(ต่อ)
สัปทานเครือข่ายโทรศัพท์มือถือ น่าจะเป็นตัวอย่างใช้ในการอธิบายที่ดี เรารู้กันอยู่แล้วว่า ตลาดนี้มีการแข่งขันกันสุง และการแข่งขันนี้ช่วยให้ เราทุกคนมีโทรศัพท์มือถือใช้ แม่ค้าหาบเร่ กระเป๋ารถเมล์ เด็กอนุบาล การที่ทุกคนสามารถเข้าถึงบริการแบบนี้ได้ ล้วนแล้วดูเหมือนเป็นอนิสงค์จากการแข่งขันในตลาด เป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ ถึงผลดีของผู้ใช้จากตลาดการแข่งขันอย่างเสรี แต่การแข่งขันอย่างเสรีนี้ เพื่อปรับราคาให้ถูกลงไม่ได้เกิดจาก Invisible hand เพื่อฉายให้เห็นภาพ ต้องกลับไปดูเรื่องราวแต่หนหลัง
เริ่มต้นจากการที่รัฐบาลกู้เงิน IMF ครั้งแรกใน ปี พุทธศักราช 2524 ( ราคาน้ำมันที่พุ่งสุงขึ้นจากสงครามอิรัก อิหร่าน จุดชนวน เกิดการสั่นครอนระบบเศรษฐกิจของประเทศไทย ประกอบกับโครงสร้างการบริหารราชการและปัจจัยทางการเมืองภายใน ไม่สามารถตอบสนองการเปลี่ยนแปลงจากปัจจัยภายนอกนี้ได้ทันเวลา กดดันให้ พลเอก เกรียงศักดิ์ ชมะนันท์ ประกาศลาออกจาก ตำแหน่งนายกรัฐมนตรี พลเอกเปรมเข้ามารับแหน่งแทน และได้ขอเงิน ช่วยเหลือ จาก IMF เพื่อฟื้นฟูสถานการณ์เศรษฐกