องมีความสัมพันธ์ กับหัวข้อการวิจัยเพื่อจัดเรียง นำเสนอ  ตอบคำถามหลักของ หัวข้อวิจัยนั้นๆ  (เป็นขั้นตอนที่ รู้จักกันว่า ร่อนทอง ออกจากเหมืองความรู้) การพบข้อมูลและคัดกรองนี้ ทำให้เกิดการสะสมความรู้อย่างมาก ซึ่งหมายความว่า สามารถนำมาเล่าได้เป็น ชั่วโมงๆ  ช่วงการสอบ defense จึงต้องอาศัยทัศษะอย่างหนึ่งก็คือ พูดตรงไปยังใจความหลัก อาจารย์ให้เวลาไม่มากถ้าเทียบกับเนิ้อหา ด้วยข้อจำกัดเช่นนี้ สิ่งที่ต้องคิด คือ ทำอย่างไรถึงจะพูดเนื้อหาสาระให้ครบถ้วนภายในเวลาจำกัด เป็นประสบการณ์ที่ทุกคนได้รับจากการทำงานวิจัย

 การประชุม รัฐสภาในปัจจุบัน เริ่มเห็นการบริหารจำกัดเวลากันแล้ว แต่สิ่งที่เราอยากเห็นมากกว่านี้ก็ คือ การนำเสนอข้อสรุปที่ได้ใจความ  ไม่กล่าวเรื่องที่ใหม่เพียงแค่สำหรับตัวเอง แต่ต้องสำหรับสมาชิกผู้แทนปวงชนทั้งหมด ต้องตระหนักไว้ว่า ผู้ฟังที่อยู่ใน สายงานรับผิดชอบ ย่อมรับทราบเนื้อหาเบื้องต้นอยู่บ้างแล้ว การปลูกพื้นเพื่อเข้าสู่ใจความหลักเป็นไปอย่างกระชับได้ไม่ยาก  เพื่อให้ผู้อภิปายใช้เวลากับใจความสำคัญให้มากที่สุด  เรื่องนี้อาจจะลำบากหน่อย เพราะไม่รู้ว่า เรื่องไหนใหม่สำหรับสมาชิก หรือใหม่เพียงแค่ตัวเอง  แต่แก้ได้ ถ้าเป็นผู้ที่มีความรอบรู้ สมกับเป็นตัวแทนปวงชน ใช้ข้อมูลในปัจจุบันแล้วสังเคราะห์ข้อมูลออกมาด้วยตัวเองถ้าไม่ลอกใครมา ย่อมเป็นเรื่องใหม่และมีคุณค่าต่อสมาชิกรัฐสภาเสมอ   

 

                 

 

การขาด ทัศษะสื่อสาร ของสมาชิกผู้แทนปวงชน ยังสามารถใช้เป็นดัชนีวัด มาตราฐานการศึกษาได้  กระบวนการคิดสะท้อนออกมาจากทัศษะในการพูด และกระบวนการคิดมาจากระบบการศึกษานั้นเอง  ถ้าผลที่ได้ระบบการศึกษาไทย ไม่สามารถทำให้คนมีกระบวนการคิดที่ดีได้  สังคมก็ยังต้องยอมรับ ผู้ที่สำเร็จการศึกษาจากระบบการศึกษาในประเทศที่เจริญแล้วอยู่อย่างนี้เรื่อยไป และสมาชิกผู้แทนปวงชนชาวไทยที่ มีอนาคตก็ต้องจบ การศึกษาจากต่างประเทศเท่านั้น   

 

 

 

 

สิ่งเหล่านี้สะท้อนมาเป็น ลักษณะการออกแบบของ รัฐสภา  อธิบายโดยการเปรียบเทียบกับ การออกแบบรัฐสภาอังกฤษ  จากรูปเห็นได้ว่ามีการออกแบบเป็นเก้าอี้ ยาว ไม่มีโต๊ะ การไม่มีโต๊ะ ทำให้ไม่มีใครสามารถ เข้ามาทำงานในนี้ได้ แปลว่า ทุกคนควรใช้เวลาใน สภาเพื่อรับฟังและคิดตาม การอภิปายของสมาชิกท่านอื่น มากกว่าการนั้งทบทวนเรื่องที่ตัวเองจะอภิปาย ผู้ที่ต้องการออกความเห็น ต้องเตรียมตัวมาอย่างดี มีเพียงบทคัดย่อในกระดาษสองสามแผ่นก็พอ  ส่วนเรื่องเก้าอี้ยาว การมีลักษณะติดกันต่อเนื่อง ชนิดใครลุกออกไปไหนไม่ได้เลย ระหว่างการอภิปาย เป็นการบังคับให้มีการเข้าออกพร้อมกันไม่ในตัว  นอกจากนั้นยังให้ ผู้ที่มีแนวคิดขัดแย้งกันต้อง พูดกันบ้างอย่างน้อยก็ขอเข้าไปนั้ง ทั้งยังแสดงให้เห็นความเป็นอังกฤษเหมือนกัน ผ่านรูปแบบที่ปราสจากการคั้นแบ่งที่นั้ง ทำให้สมาชิกรัฐสภาทุกคนตระหนักถึงการที่ต้องใช้ทรัพยากรของชาติร่วมกัน เป็นกลุ่มบุคคลที่ต้องนำและรักษา  เกีรยติภูมิของ อังกฤษ ให้มีความสามารถในแข่งขันกับประเทศยุโรปอื่นๆ ร่วมกัน

ต่างกับการออกแบบรัฐสภาไทย ซึ่งถ้า สมาชิกส่วนมากขาดทัศษะในกาสื่อสารตรงประเด็น รัฐสภาจึงถูกออกแบบให้สามารถเข้ามาทำงานภายในที่ประชุมได้  ผลก็คือไม่จำเป็นต้องฟังสมาชิกท่านอื่นอภิปาย แค่เข้ามานั้งทำงานและได้ชื่อว่าไม่ขาดประชุม เป็นอันใช้ได้แล้ว นอกจากนั้นยังออกแบบให้ เข้าออกที่ประชุม โดยสามารถหลีกเลี่ยงไม่ทักทายใคร ที่มีความคิดแตกต่างได้  ในความเห็นส่วนตัว การออกแบบเช่นนี้ สะท้อนความสัมพันธ์ของผู้คนในสังคมไทยได้อย่างชัดเจน    

 

เรื่องนี้เป็นตัวอย่างหนึ่ง ที่บอกว่า  งานออกแบบสะท้อนความคิด สภาพสังคม พฤติกรรม และความคิด สภาพสังคม พฤติกรรม ก็ถ่ายทอดผ่านงานออกแบบ ได้เป็นอย่างดี

 ฝากไว้ให้คิดกัน นะครับ

เผยแพร่ใน: on มีนาคม 6, 2008 at 10:49 am ความเห็น (1)

delimma in public policy

ปัญหาระดับคลาสสิก  ในการบริหารทรัพยากรของรัฐ คือการต้องเลือกระหว่าง การขยายตัวทางเศรษฐกิจ หรือ การกระจาย ความมั่งคั่ง อย่างทั่วถึง  ทำไมถึงต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง  ภายใต้สมมุติฐานที่ว่า ทรัพยากร มีอยู่จำกัดในขณะที่ความต้องการมี อยู่อย่างไม่จำกัด  ไม่ว่าจะด้วยวิธีไหน ก็ไม่สามารถที่จะใช้ทรัพยากรที่มีอย่างจำกัดนี้ กระจายเพื่อตอบสนองความต้องการที่หาขอบเขตไม่ได้  ดังนั้นในภาวะที่ทรัพยากรเป็นเช่นนี้  นโยบายด้านเศรษฐกิจ จึงมักเลือก นำทรัพยากรมาใช้เพื่อสร้างความเติบโต นั้นคือ นำมาใช้เพื่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจ สร้างนวัตกรรมใหม่ๆ (อาจจะอยู่ในรูปของ Technology) โดยหวังว่าสิ่งประดิษฐใหม่ๆ นี้ จะเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดการทรัพยากรไม่ให้มีการใช้โดยสูญเปล่า  เริ่มจากการสร้างสถาบันที่รักษาดูแลกรรมสิทธ์ ส่วนบุคคลขึ้นมา เพื่อเป็นสิ่งรับประกันว่า ถ้าใครมุ่งมั่นมีความสามารถใช้ทรัพยากรได้ดีที่สุด ส่วนเกินจากการใช้ทรัพยากรนั้น จะเป็นสิทธ์ แต่เพียงบุคคลผู้นั้น อยู่ภายใต้ความคิดที่ว่า ถ้าทำแล้วไม่ได้อะไร จะไม่มีใครอยากทำอะไร และใช้กรรมสิทธ์ส่วนบุคคลนี้ เป็นพลังขับเคลื่อนให้เกิดการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ  เกิดการนำสติปัญญามาใช้จัดการกับทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุง เมื่อเป็นเช่นนี้ จึงเกิดปัญหาการพัฒนาที่ขาดสมดุล  และเลี่ยงที่จะเกิดชนชั้นทางสังคมไม่ได้ ซึ่งดูอย่างง่ายๆ จะแบ่งออกเป็น ชนชั้นของผู้มีปัญญา และ ของผู้ด้อยปัญญา เรื่องแบบนี้ดูเหมือนจะถูกยอมรับราวกับว่าเป็น ภาวะทางธรรมชาติ ที่คนเก่งกว่าเท่านั้นจะอยู่รอด

+

แต่โลกไม่ได้อยู่ในหลักความจริงเช่นนี้ ในสังคมที่พบเห็นปรากฎ สิ่งที่เรียกว่า ความละโมก ซึ่งยิ่งมีระดับการมีสติปัญญาเท่าไร ความละโมกก็ แปลเปลี่ยนเป็นพลังที่ส่งกระทบรุนแรงได้เช่นกัน เรียกว่าเป็นปัญญาทราม( ถ้าเทียบกับหลักความเมตตา) ตัวอย่าง การใช้ปัญญาทราม เช่น ใช้เพื่อ กีดกัน ผู้อื่นออกจาก สิทธิในการใช้ทรัพยากรที่ธรรมชาติเป็นเจ้าของโดยแท้จริง การกีดกันมีรูปแบบที่หลายหลาก เช่น กำหนดไปเลยว่า ไม่มีสิทธิจากการกำเนิดเลย เรียกได้ว่า เกิดมาอย่างไรก็ต้องเป็น อย่างนั้น เกิดเป็นขุนนางก็มีสิทธิใช้ จัดสรร และโยกย้ายทรัพยากร  แต่ถ้าเกิดเป็นชาวนาก็มีหน้าที่ปลูกข้าว ส่งส่วย ไม่มีสิทธิอื่นใดและเปลี่ยนไม่ได้จนตาย หรืออีกรูปแบบหนึ่งก็คือ  สิทธิที่เกิดจากราคา มีเงินก็ซื้อได้ หรือ กีดกันในการเข้ารับการศึกษา ลูกขุนนาง  มักจะได้รับโอกาศในการศึกษาที่ดีกว่าลูกชาวนา มีครูที่สั่งสอนได้ดีกว่า มีเวลาในการศึกษาหาความรู้ ในขณะที่ลูกชาวนา ต้องใช้เวลาส่วนมากไปกับการช่วยเหลือ ครอบครัวปลูกข้าว ซึ่งภาวะที่ว่า ทรัพยากรควรต้องตกเป็นของผู้มีปัญญา(ทราม) ก็จะเป็นเช่นนี้ไปไม่รู้จักจบสิ้น  เพราะลูกชาวนา ไม่มีโอกาศได้รับการศึกษาเช่นเดียวกับลูกขุนนาง 

กลายเป็นว่า คนกลุ่มน้อย ยึดครองทรัพยากรส่วนมาก คนโง่มีมากกว่าคนฉลาด คนจน มีมากกว่าคนรวย ระบบประชาธิปไตยที่คำนึงถึงเสียงข้างมาก จึงกลายเป็น ระบบที่ คนโง่ และคนจน ได้เข้ามาจัดการบริหารบ้านเมือง และใช้โอกาศที่ได้อำนาจรัฐ ในฐานะตัวแทนของคนกลุ่มมาก ทำการ ผลิตซ้ำ (Reproduction) เรื่องแบบนี้อีก คือกีดกั้นให้คนที่ไร้ความรู้อื่นๆที่ไม่ใช่กลุ่มของตนออกจาก การใช้ทรัพยากร ตรงตามสุภาษิต ที่กล่าวว่า ทีใครทีมัน มือใครยาวสาวได้สาวเอา น้ำขึ้นให้รีบตัก

อาการเช่นนี้ บรรเทาได้บ้าง ถ้าทุกชนชั้น สามารถผลัดขึ้นมาใช้อำนาจรัฐ ในเวลาที่เหมาะสม โดยไม่มีกลุ่มใดยึดอำนาจได้เป็นเวลานาน แต่ในเมื่อ ความรู้ที่เริ่มจะแตกต่างมากขึ้น อุดมการณ์ที่สั่นครอน การผลัดกันใช้อำนาจรัฐแบบนี้ ดูจะเป็นไปได้ลำบากขึ้น เพราะรูปแบบของการกีดกั้นนี้ ก็พัฒนาขึ้นไปอีกเช่นกัน 

การเลือกใช้นโยบายขยายตัว เพื่อประโยชน์สุงสุด ในการจัดสรรทรัพยากร จึงนำมาสู่ปัญหา ความแตกแยก ในสังคม อย่างเลี่ยงหลีกไม่ได้    

วิธีที่ น่าจะเป็นทางออกก็คือ การศึกษา และอุปนิสัยในการหาความรู้ด้วยตนเอง ของพลเมือง แค่ทุกคนตั้งคำถามให้กับตัวเองว่า ทำไม สิทธิการใช้ทรัพยากรจึงไม่เป็นของเรา และมันเกิดขึ้นได้อย่างไร โดยรัฐมีหน้าที่ จัดให้ พลเมืองสามารถเข้าถึงความรู้เพื่อหาคำตอบนี้ได้  โดยไม่กีดกัน ทั้งในมิติ ทางสังคม  สถานที่ และ เวลา  ความรู้เป็นทรัพยากรที่ สามารถตอบสนองผู้ที่อยากรู้ได้อย่างไม่จำกัดเช่นกัน และเป็นพิ้นฐานที่จำเป็นในการเข้า สู่ Creative Economy ของประเทศไทย     

เผยแพร่ใน: on กุมภาพันธ์ 14, 2008 at 4:19 am ให้ความเห็น

Value and solution

Difference in philosophy of life, social and world has generated verities solutions that depend on value and interest in each person. The mean to understand problems issue that form solution in scope of value and objective has to apply by difference logic, is fundamental of thinking development.  

 People who never beware on the difference value and interest that is origin of solution, they will insist only on their own believe and never doubt about it. In this case, a change could not be occurred. However, inappropriate manner to cope with unknown value is justify it by they own standard and destroy.

When a solution is critiqued, the smart who create the solution should first ask what your value is.  For the question such “what is your solution” is strong evident that they not realize the exist of other value. The problem is not the denial but ability of their thinking will never develop.  

 

have a nice day

เผยแพร่ใน: on มกราคม 25, 2008 at 12:37 pm ให้ความเห็น

Noname designers and the support

สวัสดีครับ

 ได้ ทักทาย สมาชิกชื่อ  บุศกร หรือ เบียร์  อาชีพเป็น นักออกแบบอิสระ ส่วนใหญ่ออกแบบเสื้อผ้า มีงานออกแบบกระเป๋าบางเล็กน้อย ใช้ห้องสมุดTCDC เป็นที่ทำงาน  มาตั้งแต่เริ่มแรก และเป็นผู้หนึ่งที่ บ่นเสียดาย ถ้าต้องย้ายไปอยู่ที่ใหม่ เพราะไกลบ้าน 

  ข้อมูลนี้อาจนำไปสู่ความร่วมมือ ระหว่างนักออกแบบอิสระด้วยกัน  การร่วมมือกันอย่างไม่เป็นทางการนี้มีต้นทุนต่ำ และใช้ต่อรองทางเศรษฐกิจได้

เรื่องที่ ได้จากการคุย เรียงใหม่ได้แบบนี้ ครับ

 

นักออกแบบอิสระ แม้สามารถควบคุมจังหวะชีวิตได้เอง แต่ต้องแลกกับปัญหาอื่นๆ หลายด้าน  ที่ถ้ามีสังกัดปัญหานี้สามารถหลีกให้บริษัทเป็นผู้รับ ได้ เช่น  การติดต่อกับ ผู้ที่จะนำแบบไปผลิต ซึ่งหลักๆ ได้แก่ เจ้าของ Brand และ โรงงาน เนื่องจาก ผู้ออกแบบไร้ชื่อเสียง การต่อรอง จึงอยู่ในฐานะที่ไม่เท่าเทียม และมักต้องยอมตาม ข้อเสนอที่อีกฝ่ายเป็นผู้กำหนด  ผู้ออกแบบไม่รู้ งานออกแบบของตนควรมีราคาเท่าไร ถ้าคิดจากยอดขาย ก็ไม่มีทางรู้ว่าผู้ผลิต นำไปผลิตเท่าไร  หรือแม้แต่งานออกแบบที่นำเสนอถูกปฏิเสธก็ไม่รู้ว่าหลังจากนั้น จะมีการผลิตตามแบบที่เสนอโดยไม่แจ้งผู้ออกแบบหรือไม่ ไม่รู้ว่ามีกฎหมายคุ้มครองที่เกี่ยวข้องหรือไม่

 

เพื่อลดข้อกังวล การนำงานออกแบบไปผลิตโดยไม่จ่ายค่าจ้าง   ผู้ผลิตจะจ้างนักออกแบบตั้งแต่เริ่มกระบวนผลิตเลย คือให้เข้าไปคุยกับ พ่อค้า ซึ่งถูกสมมุติจากเจ้าของโรงงานว่า เป็นผู้ที่เข้าใจการเปลี่ยนแปลงในตลาดดี (ที่ผู้เขียนใช้คำว่าสมมุติเพราะเป็นความเข้าใจเฉพาะของเจ้าของโรงงานซึ่งอาจจะถูกก็ได้ แต่ความเข้าใจของผู้เขียนคิดว่า พ่อค้าก็ต้องบอกว่า แบบนี้ขายดี และให้นักออกแบบทำแบบนี้ มันก็คือ ทำตามตลาด นั้นเอง) นักออกแบบก็ต้องออกแบบตามความเห็นของ พ่อค้า ผู้ผลิตก็ได้แบบที่พ่อค้าคิดว่าต้องขายได้แน่ๆ

การได้งานส่วนมากมาจากการแนะนำ เช่น โรงงานเคยจ้างคนอิตาลีออกแบบ แต่พอสถานการณ์เปลี่ยนแปลง ก็มีการแนะนำ เบียร์ ซึ่งเป็นลูกศิกย์ เป็นผู้ออกแบบแทน ซึ่งบางครั้งก็ไม่เพียงแค่ออกแบบ ยังต้องเป็นผู้ควบคุมการผลิตในทุกขั้นตอนอีก  โดยเจ้าของ โรงงานให้ความเห็นว่า ผู้ออกแบบจะเป็นผู้ที่รู้ว่า งานผลิตได้ตามที่ตนตั้งใจไว้หรือไม่  และถ้าเจ้าของโรงงาน เห็นว่า แบบนี้ น่าจะขายได้เรื่อยๆ ก็จะขอ ซื้อสิทธ์การออกแบบนั้น เอาไว้เลย ห้ามไม่ให้นำไปเสนอ ที่อื่นอีก  

การขาดความรู้ กฎหมายที่เกี่ยวข้อง เช่น ลิขสิทธ์การออกแบบ สัญญาการจ้าง หมายความว่า เจ้าของโรงงาน อาจจะไม่จ่ายค่าจ้างได้ ทำได้แค่เพียงบอกเพื่อนๆใกล้ชิด ไม่ทำงานให้ เจ้าของโรงงานนั้นอีกต่อไป

 

เบียร์  ให้ความเห็นเชิงเห็นใจว่า เป็นเพราะเจ้าของโรงงาน หรือ ผู้ผลิต ไม่มีระบบภายใน รองรับการจ้างนักออกแบบอิสระ  ระบบจัดการภายในมีไว้ เพื่อบริหารต้นทุนการผลิต เช่น วัสดุ ค่าจ้างแรงงานที่สามารถคำนวนได้จากผลงาน (อาจจะเป็น เหมารวม หรือ จ่ายเป็น ชิ้นๆ)  ส่วนการจ้างผู้ออกแบบ ซึ่งบอกได้ยากว่าจะขายได้หรือไม่ การกำหนดราคาจึงทำได้ยาก

 

แต่ก็มีวิธีคิดค่าออกแบบอยู่บ้าง เหมือนการคำนวน ราคาบ้าน คือ คิดราคาค่าวัสดุที่ใช้ในงานออกแบบทั้งหมด จากนั้นพิจารณาราคาขาย ส่วนที่เป็นกำไรก็เอามาคิดเป็นค่าออกแบบ ซึ่งเท่ากับแบ่งกำไรกับ นายทุน จึงไม่น่าแปลกใจว่า ทำไมค่าออกแบบถึงได้น้อย มาก (พอถึงตรงนี้ ก็นึกเรื่อง Branding ได้เหมือนกัน เจ้าของโรงงานรู้ต้นทุนการผลิต และต้องการขายสินค้าให้หมด ในราคาที่พอได้กำไร ในขณะที่พ่อค้าจะเข้าใจ ความต้องการของลูกค้าว่าอยากจะจ่ายเท่าไร ส่วนนี้มีองค์ประกอบแวดล้อมมากกว่าแค่เพียง ต้นทุนของสินค้า เช่น สมมุติว่า โรงงานผลิตสินค้าได้ คุณภาพเหมือนกันหมด ใช้วัสดุ เหมือนกันหมด พ่อค้าจะเป็นผู้อำนวยความสะดวกให้กับลูกค้าในการเข้าถึงสินค้า เช่น จัดให้อยู่ที่ ที่ เดินทางสะดวก มีบริการสินเชื่อ รับประกันความพึงพอใจ ถ้ากรณีที่พ่อค้ามีกำลังทางเศรษฐกิจมาก ก็สามารถซื้อสินค้ารูปแบบเดียวกันจากเจ้าของโรงงานได้หมด เป็นการปกป้องไม่ให้สิ่นค้าแบบนี้มีจำหน่ายทั่วไป ลูกค้าบางคนอยากใช้สินค้านั้นเพื่ออวดความมั่งคั่ง หรือ รสนิยม พ่อค้าจึงต้องปกป้องสินค้าไม่ให้ซื้อได้โยง่าย เป็นต้นทุนที่  ดังนั้น ถ้าเทียบระหว่าง เจ้าของโรงงานกับพ่อค้าแล้ว ผู้ที่ต้องทำ Branding น่าจะมาจากพ่อค้ามากกว่าเพราะ การสร้าง Brand ต้องการเข้าใจ พฤติกรรมของลุกค้า เห็นได้จาก Brand ดังๆ ก็ไม่มีหน่วยผลิตเป็นของตนเอง) แต่สำหรับนักออกแบบอิสระ การต่อรอง เพื่อรายได้ที่มากขึ้นโดยเพิ่มช่วงกำไรระหว่างต้นทุนในการผลิต กับราคาขายให้พ่อค้า จึงเป็นไปอย่างลำบาก

 

ในความเห็นของ เบียร์ ชื่อเสียงของนักออกแบบเท่านั้น ที่ช่วยได้

 

แล้วทำไมนักออกแบบไม่ผลิตเอง คำตอบเดาได้ไม่ยาก ก็คือ ไม่มีทุนเพียงพอ และไม่มีความรู้เรื่องตลาด แล้วยังต้องหาผู้ที่สามารถแกะแบบ เพื่อนำไปผลิตอีก   ถึงตอนนี้  เบียร์ ได้แนะนำให้ผู้เขียนรู้จักกับ Pattern Maker หน้าที่ของคนนี้ คือเป็นตัวเชื่อมต่อ ระหว่างร่างแบบ กับ ผลผลิต ผลงานการออกแบบจะดีหรือไม่ดี Pattern Maker เป็นผู้มีบทบาทสำคัญอย่างมาก

 Pattern maker จะเป็นพนักงานประจำ ค่อยรับร่างแบบ แล้วมาเปลี่ยนเป็น ชิ้นวัสดุ กำหนดขนาด เพื่อส่งให้เครื่องจักร หรือ คนเป็นผู้ตัดชิ้นวัสดุ จัดลำดับการประกอบวัสดุ จากนั้นก็ให้ คนงานรับจ้างเย็บ ชิ้นงาน ซึ่งเป็น ผู้เชียวชาญเฉพาะ ทำการผลิต เห็นได้ว่า การออกแบบจะสวมใส่สบาย หรือไม่ ขึ้นอยู่กับ Pattern Maker

                                                                                                                       

และบ่อยครั้งที่ เจ้าของโรงงานจะหาแบบสวยๆ จากหนังสือแฟชั่น แล้วมาให้ Pattern Maker แกะแบบ ไม่จำเป็นต้องอาศัย นักออกแบบเลย 

ที่นี้ เลยถามว่า ถ้ายังนั้น ทำไมไม่พัฒนาให้ Pattern maker เป็น นักออกแบบเลย เบียร์ บอกว่า มันเป็นคนละ สายงานกัน เพราะ เขาจะไม่รู้ว่า อารม ของ สี เส้นสาย ควรเป็นอย่างไร ไม่รู้ว่าถึงเหตุผล แนวคิด ในการออกแบบ เขารู้เพียงแต่ว่า ทำอย่างไรให้ สามารถ นำแบบนั้นออกมาเป็นชิ้นงานให้ได้ ในทางกลับกัน ทำไมนักออกแบบไม่ไปเป็น Pattern maker เบียร์ บอกว่า มันคนละแนวกัน แล้วเขาก็ ไม่ชอบที่จะมาแกะงานของ คนอื่นด้วย เห็นได้ว่า ในสถานการณ์ ตลาดการออกแบบไทย ผู้ผลิตอาจจะมองข้าม นักออกแบบโนแนมไปได้เลย  ปล่อยให้ Pattern maker มีบทบาทสำคัญ

 เท่าที่ทราบมา โรงเรียนสอน ออกแบบ เสื้อผ้า จำเป็นต้องสอนการวาง Pattern เป็นวิชาพื้นฐานที่สำคัญเสมอ ซึ่งการเข้าใจเรื่องของ Pattern สามารถนำไป ใช้สำหรับ งานเย็บอื่นๆ ทั่วไปได้ เช่น กระเป๋า รองเท้า และงานที่ อาศัยการตัดเย็บอื่นๆ เป็นต้น   

พูดถึงเรื่องนี้ เลยนึกถึง ช่างเย็บเสื้อชาวไทยในฝรั่งเศส ที่เป็นข่าวของกระทรวงการต่างประเทศ เกี่ยวกับปัญหาการใช้แรงงานในต่างแดน นักออกแบบชาวฝรั่งเศส มักจะจ้าง ช่างเย็บเสื้อชาวไทยแล้วซ่อนไว้ ภายในใต้ถุน ตึกสมัย เรเนซ้อง อันโอ่อ่าของตน เมื่อออกแบบได้ ก็นำมาให้ ช่างไทยเหล่านี้แกะแบบแล้วตัดเย็บ จนเป็นที่พอใจ จากนั้นก็นำออกขาย โดยให้ค่าจ้าง เพียงเล็กน้อย เมื่อเทียบกับ ราคาขายผลผลิตนั้นๆ ที่จำหน่ายใน กรุงปารีส อย่างไรก็ตาม ค่าจ้างเพียงเล็กน้อยเหล่านั้นก็ ยังมากกว่า ค่าจ้างที่จ่ายกันในเมืองไทย  เป็นเหตุให้ ช่างเย็บเสื้อผ้าเหล่านั้น ยังทนอยู่ทำงานอยู่ที่ปารีส โดยหวังจะสะสมเงินเพื่อกลับมาใช้ในเมืองไทย  ในตลาดปารีส นักออกแบบมีอิทธิพล พอที่จะกดค่าจ้าง Pattern maker และผู้ผลิตให้ต่ำได้ เพื่อที่ตนเองจะได้ผลกำไรจากราคาขายให้มากที่สุด และวิธีหนึ่งก็ คือใช้ วิธีจ้างช่างจากเมืองไทย ในราคาถูกแล้วซ่อนพวกเขาเหล่านั้นไว้ใต้ถุนบ้านนั้นเอง 

 

อย่างไรก็ตาม มันก็เป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ อยู่อย่างหนึ่งว่า ช่างไทย ของเรามีความสามารถในการนำงานออกแบบ มาทำให้เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพเพียงพอที่จะขายได้ในตลาดปารีส เพียงแต่ผลกำไรส่วนมากไม่ได้ถูกนำกลับมาใช้เป็นทุนพัฒนาตลาดการออกแบบภายในประเทศไทย แต่กลับไปอยู่ในมือของคนปารีส 

 ขอกลับมาพูดถึงตลาดการออกแบบในเมืองไทย เพื่อฉายให้เห็นสภาพตลาดชัดขึ้น กับกรณีเปิดเสรีการค้า ที่ให้ แบรค์สินค้าเสื้อผ้าจากต่างประเทศ นำเสื้อผ้าสำเร็จรูปเข้ามาขายในตลาดไทย การนำเข้าสินค้าสำเร็จรูปนี้ นอกจากจะไม่ได้จ้างแรงงานเราแล้ว ยังเข้ามาเอาส่วนแบ่งตลาดภายในประเทศออกไปอีก (คือผู้เขียนไม่ทราบว่า แบรด์ ที่ เป็นของไทย สามารถแย่งชิงตลาดภายในประเทศอื่นได้เท่าไร ใครมีข้อมูลลองหามาแลกกันก็ได้ครับ)  ผู้ประกอบการของไทยเกี่ยวกับเรื่องนี้ ผู้เขียนแบ่งเป็นสองกลุ่มใหญ่ คือ กลุ่มผู้ผลิตได้แก่  โรงงาน ซึ่งได้เล่าให้ฟังไปแล้ว และอีกกลุ่มก็คือ กลุ่มที่มีแบรด์ใหญ่เป็นของตัวเอง โดยที่ กลุ่มนี้จะเสนอสินค้าที่เน้นการออกแบบ มีร้านค้าของตนอยู่ในสถานที่ง่ายต่อการเข้าถึง กลางใจเมืองหลัก เป็นกลุ่มที่ต้องปะทะกับแบรด์จากต่างประเทศโดยตรง  (แม้มีอีกกลุ่มที่ ดักลูกค้า ตามทางหลวง ใหญ่ๆ ที่กลับจากจังหวัดท่องเที่ยว ซึ่งดูเหมือนจะเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบ จาก การเปิดเสรี น้อยกว่า) เจ้าของแบรด์ภายในประเทศ ลดต้นทุน โดยพยายาม ให้บริษัทตนเองไม่มี หรือมี หน่วยที่ใช้ผลิตให้น้อยที่สุด เนื่องจาก กฎหมายการจ้างงานเกี่ยวกับสวัสดิการของลูกจ้างเข้มข้นขึ้น  ข้อกฎหมายนี้ทำให้โครงสร้างการจ้างคนงานจำนวนมากยากต่อการบริหารเพื่อปรับเปลี่ยนในทันต่อสภาพตลาดที่เปลี่ยนอย่างรวดเร็ว ดังนั้น เจ้าของแบรด์จึงเน้นลงทุนการสร้างเสริมแบรด์ให้เข้มแข็งขึ้น แทนการลงทุนเพิ่มหน่วยการผลิต จากนั้นก็จ้างให้หน่วยผลิต ซึ่งเป็นโรงงานที่มีเครื่องมือให้การตัดเย็บดีกว่า ครัวเรือนหรือรายย่อย และด้วยการเป็นเจ้าของแบดร์ใหญ่ ที่สามารถ  สั่งตัดได้ในจำนวนมากมีความแน่นอนในการสั่งตัด ทำให้ เจ้าของแบรด์ สามารถใช้อำนาจทางเศรษฐกิจควบคุม งานออกแบบของตนจากการที่โรงงานจะนำออกไป ขายเอง โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งข้อกฎหมาย และเป็นผู้ที่ได้ดอกผลจากงานออกแบบของตนอย่างแท้จริง ซึ่งนักออกแบบอิสระที่โนแนมทำไม่ได้  

 

   นักออกแบบอิสระมีทางเลือกน้อย คือถ้าไม่ได้จบจากสถาบันออกแบบที่มีชื่อเสียง และมีทุน ที่มาจากครอบครัวของตนเองอยู่แล้วก็ยากที่จะหลุดขึ้นมามีชื่อเสียงได้ การเข้าไปเป็น นักออกแบบภายใต้ แบรด์ ดัง คงเป็นหนทางที่ดูจะให้ความมั่งคงต่ออาชีพมากกว่า  การที่ตลาดไม่เปิดโอกาศให้ นักออกแบบอิสระ อาจเป็น เพราะกำลังซื้อในประเทศ มีน้อยเกินไป สำหรับงานออกแบบเฉพาะกลุ่ม ถ้าเปรียบกับการเติบโตของธุรกิจของ วิเวียน ที่เริ่มจากการเน้นไปที่กลุ่มเฉพาะ และกลุ่มที่ วิเวียน เน้น มีกำลังซื้อพอสมควร ทำให้ วิเวียน สามารถสะสมทุน จนไต่ระดับขึ้นไปได้ แต่สภาพตลาดและรสนิยม ภายในเมืองไทยตอนนี้ ดูเหมือนจะไม่เอื้ออำนวยให้นักออกแบบอิสระได้แสดงผลงาน  กำลังซื้องานออกแบบส่วนมากตกเป็นของแบรด์ต่างประเทศ หรือไม่ ก็แบรด์ไทยใหญ่ๆเท่านั้น โอกาศดูเหมือนจะไม่เปิดหน้าต่างให้กับนักออกแบบอิสระ เลย  มีคนกล่าวว่าโอกาศมีอยู่ทั่วไป  การที่นักออกแบบอิสระไม่สามารถเกิดได้ เพราะตนเองไม่ทราบสภาพตลาดและการเปลี่ยนแปลงภูมิศาสตร์เศรษฐกิจ หรือเพราะ ไม่ทราบแหล่ง ทุน และวิธีการเข้าสู่แหล่งทุน นั้นๆ  เรื่องนี้อาจจะแก้ไขได้จาก การศึกษาเพิ่มเติม   (เพิ่มเติม…)

เผยแพร่ใน: on มกราคม 14, 2008 at 7:40 am ให้ความเห็น

Fra Mauro Map @ TCDC

เขียน หลังวันเลือกตั้ง ปี 2550 สองวัน  

สวัสดี ครับ

 ใครที่ มาเยี่ยม ศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ คงสังเกตุเห็น แผนที่ใหญ่ ติดอยู่ข้างฝา ทางเข้าอุโมงค์ไปห้องสมุด ถ้าดูใกล้ๆก็จะเห็นว่า ตัวหนังสือในแผนที่ก็ไม่ได้จัดเรียงในแบบทีเข้าใจได้ง่าย เลยสงสัยว่าแผนที่ นี้ มันจะต้องทำความเข้าใจอย่างไร ถึงจะสนุกกับมัน สมราคาที่ คุณ พันศักดิ์  มอบไว้ให้เป็นทรัพย์สินของ สบร. 

เป็นแผนที่ที่จำลองแบบเท่าขนาดจริง ที่ นาย มาร์เชลโล เปรา ประธานวุฒิสภา ของ สาธารณรัฐ อิตาลี เป็นผู้มอบให้ ประธานที่ปรึกษาด้านนโยบายนายกรัฐมนตรีของประเทศไทย  โดยผู้เขียนต้นฉบับของแผนที่นี้ ชื่อ Fra Mauro เป็น บาทหลวง นิกาย คามาโดลิส (Camaldolese) อยู่ที่อาราม ซาน มิเกล ใน มูราโน (San Michel in Murano) ต้นฉบับแผนที่นี้ เก็บอยู่ใน หอสมุดแห่งชาติ มาร์ชีอานา (Biblioteca Nazionale Marciana) ซึ่งในช่วงเวลาที่เขียนแผนที่นี้ กลุ่มคนที่มีความสามารถในการเขียน จดบันทึก ก็คือ พวกบาทหลวง

 

 ผมอาจจะรู้สึกไปเองว่า  ถ้าเป็นเจ้าหน้าที่ TCDC และดูแผนที่ที่ ผู้ก่อตั้งมอบไว้ไม่รู้เรื่อง ก็มีความต่างกับ ยามเฝ้าพิพิธภัณฑ์ น้อยมาก (แม้แผนที่ นี้เป็นเพียงของจำลอง แต่ก็เพียงพอที่จะกระตุกให้ผู้ชม คิด ฝันได้เหมือนกัน) พอเริ่มเปิดหาข้อมูลก็รู้ว่า มันใช้เวลาและความพยายามอยู่มากพอสมควร และดูเหมือนจะให้ผลตอบแทนไม่คุ้มกัน อย่างไรก็ตาม ในขณะที่ยังเป็นเจ้าหน้าที่ TCDC เรื่องนี้รู้ไว้ก็ดีกว่าไม่รู้แน่ๆ

ช่วงแรกความสนใจผมอยู่ที่ประวัติศาสตร์ จีน จากการดูสารคดี เรื่อง 1421 The year China discover America ของ  Gavin Menzies ส่วนหนึ่งในสารคดี ได้พูดถึง แผนที่ Mauro นี้

 

แมนซี่ เป็นอดีต ผู้บัญชาการเรือดำน้ำ แห่งราชนาวี อังกฤษ ได้ทำการศึกษา ขีดความสามารถ และศักยภาพของ จีน เกี่ยวกับการเดินเรือ ในมหาสมุทร ผ่านเรื่องราว กองเรือมหาสมบัติ (เปาฉ่วน) ของ เจิ้นเห่อ (Zheng He หรือ Cheng Ho) การสร้างเรือเดินสมุทรขนาดใหญ่ เครื่องมือบอกเวลาและทิศทาง การกำหนดภูมิอากาศ ทิศทางลมที่เป็นแหล่งพลังงานเดียวสำหรับการเดินเรือ  รวมถึงเทดนิดการควบคุมกองเรือ ขนาดใหญ่ การสื่อสารระหว่างเรือแต่ละลำ การจัดทำเอกสาร เพื่อบอกเล่าเรื่องราวระหว่างการเดินทาง การคัดสรรลูกเรือ ที่ล้วนแล้วแต่ ยืนหยัดความยิ่งใหญ่ของอารยะธรรม จีน แมนซี่ ต้องการจะชี้ให้เห็นว่า ณ เวลานั้น จีน เป็นชนชาติแรกที่ ค้นพบทวีป อเมริกา ก่อน คริสโตเฟอร์โคลัมบัส (ถ้าใครได้อ่าน National Geographic ฉบับต้นปี 2000 จะมีการกล่าวถึงว่า ในช่วงพันปีที่ผ่านมาจีน เป็น ชาติแรกที่ มีศักยภาพเดินเรือได้รอบโลก แต่ไม่ได้ทำ เพราะอะไร ไว้มาคยุกันวันหลัง) แต่ ด้วยการให้เหตุผลที่อยู่บนหลักฐานที่ไม่หนักแน่นพอ เลยมีคนแนะนำให้ แมนซี่ เขียนเป็นนิยาย น่าจะเหมาะกว่า เสนอข้อสมมุติฐานนี้ในรูปแบบวิจัยทางวิชาการ (ผมเดาเอาว่า แดน บราว อาจจะเห็นว่า ถ้าให้การเชื่อมโยง เรื่อง แมรี่ แมกดาแรน กับหลักฐานที่ปรากฎ เป็นบทความทางวิชาการเมื่อไร คงโดนถล่มเหมือนกับ แมนซี่ เลยเปลี่ยน เป็นนิยาย ผลคือ  ดาวินชี โค๊ด กลายเป็นเรื่องโด่งดัง ติดอันดับ world classได้อย่างไม่ยากเย็น) อย่างไรก็ตาม แม้หลักฐานที่ แมนซี่ ให้ไว้ จะไม่เพียงพอที่จะยึดหยัดได้ว่า จีน เป็นชาติแรกที่ค้นพบอเมริกา ความยิ่งใหญ่ในอดีตของ จีน ที่ แมนซี่ นำเสนอ ก็กำลังทำท่าว่าจะกลับมาอวดให้ ชาวโลกได้ยอมรับมันอีกครั้งหนึ่ง ในฐานะ หนึ่งใน มหาอำนาจทางเศรษฐกิจ ในโลกปัจจุบัน

 

ในสารคดีของ แมนซี่ ปรากฎแผนที่ ที่เป็นอันเดียวกัน กับ ที่แสดงอยู่หน้าศูนย์สร้างสรรค์การออกแบบ เห็นบาทหลวง Fro Mauro เดินดุ่มๆ นำแผนที่ไปให้ King Alfonso V แม้ได้มีการเชื่อมโยง การจัดสร้างแผนที่ นี้กับ เจิ้นเห่อ ผ่าน เรื่องราวของการเดินทางของ มาโคโบโร พอให้คิดตามไปว่า Fro Mauro ได้รับอิทธิพลการสร้างแผนที่ จาก จีน  แต่ มันก็ยังไม่ได้บอกว่า แผนที่นี้ดูอย่างไร

  

พอค้นต่อ ก็เจอหนังสือ เรื่อง กรุงศรีอยุธยาในแผนที่ฝรั่ง ของ ธวัชชัย ตั้งศิริวานิช   หนังสือเล่มนี้ ตอนหนึ่งมีการอ้างถึง แผนที่ ของ Fra Mauro เลยได้เรื่องมาเล่าให้ฟังอย่างย่อดังต่อไปนี้ 

เวนิส เรียกกรุงศรีอยุธยา ว่า  เชโน (SCENO) หรือ ชิแอร์โน (SCIERNO) แปลว่า เมืองใหม่ เข้าใจว่าเป็นสำเนียง มาจาก ชะหรีเนาว์ (Shahari nau) ตาม ภาษาของชาวเปอร์เชีย ในขณะนั้นใช้เป็นภาษาสากล ยุโรปเลยต้องเรียกกรุงศรีอยุธยา ตาม ชาวเปอร์เชีย  ยืนยันการเป็นมหาอำนาจของพวกอิสลาม (เปอร์เชีย) ที่ยึดน่านน้ำเมดิเตอร์เรเนียน ผ่านความสามารถในการเดินเรือมาตั้งแต่หลังการล้มสลายของอาณาจักรโรมัน ซึ่งการครอบครองน่านน้ำนี้จบลง ในช่วงต้นของสงครามครูเสด เป็นหลักฐานที่เชื่อมโยงกันอีกอย่างหนึ่ง ที่แสดงให้เห็นถึงความศักยภาพการเดินเรือ ที่เป็นเสมือนคุณสมบัติเฉพาะของ พวกมุสลิม (เจิ้งเห่อ ซึ่งเป็นผู้คุมกองเรือมหาสมบัติ ของ ย่งเล่อ ก็เป็นคนที่มีเชื้อสายอิสลาม เช่นกัน )    

 แล้วตรงไหน คือ ชิแอร์โน  ชิแอร์โน อยู่บริเวณ สิบนาฬิกา ของแผนที่ ให้สังเกตุ ข้อความ     “Qucfta cita de fcierno e.vi cornace frat err.. ef fuo funne nominato fcierno ourer ganges ebabucaoo circa xxx cornaoe dauno daqieqalal tro.de citade  csftellu cpalacimnabelmete (ลอก อักขระ มาโดยไม่มีความรู้เลย แต่ก็ประมาณนี้ครับ)

o แปลว่านคร ชิแอร์โน แห่งนี้ ใช้ระยะเวลาเดินทางทางบก เป็นเวลา 6 ถึง 7 วัน บนฝากหนึ่ง ของแม่น้ำ ชิแอร์โน หรือ คงคา จะพบผู้คนอาศัยอยู่เรียงราย ตลอดเวลาเดินทางราว 30 วัน ส่วนอีกฝากหนึ่งของแม่น้ำ ก็เต็มไปด้วยบ้านเรือน ประสาท และพระราชวังที่วิจิตรตระการตา (ธวัชชัย, กรุงศรีอยุธยาในแผนที่ฝรั่ง, หน้า )  

หรือ ดูคำว่า SINVS GANGETIGVS เขียนอยู่บริเวณพื้นสีฟ้าที่เป็นทะเล อยู่ตรงบริเวณ สิบนาฬิกา ของแผนที่ อันนี้แปลว่า อ่าวสยาม ครับ

 

จุดประสงค์ของบทความนี้ก็คือ เมื่อกำหนดที่ตั้งของ ชิแอร์โน ได้ ก็ใช้ เป็นจุดตั้งต้น บวกกับความรู้แผนที่ในปัจจุบัน ก็จะหาประเทศอื่นๆ ได้ไม่ยาก  เช่น อินโดนิเชีย ก็อยู่เป็นเกาะถัดขึ้น จาก ชิแอร์โน  (ในยุดสมัยนั้นจะเห็นได้ว่าไม่สามารถหา ทวีปอเมริกาได้)

 สำหรับสมาชิกที่มีโอกาสมาเยี่ยมชม หวังว่าจะดูแผนที่นี้ได้สนุกขึ้น (ถ้าให้ดี แผนที่นี้ควร แขวให้ส่วนล่างตั้งติดกับพื้นเลย การแขวไว้สุง ทำให้ลำบากมากในการดู รายละเอียด) 

 มีหนังสือเกี่ยวกับ Fra Mauro ในตลาดอยู่มาก แต่ TCDC ที่ขึ้นชื่อว่าใส่ใจในรายละเอียด ไม่มีหนังสือที่เกี่ยวกับแผนที่นี้โดยตรงเลย อาจเข้าใจกันไปว่าตู้ปลา (touch screen) ดึงดูดความสนใจได้มาก ซึ่งผิดกับผมที่เชื่อว่า ความรู้ใหม่ๆ มีเสน่ห์ดึงดูดมากกว่า ถ้าTCDC เปรียบเหมือนผู้หญิง ก็ต้องเป็นผู้หญิงที่สวยและมีเสน่ห์ ไม่อย่างนั้นก็ทำได้เพียงจุงใจคนใหม่ๆ ไม่สามารถมัดใจใครๆไว้ได้นาน   

 

แต่ถ้าสมมุติว่า ไม่ชอบหาอะไรในแผนที่ ก็ยังพอจะได้ความรู้ จากแผนที่นี้อยู่เหมือนกัน เช่น

ด้านการริเริ่ม  

แผนที่นี้แม้ถูกจัดทำด้วย สัดส่วนทิศทางที่ไม่ถูกต้อง แต่สำหรับผู้ใช้งานจริงย่อมพบกับปัญหา และได้นำปัญหานั้น กลับมาใช้เป็นแนวทางการพัฒนารูปแบบการทำแผนที่ ให้ความสำคัญกับ มาตราส่วน และทิศทาง

 

ด้านการเมือง

ลองคิดว่าถ้า ตัวเองเป็น Mauro อะไรเป็นแรงบันดาลใจให้ จัดทำแผนที่ อันลือลั่นนี้ขึ้นมา ความต้องการถ่ายทอดความรู้ ให้ปรากฎเป็นเอกสาร มอบให้กับ King    เพื่อไว้ ขยายอาณานิคม โปตุเกส โดยที่ความผิดพลาดอาจส่งผลเสียต่อ อาณาจักรและตนเอง Mauro ต้องมีความรู้และข้อมูลอยู่ระดับหนึ่งที่มั่นใจว่าจะไม่ผิดเพี้ยน หรือ เป็นเพราะ  King ไม่สามารถลงโทษ บาทหลวงได้ สถาบัน King กับ ศาสนา ในยุโรปเป็นสองสถาบัน ที่เอื้อประโยชน์ ซึ่งกันและกัน  แผนที่นี้ ก็แสดงให้เห็น ถึงความเอื้อประโยชน์ ดังกล่าวได้ น่าสนใจในการตั้งข้อถกเถียง สำหรับ พวกคอการเมือง 

 

ด้านการจัดพิมพ์

 การออกแบบให้มีขนาดใหญ่ ไม่ได้คำนึงถึงการพกพา สามารถจดจำลักษณะของโลกจากภาพที่เห็นทั้งหมดในเวลาเดียว  

 

ทางด้านเทคนิดสี            

เวนิส  มีความสามารถพัฒนา สี ได้หลากหลายเพื่อใช้ ในงานศิลปะ ซึ่งในช่วงเวลาเดียวกัน อยุธยายังไม่สามารถพัฒนาสีโทนน้ำเงินหรือ สีกรมท่า ได้ สังเกตุได้จาก งานเขียนที่ฝาผนังวัดในสมัยอยุธยา ที่มีแต่โทนแดงส้มเท่านั้น       

 

สำหรับสมาชิก หรือ ผู้สนใจ ถ้ามีโอกาศแวะ มาศูนย์สร้างสรรค์ อย่าลืมมาลองหา เมือง ชิแอร์โน ในแผนที่ของ Mauro เล่นๆ นะครับ (เมื่อยคอหน่อย)   เพราะ จากนี้ยังไม่รู้ว่า แผนที่นี้จะถูกส่งกลับคืนเจ้าของเดิม หรือ อาจจะไม่นำออกมาแสดงอีก        

 

สวัสดีปีใหม่ 2551 ครับ ขอให้ ทุกคนมีความสุขมากๆ

แค่คิดดีๆ ก็ได้รับสิ่งดีดี แล้ว

 

เผยแพร่ใน: on ธันวาคม 25, 2007 at 8:36 am ให้ความเห็น

Public Library and Return on Investment

 

ประเด็นความไม่คุ้มค่าการลงทุนห้องสมุด ภายในห้างสรรพสินค้า เป็นเหตุผลหนึ่งที่ถูกใช้ในการยุบรวม  ข้อสังเกตุต่อไปนี้อาจสะท้อนความคุ้มในการลงทุนนี้ได้  โดยเสนอภาพกว้างผ่านบริบททางสังคม ทิศทางการลงทุนของภาครัฐ  เพื่ออธิบายผลตอบแทนการลงทุนครั้งนี้ “ว่ามีความสิ้นเปลืองมาน้อยแค่ไหน”

 oเพื่อให้เห็นสาเหตุการตัดสินใจลงทุนตั้งห้องสมุดภายในห้างสรรพสินค้า สังคมมีบริบทที่แตกต่างไปจากปัจจุบันอยู่บ้าง ขออธิบายแยกเป็นสองส่วน ส่วนแรก เป็นการตอบคำถามว่าทำไมต้องห้องสมุดด้านการออกแบบและต้องอยู่ในห้างสรรพสินค้า ส่วนที่สองเป็น เรื่องของทุนภาครัฐ เน้นให้เห็นมูลเหตุพื้นฐานในการลงทุน  ทั้งสองส่วนสามารถชี้ให้เห็นถึง บริบทที่เปลี่ยนแปลงไปได้พอสมควร   o

1 เป้าหมายการลงทุนห้องสมุด

 o

เพื่อตอบคำถามว่า ทำไมต้องห้องสมุด และทำไมต้องหนังสือ ดีดี สวยๆ แพงๆ และทำไมต้อง ห้างสรรพสินค้า

 o

การเปิดเสรี การค้า การเงินและ การบริการ ส่งผลให้รัฐต้องค่อยๆลดบทบาท ตัวเองทางเศรษฐกิจลง จนในที่สุดไม่สามารถให้การช่วยเหลือ ภาคธุรกิจ ด้วยมาตราการทางการค้าใดๆ ได้  (ในขณะนี้ยังมีการช่วยกันอยู่บ้าง) ภาคธุรกิจจำเป็นต้องมีการปรับตัวกันขนานใหญ่ มีการปรับเปลี่ยนโครงสร้างการบริหาร (Re-engineering) ปรับสัดส่วนการใช้แรงงงาน ทุน และ เทคโนโลยี จากที่เคยใช้แรงงานอย่างเข้มข้น (Labor intensive) มาเป็นใช้ทุน และเทคโนโลยี สุง (Capital and Technology intensive) อาศัยแรงงานที่ มีความสามารถในการใช้ทุน และเทคโนโลยีได้อย่างดี เรียกว่าเป็น Knowledge worker การปรับตัวของภาคธุรกิจ ถ้าใครยังจำได้ คือการปิดกิจการของบริษัทสิ่งทอใหญ่ บนถนน วิภาวดีรังสิต ที่ใครขับรถผ่านเมื่อสี่ห้าปีที่แล้ว จะสังเกตุเห็นโรงงานนี้ได้ไม่ยาก(อยู่ขวามือขาออกจากเมือง คนที่เรียน ม กรุงเทพ สมัยย้ายไป ใหม่ๆ คงจำกันได้)  เป็นการปิดตัวก่อน พรบ. แรงงาน ฉบับใหม่ที่คุ้มครองสวัสดิภาพแรงงานจะถูกใช้ เพียงไม่กี่วัน พรบ.แรงงาน ฉบับนั้นทำให้ต้นทุนการดำเนินกิจการ สุงขึ้น ประกอบกับ โรงงานถึงเวลาที่ต้องลงทุนซื้อ เทคโนโลยีใหม่ๆ ต้องมีการฝึกแรงงานให้คุ้นกับเทคโนโลยีที่มาใหม่ และยังต้องเผชิญกับการแข่งขันจาก จีน เวียดนามอีก การปิดกิจการนี้ สะท้อนการสภาพการแข่งขันในตลาดที่มีแนวโน้มรุนแรง ได้อย่างดี  ในส่วนของเจ้าของกิจการ การเพิ่มทุน เพื่อหาเทคโนโลยี มาใช้ทำได้ ไม่ลำบาก เมื่อ เทียบกับแรงงานที่ต้องปรับตัว  แรงงานจึงได้รับกระทบโดยตรงต่อจากการเปิดการค้าเสรี  ตกงาน หรือไม่ก็ต้องปรับตัวให้เป็น Knowledge worker ให้ได้เพราะจำเป็นต่อระบบเศรษฐกิจแบบใหม่ ที่ใช้ทุน เทคโนโลยี (และความคิดสร้างสรรค์) ที่กำลังก่อตัวขึ้น 

การเป็น Knowledge worker จำเป็นต้องค้นคว้าหาความรู้เพิ่มเติมอยู่เสมอ แต่ผลการสำรวจอัตราการอ่านหนังสือของคนไทย (ในเวลานั้น)โดยเฉลี่ยอยู่ที่ แปดบรรทัดต่อคนต่อปี  การขาดการอ่านหนังสือมีปัจจัยหลายด้าน เช่น ปัจจัยทางเศรษฐกิจ ปัจจัยทางสังคม หรือแม้กระทั่ง ค่านิยม ก็เป็นอุปสรรคในการหาความรู้เพิ่มเติมทั้งสิ้น หน่วยงานของรัฐหลายหน่วยงานได้รับงบประมาณ มาแก้ไขปัญหาดังกล่าว ในช่วงแรก พบว่าการเข้าถึงแหล่งความรู้มีต้นทุนสุง นั้นคือ ปัญหาด้านเศรษฐกิจของแรงงาน  แหล่งความรู้ที่มีอยู่และมีระบบการจัดการที่ดีล้วนเป็นของมหาวิทยาลัยทั้งสิ้น (หรือไม่ก็เป็นของ องค์กรธุรกิจใหญ่ๆ เช่น ธนาคาร) ที่มีข้อจำกัดในการให้บริการในระบบสาธารณะ  มีการคิดรูปแบบเพื่อลดอุปสรรคจากปัญหานี้ หลายวิธี เช่น การสร้างเวบ Thailand Knowledge Center โดยหวังจะให้ความรู้ผ่าน เทคโนโลยี การสื่อสาร เรียกได้ว่า ถ้าใครเข้าถึง internet ได้ ก็สามารถหาความรู้ได้ (ในสิงคโปค์ก็เช่นกันมีการวางโครงสร้างพื้นฐานด้าน IT ใหม่หมด และ แนวคิด เรื่อง WIKI ยังใหม่อยู่)  แต่หลังจาก ทำเสร็จพบว่า ความรู้ที่มีประโยชน์ ไม่เคยถูกเผยแพร่ผ่าน เทคโนโลยีนี้เลย ความรู้เป็นของมีค่า มีราคา ส่วนมากอยู่ในสิ่งตีพิมพ์ เพื่อจำหน่าย ทั้งสิ้น (ในเวลาต่อมามีการนำหนังสือมาสแกน ทั้งเล่มและเผยแพร่ ใน internet , Books.google.com) รัฐบาลสิงคโปปรับตัวและเปลี่ยนมาใช้ ระบบห้องสุมดแทน มีการนำเข้าหนังสือจากทั่วโลกจำนวนมหาศาล (คนสิงคโปไม่มีปัญหาเรื่องการอ่านภาษาอังกฤษ)  การใช้ระบบห้องสมุดเพื่อลด อุปสรรค จากปํญหาทางเศรษฐกิจของแรงงาน จึงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด  ในขณะนั้นห้องสมุด (นอกจากห้องสมุดมารวย) มีภาพลักษณ์ที่เชย ขาดความสามารถจุงใจให้เกิดความอยากเข้ามาใช้ (ทึกทักว่าแรงงานยังไม่ตระหนักถึงการหาความรู้ด้วยตนเอง โดยใช้ห้องสมุด) การสร้างห้องสมุดสวยๆ จึงเป็นไปเพื่อล่อให้เข้ามาหาความรู้ เกิดอาการ อยากเทห์และ อยากเข้ามาหาความรู้ ห้องสมุดที่ TCDC จึงถูกออกแบบให้ sexy ได้ดั่งใจ   o

และทำไมต้องหนังสือ ดีดี สวยๆ หลายคนอาจไม่ตั้งข้อสงสัยเรื่องนี้ แต่ผมอยากให้รู้ว่า เจ้าของไอเดียพูดว่าอย่างไร ห้องสมุดสวยๆ sexy อย่างเดียว มันไม่พอเว้ย ต้องมีหนังสือที่มีภาพสวยๆ มาล่อด้วย หนังสือภาพสวยๆ จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อต้องการปรับพฤติกรรมก่อน จากที่ไม่เคยหยิบหนังสือมาอ่าน เพียงหยิบขึ้นมาดูภาพสวยๆ ก็เป็นสัญญานเริ่มต้นที่ดีเหมือนกัน ใครที่เคยสงสัยว่า ผู้ที่เข้ามาใช้ห้องสมุด เข้ามาถ่ายรูป เพื่อ copy ไปใช้งาน ไม่ได้คิดสร้างสรรค์อะไร ก็ใจเย็นๆครับเพราะเรามองว่าอย่างน้อยพวกเขาก็มีเป้าหมายการเข้ามาหาความรู้กันแล้ว  ความคิดสร้างสรรค์ เป็นเรื่องต่อจากนี้ ครับ

 o

แล้วทำไมต้องเป็นห้างสรรพสินค้า ก็เพราะมันเป็นที่รวบรวมสินค้าไงครับ ในสังคมอุตสหกรรม เราไม่สามารถผลิตของที่เราใช้ได้เองทั้งหมด การแลกเปลี่ยนจึงเป็นวิธีสรางความสัมพันธ์ ระหว่างเรากับอื่น  เป็นส่วนหนึ่งที่ปรากฏอยู่ในวิถีชีวิตปกติ  ห้องสมุดที่แซกเข้าไปในวิถีชีวิตปกติ เหมือนกับจะบอกว่า แวะซื้อสินค้า ก็แวะเข้ามาหาความรู้เพิ่มเติมกันหน่อย ห้องสมุด TCDC ที่ SEXY ได้ค่อยๆ เปลี่ยนจาก มาหาซื้อสินค้าและแวะ เข้าห้องสมุดกลายเป็น มาห้องสมุดแล้วแวะหาซื้อสินค้า การเข้ามาหาความรู้กำลังจะกลายเป็น เหตุผลต้นๆที่ให้กับตนเองเพื่อออกจากบ้านไปแล้ว และกำลังกลายเป็นค่านิยมใหม่

 oคุณคิดแบบค่านิยมนี้ ดีไหม และเป็นคุณต้องจ่ายเท่าไร เพื่อให้ ค่านิยมนี้ เกิดขึ้นในสังคมเรา  ( ผมถามคำถามนี้ ให้คุณคิดเป็นราคาที่ต้องจ่าย ถ้าอยากจะเห็นสังคมดีขึ้น ) o

2 ทุนและรูปแบบการใช้ทุน 

 o

การลงทุนทุกชนิด ถูกจุงใจด้วยผลตอบแทน  ทุนเลือกที่จะอยู่เฉยๆ ก็ได้ ถ้าผลตอบแทนดีไม่เพียงพอ  เพื่อให้ทุนถูกใช้ให้เป็นประโยชน์ รัฐ(ตามแนวคิดของ เคนส์) จึงมีบทบาท ค่อยกระตุ้น ควบคุมพฤติกรรมการใช้ทุน ผ่านเครื่องมือต่างๆ เช่น ดอกเบี้ย ภาษี เป็นต้น การที่ทุนเป็นทรัพยากรที่จำกัด(ทุนภายในประเทศ) ผลตอบแทนจึงเป็นตัวกำหนดรูปแบบทางลงทุน ในภาคธุรกิจใช้ ผลกำไร เป็นตัวกำหนด อาจจะอยู่ในรูปดอกเบี้ยเงินฝาก หรือ เงินปั่นผลจากหุ้นในตลาดหลักทรัพย์  เป็นผลตอบแทนที่ มีหลักการวัดที่ แน่นอน มีวิธีกระจายความเสี่ยงจากการลงทุน  แต่สำหรับภาครัฐ ผลตอบแทนจะมีรูปแบบต่างกัน เป้าหมายของรัฐ (เฉพาะในเรื่องของการใช้ทุน) คือ ใช้อำนาจรัฐ ช่วยเหลือภาคเศรษฐกิจในการเพิ่มทุนให้กับประเทศ (เพราะรัฐในระบบทุนนิยม จะทำการค้าเองไม่ได้) หรือ กระจายความมั่งคั่งไปยังคนที่อยู่ภายใต้รัฐอย่างทั่วถึง เมื่อรัฐต้องการเพิ่มทุน ก็ออกมาตราการจุงใจให้มีการลงทุนภายในประเทศ เช่น ส่งเสริมการลงทุน BOI โดยการให้สิทธิประโยชน์ต่างๆ เพื่อเอา เงินสกุลอื่นเข้ามาสร้างความเจริญเติบโตภายในประเทศ หรือ รัฐเป็นผู้ใช้ทุนของรัฐ (งบประมาณ) สนับสนุนการเติบโตตลาดภายในประเทศ เช่น ดำเนินนโยบายงบประมาณขาดดุล เพื่อให้มีการจ้างงานภายในประเทศ(ในขณะนั้น ภาคเอกชน ไม่มีความสามารถในการจ้างแรงงาน)โดยการสร้างสาธารานูปโภค ถนน ไฟฟ้า ประปา เป็นต้นเป็น  ไม่ว่าเป้าหมายการใช้ทุนของรํฐจะเป็นอย่างไร รํฐ (ในระบบประชาธิปไตย)จำเป็นต้อง รักษาความสงปสุข และความปองดองกันในสังคม มากกว่า เป้าหมายในการทำกำไร รูปแบบการลงทุนของรัฐจึงมีความซับซ้อน มากกว่า ภาคธุรกิจ

 o

และในช่วงเวลาตัดสินใจลงทุนเพื่อสร้างห้องสมุด TCDC เงินคงคลัง ของภาครัฐมีสุงมาก พิจารณาได้จากการจ่ายหนี้กองทุนรวมระหว่างประเทศ (IMF) หมดก่อนเวลาที่กำหนด การปลอดจากข้อบังคับของ IMF รัฐบาลก็สามารถคุม รายรับ รายจ่ายได้เอง   เงินคงคลัง จำนวนมากที่พูดถึงนี้ พิจารณา(ความมากของเงิน)ได้จาก ช่วงเวลาหลัง ซึนามิ รัฐบาลไม่ต้องการเงินช่วยเหลือจากต่างประเทศเลย ต้องการความช่วยเหลือด้านวิชาการมากกว่า และที่เงินคงคลังมีมาก ยังสามารถอธิบายได้อีกมิติ นั้นคือ ยังไม่มีวิกฤติ พลังงาน น้ำมันยังไม่ขึ้นราคามากขนาดนี้ (ตอนนั้นยังมีการคาดเดากันอยู่เลยว่า ราคาน้ำมันขึ้นไม่นานก็ต้องลง แม้ภายหลังรัฐบาลจะถูกตำนิว่า ดำเนินนโยบายเรื่องนี้ผิดพลาด เพราะเพียงแค่หวังผลการเลือกตั้ง ไม่ควรพยุงราคาน้ำมันไม่ให้ขึ้นตามตลาดโลก เพราะจะทำให้เงินทุนสำรองน้ำมัน หมดลง) ในขณะนั้นยังไม่ได้พูดเรื่องโจรกระจอกอะไรนั้น (หมายถึงปัญหาภาคใต้ ยังไม่ถูกพัฒนาไปสู่ความรุนแรงเหมือนทุกวันนี้)  เงินคงคลังมีมากจริงๆ การมีเงินมาก ก็ต้องนำมาลงทุนเพื่อการให้เกิดประโยชน์สูงสุด เงินนั้นจึงถูกตัดสินใจใช้ลงทุนในส่วนที่ให้ผลตอบแทนนานที่สุด ก็คือ ภาคการศึกษา ซึ่งปกติ การเมืองจะไม่เคยลงทุนในส่วนนี้เพื่อให้ภาคการศึกษา กระตุกให้เกิดค่านิยมการเรียนรู้ อย่างจริงจังเลย เนื่องจากเห็นผลช้า มากเกินเทอมของรัฐบาลหนึ่งๆ แต่เรื่องแบบนี้ใครๆ ก็คิดได้ 

 เรื่องการคุ้มทุนหรือไม่ เป็นประเด็นหลักของข้อเขียนนี้ นั้นก็คือรูปแบบการตัดสินใจใช้เงินคงคลัง สามารถบอกได้ว่า การตัดสินใจเพื่อลงทุนสร้างห้องสมุด TCDC มีความคุ้มทุนไปแล้ว และไม่ได้สิ้นเปลือง หรูหรา อะไร อย่างที่เข้าใจกัน

ถ้าคิดแบบนี้ 

o

 สมมุติว่าเงินคงคลัง คือ หนึ่งล้านบาท ถ้าไม่ลงทุนก็จะหายไปตามอัตราเงินเฟ้อซึ่งปกติก็ไม่เกิน สองเปอร์เซ็นต่อปี แปลว่า เงินอยู่เฉยๆ ค่าของเงินก็หายไปแล้ว สองหมื่นบาท ถ้าสิบล้านก็หายไปสองแสน แต่ในปี 2547 รัฐบาลมีเงินคงคลังมากถึง กว่าหนึ่งแสนสองพันแปดร้อยล้าน ถ้าคิดกันเล่นๆ ระหว่างการลงทุนสร้างห้องสมุด TCDC ในขณะนั้น กับ การปล่อยไว้เฉยๆ (ซึ่งในความจริงรัฐบาลก็ต้องหาทางใช้เงินนี้ทางใดทางหนึ่งอยู่แล้ว) ค่าของเงินก็หายไป กว่าพันล้านบาทอยู่ดี จึงเท่ากับการลงทุนนี้ไม่ได้มากและสิ้นเปลือง เท่าไร 

 

นอกเสียจากว่าการสร้าง TCDC มีสัดส่วนการใช้วัสดุจากต่างประเทศ มากเกินไป เป็นการนำทุนภายใน ไปสร้างเจริญเติบโตให้ กับ เขตเศรษฐกิจที่อยู่ห่างออกไป และดูเหมือนจะเป็นเช่นนี้เสียด้วย น่าเสียดายจริงๆ     

 o

 จากมุมมองแบบนี้ คิดว่าการเปลี่ยน ค่านิยมของสังคมไปในเชิงสร้างสรรค์(การใช้ห้องสมุด) เปรียบเทียบกับต้นทุนที่ รัฐใช้ ในบริบทที่นำเสนอข้างต้น คุ้มหรือไม่ และนำไปเทียบกับการก่อสร้างห้องสมุดใหม่ภายใต้ราคาน้ำมันที่ขึ้นสุงขนาดนี้ เป็นอย่างไร

 o

การตั้งอยู่ภายในห้างสรรพสินค้าก็เพื่อปรับเปลี่ยนค่านิยม การใช้ห้องสมุดของประชาชน หลังจากบรรลุเป้าหมาย ก็จะย้ายออก เพราะต้นทุนการบำรุงรักษา เพิ่มขึ้น  การด่วนย้ายนี้ ถ้าเปรียบเทียบระหว่างต่อสัญญาให้ครบ  (อีกเพียงสองปี) กับการต้องลงทุนใหม่ตอนนี้  จึงเป็นประเด็นที่มีน้ำหนักเบาในกรอบคิดของผม  แต่ถ้ามองโลกในแง่ดี ผู้บริหารใหม่คงมีรายละเอียดและเหตุผลในการย้ายมากกว่านี้ นั้นหมายความว่าไม่ได้อยู่ในวิสัยการวิเคราะห์ของผม ผมทำได้แค่เพียงกระตุกต่อมคิด เท่านั้น

 สวัสดีครับ

เผยแพร่ใน: on ธันวาคม 14, 2007 at 4:03 am ให้ความเห็น

Rate X only 4 TCDC members (adult only) ,, it may make your heart broken..

สวัสดีครับ สมาชิก TCDC  

สื่อสารมวลชน มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมของประชาชน และกำลังจะมีอิทธิพลมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้าผู้คนส่วนใหญ่ ยังขาดความรู้ ขาดหลักคิดและประสบการณ์ในการวิเคราะห์ข้อมูล

 

 

 เทคโนโลยี ในปัจจุบัน เปิดโอกาสให้สามารถรับข้อมูลได้มากและหลากหลายกว่าในอดีต  อย่างไรก็ตามถ้าขาดวิธีคิดหรือเครื่องมือในการกลั่นกรองวิเคราะห์ข้อมูล  สื่อสารมวลชนก็ยังสามารถ รักษาอิทธิพลเหนือช่องทางอื่นๆได้ โดยเฉพาะ การสร้างภาพโดยมีจุดประสงค์ต่างกันไป เช่น เพื่อสร้างความหน้าเชื่อถือให้กับสินค้า เป็นต้น  

 

 อิทธิพลในการสร้างความเชื่อ และค่านิยม  ผ่านสื่อสารมวลชน ได้ก้าวข้ามพื้นที่ทางเศรษฐกิจ (โฆษณาขายสินค้า) เข้าสู่การเมือง มีเป้าหมายเพื่อคะแนนเสียง เพิ่มความน่าเชื่อถือให้ฝ่ายตนเอง การครอบงำวิธีคิดทางการเมือง จึงเป็นเสมือนการบันทอน ความหลากหลายทางวัฒนธรรมประชาธิปไตย คำถามคือ ทำไมสื่อสารมวลชน จึงมีสามารถในการชักจุงได้ขนาดนั้น สมมุติฐานก็คือ คนส่วนใหญ่ยังขาดประสบการณ์ ใน ใช้ และ วิเคราะห์ ข้อมูล  หรือ อาจมีเหตุมาจากผลประโยชน์ ที่ตนมองเห็นจึง ใช้และวิเคราะห์ข้อมูลเฉพาะส่วนที่ตนเอง เข้าใจ

 TCDC น่าจะถูกจัดตั้งขึ้นมาเพื่อเป็นตัวกระตุกให้ ผู้ที่ผ่านระบบการศึกษาที่ถูกกล่าวหาว่าไม่สามารถทำให้คนคิดเป็น ได้ทบทวนวิธีคิดอีกครั้ง การอยู่ในตลาดแรงงานของกลุ่มคนเหล่านี้ให้ผลตอบแทนทางเศรษฐกิจรวดเร็วกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับผู้ที่ยังไม่ได้เข้าสู่ตลาดแรงงาน แต่ทิศทางการทำงานของผู้บริหาร ที่คุ้นเคยกับการทำงานภายใต้การคุมครองทางการเมืองได้นำทรัพยากรส่วนมากมุ่งเน้นกลับเข้าไปใช้ในระบบการศึกษา เกิดความซ้ำซ้อนกับภาระกิจปฎิรูปการศึกษาอย่างน่าเสียดาย 

 

 ขออนุญาติยกตัวอย่าง การใช้เครื่องมือหรือวิธีทางเศรษฐศาสตร์วิเคราะห์ปัญหา อาชญากรรม การค้าเฮโลอีน  แอฟตามีน เรื่องนี้เชื่อว่า สามารถกระตุกให้เกิดการคิดนอกกรอบได้บ้างสามารถพัฒนาวิธีการจัดการข้อมูล จากแหล่งที่หลากหลาย  ทั้งจากสื่อสารมวลชน และ ข้อมูล ผ่านช่องทางอื่นๆ นำมาประมวลเพื่อหาความเป็นจริง หรือ อย่างน้อยวิธีคิดดังต่อไปนี้  ถ้าสามารถทำให้ผู้อ่านไม่ถูกชวนให้เชื่อได้ง่ายเกินไป ถือว่าบรรลุเป้าหมายแล้ว

 

 

เศรษฐศาสตร์ เป็นสาขาวิชาหนึ่งที่มีความใกล้ชิดกับ ชีวิตความเป็นอยู่ของเรา แต่ผลงานของเศรษฐศาสตร์เป็ฯสิ่งที่จับต้องไม่ได้ ซึ่งต่างกับผลงานการออกแบบ เช่น ทางสถาปัตยกรรม รถยนต์ เครื่องบิน  เป็นต้น  แต่ผลงาน ของเศรษฐศาสตร์กลับมีอิทธิพล ต่อ วิถิชีวิตของเรา เช่น อยู่ในกระบวนการกำหนดราคาพลังงาน การกำหนดนโยบายการมีลูกสองคน หรือตัวอย่างง่ายๆ อยู่ในกระบวนการตัดสินเลือกต่างๆ การที่ผลงานของเศรษฐศาสตร์เป็นสิง่จับต้องไม่ได้  ความเข้าใจจึงไม่ง่าย ต้องอาศัยกระบวนการคิด นักเศรษฐศาสตร์ จึงมักถูกกล่าวหาว่าเป็นเพียงพวกที่เป็นแต่ คิด เท่านั้น ไม่เคยทำเลย พูดง่ายๆ ตามวิถีผู้เน้นใช้แรงงานจากร่างกาย ที่มักแดกดันว่า พวกนี้ ดีแต่พูด ไม่เห็นทำเลย  คำกล่าวหานี้แม้จะมีส่วนถูกอยู่บ้าง  ผมก็ยังยืนหยัดที่จะเน้นไปที่วิธีการคิดอยู่ดี เพราะถ้าคิดไม่ถูกสิ่งที่ทำจากความคิดนั้นก็ไม่ถูก เหมือนกัน

 

การนำ เครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์ เอาใช้เป็นตัวอย่างในการวิเคราะห์ ข้อมูลนี้ เป็นเรื่อง เกี่ยวกับเรื่องอาชญากรรม การค้ายาบ้า ที่เกิดขึ้นในสังคมไทย

 

ภาพการปรามปราบ ที่ปรากฎออกสื่อ ราวกับว่าเจ้าหน้าที่รัฐได้รับไฟเขียวให้ท้าชนกับอิทธิพลมืด ซึ่งไม่มีรัฐบาลไหน มีความมุ่งมั่นเอาจริงเอาจังกับ การปราบปรามผู้ค้ายาบ้า โดยนโยบายการปราบปรามนี้ เป็นข่าวอย่างต่อเนื่อง แต่ในความเป็นจริง เรื่องนี้ กลับเป็นเพียงแค่การ Entertain ผู้ชมที่สะใจกับการต่อต้านอาชญกรรมเท่านั้น ทำไมถึงเป็นเช่นนี้ อธิบายได้ และเป็นตัวอย่างการ Apply เศรษฐศาสตร์ ที่น่าสนใจอยู่ไม่น้อย วิธีคิดทางเศรษฐศาสตร์ ช่วยให้เราเห็นแก่นแท้ ว่าทำไม นโยบายการปราบปรามย้าบ้าของรัฐ จึงให้น้ำหนักกับการสร้างภาพผ่านสื่อสารมวลชน โดยหวังเพียงแค่ให้ประชาชนประทับใจ ต่อเรื่องราวความเกล้าหาญมากกว่าความต้องการจะปราบปรามการค้ายาเสพติดอย่างจริงจัง

 

ใครที่อยู่ร่วมสมัยเดียวกันกับผู้เขียน คงเคยได้ยินชื่อ ขุนส่า (จงาซีฟู) คนที่รัฐบาลอเมริกาต้องการตัวมากที่สุดคนหนึ่ง (สมัยนั้นยังไม่มี บินลาเดน ไม่มีการก่อการร้าย) การปลูกฝิ่นแล้วนำไปแปรรูปเป็นเฮโรอีน สร้างมูลค่าเพิ่มได้มหาศาล เมื่อนำไปขายในสหรัฐทำกำไรได้สุงมากมาก ขุนส่าต้องการเงินมาซื้ออาวุธเพื่อสู้กับรัฐบาลทหารพม่าแต่ ด้วยของจำกัดต่างๆ ประกอบการกดดัน อย่างรุนแรงของรัฐบาลทหารพม่า ความหวาดกลัวที่จะสุญเสีย ชาติพันธ์ วิถีชีวิตและวัฒนธรรม ทำให้ ขุนส่า มีทางเลือกน้อยมาก และการปลูกฝิ่น แปรรูปเป็นเฮโรอีน ให้ผลตอบแทนมากที่สุด และมันมาเกี่ยวกับ ประเทศไทยตรงที่ว่า ตลาดของยาเสพติดที่ใหญ่ที่ สุดอยู่ในสหรัฐอเมริกา ปัญหายาเสพติดส่งผลต่อสังคมอเมริการอย่างมาก เพื่อขจัดปัญหานี้จากรากหง้า รัฐบาลสหรัฐ จึงมองหาต้นตอของปัญหา นั้นก็คือแหล่งผลิตที่อยู่ในเขตคุ้มครองของขุนส่า นั้นเอง รัฐบาลสหรัฐกล่าวหารัฐบาลไทยว่า เรามีส่วนรู้เห็นในการช่วย ขุนส่า ผลิต แปรรูป เพื่อเพิ่มมูลค่า และส่งออกไปยังสหรัฐ ที่รัฐบาลสหรัฐ กล่าวหาเช่นนี้ เพราะ ดันดูจากผลผลิตโดยรวมที่แสดงการเติบโตของประเทศไทยเทียบกับศักยภาพในการผลิตที่มีอยู่ และพบว่ามีสัดส่วนที่ต่างกันมาก หมายความว่า เรามีความสามารถน้อยกว่า สิ่งที่เราผลิตได้ เลยถูกสรุปดื้อๆ ว่า ส่วนเกินการผลิตมาจากการค้ายาเสพติดนั้นเอง  ไม่เพียงแค่กล่าวหา ยังออกมาตราการกีดกันสินค้าไทยอีกด้วย คือถ้ารัฐบาลไทยไม่แก้ปัญหายาเสพติดนี้ ก็จะห้ามไม่ให้เอกชนไทย นำสินค้าเข้ามาขายในตลาดสหรัฐ  อ้าว เดือนร้อนกัน ละซิครับทีนี้  

 

 แล้วจะทำยังไงกันดี เรื่องนี้ต้องช่วยกันคิดครับ และต้องคิดให้เร็วด้วย การแก้ปัญหาที่ใช้เวลานานจะส่งผลเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจที่เน้นการส่งออกของไทย

งานแรกก็คือ หาข้อเท็จจริง เพื่อแย้ง ข้อกล่าวหาของสหรัฐ ว่าเราเป็นส่วนหนึ่งในกระบวนการค้าเฮโรอีนจริงหรือไม่  การเข้าไปมีหรือไม่มีส่วนนี้ จะสะท้อนให้เห็นในรูปผลประโยชน์เสมอ คือถ้าเราเป็นส่วนหนึ่งในกระบวนการผลิตและค้าเฮโรอีน ต้องมีผลประโยชน์ที่เกี่ยวข้องตกอยู่ภายในประเทศเป็นจำนวนมาก(ไม่จำเป็นต้องลงลึกถึงกับว่าอยู่ที่ใคร แค่รู้ว่าผลประโยชน์ตกอยู่ภายในประเทศก็เพียงพอแล้ว) แต่จะรู้ได้อย่างไร ในเมื่อการผลิต แปรรูป  ขนส่ง ยาเสพติด ล้วนแล้วไม่ต้องเสียภาษีทั้งสิ้น เพื่อให้ทราบถึงข้อเท็จจริงนี้ จึงต้องพิจาราณาไปที่ มูลค่า ของเศรษฐกิจนอกระบบนั้นเอง

 การทำวิจัยมูลค่าของเศรษฐกิจนอกระบบ โดยมุ่งเน้นเฉพาะผลประโยชน์ที่เกิดจากการค้าเฮโรอีนเพียงอย่างเดียว มีต้นทุนที่ สุงมาก ทางผู้ที่มีส่วนเกียวข้อง จึงได้ให้โอกาศนี้ สำรวจเพื่อหามูลค่าของ เศรษฐกิจนอกระบบทั้งหมด แล้วนำข้อมูลที่ได้ส่วนหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับเฮโรอีนมาใช้ เพื่อ แย้งกับ รัฐบาลสหรัฐ จากผลการสำรวจปรากฎว่า ธุรกิจที่ทำให้เศรษฐกิจนอกระบบมีมูลค่าสุงสุด สามลำดับแรก คือ การพนัน ยาเสพติด และ การค้าผู้หญิง ตามลำดับ 

ผลออกมาเท่านี้ก็สามารถให้ความจริงอย่างเพียงพอที่จะแย้งได้ว่า ธุรกิจการค้าเฮโรอีน ไม่ได้เป็นธุรกิจหลักในเศรษฐกิจนอกระบบ แต่เป็นการพนัน เท่ากับว่าเราปริมาณ เงินหมุนเวียนในเศรษฐกิจนอกระบบมีส่วนเกี่ยวข้องกับ ยาเสพติดเป็นแค่ลำดับที่สองเท่านั้น แต่เพื่อให้การต่อรองมีน้ำหนักมากขึ้น ผู้วิจัยเลยหาลงไปอีกว่า แล้วยาเสพติดชนิดไหน สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจนอกระบบมากที่สุด

 

ที่นี้การวิจัยก็มุ่งวิเคราะห์ที่กระบวนการค้า เฮโรอีน เพื่อดูมูลค่าทางเศรษฐกิจ (นอกระบบ) เริ่มต้นจาก พื้นที่ปลูกฝิ่นภายในเขตประเทศ  การแก้ปัญหา การปลูกฝิ่นโดยใช้กำลังในเข้าทำการปราบปรามเป็นวิธี ดิบๆ ที่สุด  การแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน ต้องดูที่ต้นเหตุของปัญหา ฝิ่นเป็นรายได้หลัก ถ้าไม่ให้ปลูก ก็ต้องมี รายได้ ทดแทน จึงได้มีโครงการช่วยเหลือชาวเขา ให้เปลี่ยนไปปลูกพืชเศรษฐกิจอื่นๆ รวมทั้งจัดหาตลาดให้   ผลจากโครงการหลวงได้ลดพื้นที่การปลูกฝิ่นภายในประเทศลงอย่างมาก ในเวลานั้นแม้ยังเหลือพื้นที่เพาะปลูกอยู่บ้างแต่ไม่ได้เพื่อการค้าขายจำนวนมาก เป็นเพียงแค่ปลูกไว้สำหรับใช้ทำยา ตามความจำเป็นของชาวเขาที่อยู่ในพื้นที่เท่านั้น เพราะในที่ทุระกันดาล การเข้าถึง ระบบสาธารสุข ของรัฐเป็นเรื่องลำบาก การมีฝิ่นเก็บไว้บ้าง ก็เพื่อบรรเทาอาการเจ็บปวดเฉพาะหน้า (สมัยนั้นใครที่ไปตลาดเชียงใหม่ Night Plaza (ยังเป็นตลาดกลางคืนแห่งเดียวในเชียงใหม่)สามารถหาซื้อ ดอกฝิ่นแห้งที่มีรอยกรีด กลับมาเป็นที่ระลึกได้ไม่ยาก) นั้นหมายความว่า กระบวนการผลิตวัตถุดิบส่วนใหญ่อยู่นอกขอบเขตประเทศ มูลค่าของกระบวนการค้าเฮโรอีน ที่ตกอยู่ภายในประเทศไทย  จึงน่าเป็นการเพิ่มทำมูลค่าเพิ่มมากกว่า นั้นคือการแปรรูปเป็นเฮโรอีน และการขนส่ง  การสืบค้นจึงปรับทิศมาที่ ราคาซื้อวัตถุดิบ และปริมาณการซื้อ จากประเทศเพื่อนบ้าน จากนั้นนำมาเปรียบเทียบกับ ราคาขายเฮโรอีนสำเร็จรูป ที่ออกจากประเทศเพื่อหามูลค่าที่ตกอยู่ภายในประเทศ ซึ่งพบว่าไม่แตกต่างกันมาก  มีผลต่อระบบเศรษฐกิจไทยน้อยมาก จึงนำรายงานนี้โต้แย้ง รัฐบาลสหรัฐกลับไป รัฐบาลสหรัฐยอมรับ ผลการวิจัยนี้ และพบว่ามูลค่าเพิ่มในกระบวนการค้าเฮโรอีน ตกอยู่กับพ่อค้ายาเสพติดภายในประเทศสหรัฐอย่างมหาศาลนั้นเอง นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา สหรัฐก็เลิกใช้การค้า ยาเสพติดมากีดกั้นการค้าระหว่างไทยกับสหรัฐอีกต่อไป

 

แต่เรื่องมันไม่จบเท่านี้ ครับ

การค้นหาความจริงยังไม่จบ (แก้ปัญหาเศรษฐกิจแล้ว ก็มาแก้ปัญหาสังคมกันบ้าง) แล้วถ้ามูลค่าซื้อขายของ เฮโรอีนมีไม่มาก ทำไม การค้ายาเสพติดจึงมีมูลค่าในเศรษฐกิจนอกระบบอยู่ที่ ลำดับสอง  น่าจะต้องมียาเสพติดชนิดอื่น ที่ซื้อขายกันภายในประเทศอย่างเป็นล่ำเป็นสั่น  จึงพบว่ายาเสพติดที่สร้างมูลค่าเพิ่มในระบบมากก็คือ แอเฟตามีน หรือ ยาม้าครับ (ที่ต่อมา นายเสนาะ เทียนทอง สมัยเป็นรัฐมนตรี ช่วยว่าการกระทรวงมหาดไท เสนอให้เปลี่ยนชื่อเรียกใหม่เป็น ยาบ้า)  ที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะ ราคาขายในประเทศเพื่อนบ้านต่ำกว่าราคา ขายภายในประเทศไทยมาก ซื้อสามบาทตามตะเข็บชายแดนพม่า ขายหกสิบบาทที่ห้วยขวาง (เวลานั้นต้นทุนความเสี่ยงในการอัดเป็นเม็ดยาบ้าในประเทศยังสุงอยู่) รู้แบบนี้ ก็ต้องปราบซิครับ

หลังจาก ครม. มีมติให้ใช้ กฎหมาย แยกระหว่างผู้เสพออกจากผู้ขายแล้ว รัฐบาลทุกสมัยก็พยายามลดปัญหาการค้าแอเฟตามีน ลงมาเรื่อยๆ จนถึงรัฐบาลที่ได้รับเสียงข้างมากที่สุด ได้ออกนโยบายพิเศษเพื่อเร่งการปราบปรามการค้าขายยาเสพติดโดยมีเป้าหมายเพื่อจำกัดให้หมดไปจากประเทศภายในช่วงเวลาที่ยังเป้นรัฐบาลอยู่ ลูกหลานของเราจะได้พ้นจากภัยร้ายของยาบ้า นโยบายเร่งด่วนนี้ดูเหมือนจะอนุญาติให้ใช้ ความรุนแรงต่อผู้ค้าอย่างเสพติดอย่างถูกกฎหมาย ทำให้คิดถึงหนังทีวี เรื่อง ไมอามี ไวน์  (Miami Vice) ยิงกันแหลก ตำรวจตงฉิน ไม่กลัวอิทธิพลของพ่อค้ายาเสพติด   แต่เรื่องที่ทำให้ รู้สึกถึงความรุนแรง กลับไม่ใช่เรื่อง ความเกล้าหาญของ ตำรวจ ที่ผ่านหลักสูตรการปฏิบัติตนเพื่อให้ประชาชนไว้วางใจ ในการจัดการกับความรุนแรง กับผู้คิดร้ายต่อความมั่งคงในสังคม แต่กลับเป็นรื่องดังต่อไป นี้

นโยบาย การปรามปราบนี้กำลังจะถูกนำไปใช้จริงจัง และได้กลายเป็น The Gladiator ในสายตาของชาวต่างชาติ ที่เสนอความเห็นของตนผ่าน Youtube ว่า มันเป็นเพียงแค่การแสดง ความรุนแรง อวด ต่อหน้าฝูงชน เพื่อโฆษณาชวนเชื่อเท่านั้น มันเป็นอย่างนั้นได้อย่างไร เพื่อให้เห็นภาพชัดขึ้น คงต้องเล่าต่อ งานวิจัยเศรษฐกิจนอกระบบ อีกนิดหน่อยนะครับ

 

พอทราบมูลค่าที่เกิดขึ้นในกระบวนการ ซื้อขาย ยาบ้า  จึงได้มีการเฝ้าติดตาม ราคายาบ้า ภายในประเทศ โดยตั้งสมมุติฐานว่า ถ้ากำไรมีสุงคุ้มกับการเสี่ยง ต้องสามารถจุงใจ สาขา อาชาญกรรม อื่นๆ ให้หันเข้ามาค้ายาบ้าในตลาด ราคาขายยาบ้าต้องผันผวน ตามการเข้าออกของ ผู้ขายที่พร้อมจะเสี่ยง การเป็นธุรกิจผิดกฎหมาย ราคาที่ผันผวน เดาได้เลยว่า เกิดจากการต่อสู้กันในตลาดของบรรดาเหล่าอาชญากร และต้องส่งข่าวความรุนแรงที่ไร้กฎหมายอย่างต่อเนื่อง   แต่ผลปรากฏว่า ราคา นิ่งคงที่เป็นระยะเวลานาน ไม่มีข่าวความรุนแรงใดๆปรากฎเลย มันหมายความว่า ไม่มีอาชญากรไทยพร้อมจะเสี่ยงกับผลตอบแทนที่มีมากมายขนาดนั้นหรืออย่างไร  ทำไมเหล่าอาชญากรเหล่านี้ ถึงยอมปล่อยให้มีการผูกขาด ตลาด ยาบ้า ตลาดที่ให้ผลกำไรมหาศาลขนาดนี้ 

  

การสอบถามเบื้องลึกให้คำตอบที่ทำให้รู้สึกหนาวจับขั้วหัวใจ คำตอบก็คือ มีการจัดการตลาดนี้อย่างเป็นระบบ (Organize Crime) โดยผู้ที่มีอำนาจรัฐ และมีอำนาจในการปราบปรามโดยตรง หมายถึงใคร เดากันเอาเองนั้นครับ

ทุกครั้งที่มีรายใหม่เข้ามาเสนอขายในราคาที่ต่ำกว่า จะทำให้ตลาดปั่นป่วน ยาบ้ามาจากแหล่งผลิตเดียวกัน ทำไมต้องซื้อแพงกว่า ราคาที่ปั่นป่วนนี้ย่อม สะเทือนโดยตรงไปถึงผู้ที่เป็นเจ้าตลาดอยู่อย่างรวดเร็ว การค้นหารายใหม่ในตลาดจึงเป็นเรื่องที่ทำได้ไม่ยาก ไม่จำเป็นต้องใช้ความรุนแรงก็สามารถรักษาระดับราคาเอาไว้ได้ โดยอาศัยอำนาจรัฐจำกัดคู่แข่งออกไป เพียงแค่บอกข่าวผ่านไปว่า มีการขายอยู่ที่ไหน ใครขาย ผู้ที่อาศัยอำนาจรัฐและมีหน้าที่โดยตรงก็พร้อมที่จะรับผลงานการเข้าจับ ผู้ขายยาบ้าอยู่แล้ว

 

เรื่องเหล่านี้ใช้ วิธีทาง Economy มาอธิบาย เพื่อให้เหตุผลว่า ทำไม ราคา ถึงไม่ผันผวนและไม่มีความรุนแรง ระหว่างกลุ่มค้ายาบ้า เป็นสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ตลอดระยะเวลาก่อนที่ จะมีนโยบายปราบปราม ยาบ้า อย่างจริงจัง

 

เรื่องก็มาถึงตอนที่ รัฐบาลออกนโยบายเพื่อปราบปราม ยาบ้า  โดยให้อำนาจเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องใช้ความรุนแรงได้ เพื่อหวังผลอย่างรวดเร็วฉับพลัน การแสดงความจริงจังของผู้ที่มีอำนาจ สุงสุด ย่อมส่งผลต่อความมั่งคงและเป็นอันตรายต่อผู้ที่ใช้อำนาจรัฐบริหารจัดการอาชาญกรรม (Organize Crime) อย่างแน่นอน   

 

การใช้ความรุนแรงเพื่อตัดตอน ผู้ที่อยู่เบื้องหลังการควบคุมราคา เป็นเรื่องที่ น่าขนลุกอยู่ไม่น้อย  ปล่อยให้ผู้อ่านใช้โสตสัมผัสพิเศษ จินตนาการ ความสัมพันธ์อันดี ผลประโยชน์ลงตัวระหว่าง สองฝ่าย จำเป็นต้องจบลง ด้วยฉากความรุนแรง ผู้ค้าถูกตัดตอนจากผู้จัดการองค์กรอาชญากร  นโยบายที่คิดว่า  น่าเกิดจากความตั้งใจอย่างบริสุทธ์ ที่จะปรามปราบยาบ้าของ รัฐบาล กลายเป็นเพียง การจัดฉากที่ไม่สามารถจำกัดการค้ายาบ้าให้ หมดไปอย่างแท้จริง   

 ผู้ที่อยู่เบื้องหลังที่แท้จริงใน กระบวนการค้ายาบ้า หลุดพ้นจากข้อกล่าวหาได้มีชั้นเชิง  แม้ผู้คนเหล่านี้จะถูกสมมุติว่าไม่ได้เป็นผู้ริเริ่มที่จะเข้าควบคุมตลาด แต่การรับข้อเสนอ จากอาชญากร เพื่อใช้อำนาจหน้าที่ของตนในการรักษาระดับราคาในตลาด ทำในสิ่งที่เรียกกันว่า ตามน้ำ ย่อมหมายถึง การติดกับดับที่นำไปสู่หายนะต่อจิตสำนึกของตนเองและต่อสังคมในที่สุด   การละทิ้งอุดมการณ์ที่จะป้องกัน ผู้คนที่ไร้ความรู้ในสังคมให้ปลอดจาก ภัยของยาบ้า กลายเป็นจุดเริ่มต้นอันหนึ่งที่ทำให้สังคม เกิดความวุ่นวาย อย่างไม่จบสิ้น  

จุดประสงค์ของบทความนี้ ต้องการแสดงให้เห็นถึงศักยภาพการใช้ เครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์ ในการเปิดเผยความจริงบางอย่างที่ซ่อนอยู่  ให้สมาชิกใช้พิจาราณาข้อมูลข่าวสาร มิให้ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของการใช้ สื่อสารมวลชนเพื่อจุดประสงค์ใดๆ สามารถApply ใช้ได้ในทุกวงการ ไม่มีใครสามารถสอนได้ว่า ถ้าสหรัฐใช้วิธีนี้กีดกันการค้า แล้วจะต้องทำอย่างไร ผู้ทีท่องจำและทำตามได้เพียงแต่สิ่งที่ถูกสอนมา ย่อมเจอกับปัญหา แน่ๆ ความคิดสร้างสรรค์ จาก พื้นฐานความรู้ย่อมมีน้ำหนัก และมีคุณค่า แม้เนื้อหาจากตัวอย่างนี้อาจทำให้ออกจากจุดประสงค์ที่ตั้งใจไว้เดิมอยู่บ้างและไม่เหมาะกับเยาวชน  แต่หวังว่ามันจะช่วยกระตุกต่อมคิด ผู้ที่อยู่ในแวววงออกแบบให้ตระหนักถึงภาระหน้าที่ ของตน ใช้ความรู้ความสามารถ พยุงระบบเศรษฐกิจ ของประเทศ เหมือนเช่น ผู้คนที่อยู่ในสาขาอาชีพอื่น การใช้ความคิดผ่านเครื่องมือทางการออกแบบ มองให้เห็นเป้าหมายที่แท้จริง จะช่วยให้สังคมและเศรษฐกิจของเราโดยรวมดีขึ้น  การมี หรือไม่มี TCDC ไม่ใช่เรื่องสำคัญ เมื่อเทียบกับ เป้าหมายทางสังคมและเศรษฐกิจ ที่มุ่งให้เกิดความสงบความสุข และแจกจ่ายความมั่งคั่งอย่างยุติธรรม มากกว่า ความโอ้อ่าใดๆ ทางกายภาพ

 ผมแค่เป็นห่วงสมาชิก เกรงว่าจะมีบางคนกระโจนลงไปในสนามประลอง เพียงเพราะ อินกับ การแสดงที่น่าตื่นเต้นในโคลีเชียมเหมือนในเรื่อง The Gladiator เพราะนั้นหมายถึงกำลังตกเป็นเครื่องมือทางการเมืองอย่างรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ยกเว้นบางคนนั้นๆ จะมีจุดประสงค์อื่นซ่อนอยู่ ซึงไม่ช้านาน สิ่งที่ซ่อนอยู่ก็ย่อมปรากฎออกมาอยู่ดี   

สวัสดีครับ

TCDC KM manager

หมายเหตุ

เนื้อหาของบทความนี้ ได้ปรับปรุงขึ้นมาจากความจำ ถ้ามีข้อผิดพลาด ประการใดขอรับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียว แต่ถ้ายังพอมีประโยชน์อยู่บ้าง ขอยกความดีให้กับอาจารย์ ที่อธิบายประโยชน์การใช้เครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์ ผ่านเรื่องราวที่กล่าวมานี้ พัฒนามิติการรับรู้ ของลูกศิษย์ สร้างภูมิคุ้มกันจากการชัดจุง ใดๆ  ที่มีต่อสำนึกการเป็นพลเมืองที่ดี     

 

ref :

http://www.youtube.com/watch?v=9yAc5nz3iXc

เผยแพร่ใน: on ธันวาคม 2, 2007 at 4:35 pm ให้ความเห็น

TCDC & a Road to new economy

สวัสดีครับ สมาชิก TCDC

ปัจจัยการผลิต (Factors of production) ได้แก่ แรงงาน ทุน และที่ดิน ล้วนเป็นทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด ในขณะที่ความต้องการใช้งาน มีอยู่อย่างไม่จำกัด การขัดแย้งระหว่างทรัพยากรที่มีจำกัดและความต้องการที่มีไม่จำกัดนี้  นำไปสุ่การแย่งชิงทรัพยากร สังคมที่เน้นใช้ทรัพยากรเหล่านี้ สร้างความความมั่งคั่ง (Wealth) จึงมีความเสี่ยงที่จะเกิดความรุนแรงในสังคม

เพื่อหลีกเลี่ยงและลดปัญหาที่อาจจะมาจาก มูลเหตุพื้นฐานดังกล่าว จึงต้องหาทรัพยากร หรือ ปัจจัยใหม่ๆ ที่ใช้สำหรับการเติบโตทางเศรษฐกิจ  การเติบโตของ E-bay, Google เป็นหลักฐานที่ปรากฎชัดเจน ว่าสามารถเติบโตได้โดยปราสจาก ปัจจัยการผลิตเดิม ส่งผลให้ ที่ดิน ทุน และแรงงาน มีความหมายน้อยลง  การเกิดขึ้นของปัจจัยการผลิตใหม่นี้ ทำให้ Law of Diminishing returns  เริ่มมีข้อยกเว้น  ปีเตอร์ ดรักเกอร์ (Peter F. Drucker) เขียนไว้ในหนังสือ Innovation and Enterpreneurship เกี่ยวกับเรือง New Economy  ว่าปัจจัยการผลิต ที่สามารถสร้างความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจนี้ ได้ก็คือ Knowledge, Customer and Competence  และสิ่งเหล่านี้ ยิ่งใช้ ยิ่งมีเพิ่มขึ้น ยิ่งใช้ยิ่งมีความสามารถในการแข่งขันมากขึ้น

 เพื่อให้โครงสร้างเศรษฐกิจของไทยมีความพร้อม ในการเข้าสู่ New Economy สังคมต้องการค่านิยม ในการแลกเปลี่ยน ความคิดเห็นที่มาจากพื้นฐานความรู้ และความจริง ที่ได้จากประสบการณ์การทำงาน 

การเตรียมความพร้อมนี้ ยังเพิ่มโอกาศในทุกคนเข้าถึงความรู้อย่างเท่าเทียบ  มีศักดิ์ศรี  ความรู้นี้ มีไว้เพื่อใช้ในการต่อรองเพื่อความถูกต้อง ความเข้าใจถึงกระบวนการพัฒนาที่อาศัยปัจจัยการผลิตเดิมๆ ที่มีจำกัด ทำให้ต้องทอดทิ้งบางกลุ่มในสังคมให้ขาดโอกาศในการเข้าถึงความรู้  ปัจจัยการผลิตใหม่ใน New Economy นี้ สามารถแจกจ่ายให้กับทุกคนทุกกลุ่มได้อย่างทั่วถึง โดยเฉพาะความรู้ Knowledge ส่งผลให้ความตึงเครียดในสังคมอุตสหกรรมลดลง     

 การอยู่นอก เวบทางการของ TCDC ก็เพื่อให้มีอิสระจากของจำกัด ด้านภาพลักษณ์ ทางการเมืองที่ปนอยู่อย่างสุง ซึ่งอาจกลายเป็นอุปสรรคในการนำเสนอความคิดจากมุมที่เห็นต่างกัน แม้การเมืองเป็นผู้กำหนด TCDC และแนวทางการดำเนินงาน แต่การเข้าสุ่ New Economy จำเป็นต้องเปิดพื้นที่ให้ทุกส่วนของสังคมเข้ามามีส่วนร่วม เพราะผู้คนที่อยู่คนละขั้วทางการเมืองก็เป็นผู้คนที่ได้รับผลดีและผลกระทบ ต่อการเข้าสุ่ New Economy เหมือนกัน

หวังว่าสมาชิกของ TCDC  จะสามารถจัดตั้ง ชุมชนที่สามารถแลกเปลี่ยนความเห็น ความรู้ ที่ได้จากการสะสมประสบการณ์การทำงานในแต่ละภาคธุรกิจ  สร้างความสัมพันธ์เชิงกว้าง ก่อสร้างชุมชนนักคิดที่ไม่จำกัดอยู่เพียงในมหาวิทยลัย สถาบันการศึกษาทางการเท่านั้น  สร้างค่านิยม การใช้ความรู้ ความคิด และความงาม เกิดสังคมแห่งการเรียนรู้ อันเป็นพื้นฐานที่สำคัญ ที่ช่วยให้สังคมหลุดพ้นจากความเชื่อ ที่เกิดจากอิทธิผลต่างๆ ที่พยายามเข้าครอบงำ โดยหวังเพียงเพื่อผลเฉพาะหน้าเท่านั้น        

สวัสดี ครับ

TCDC

         

เผยแพร่ใน: on ตุลาคม 1, 2007 at 4:47 am ให้ความเห็น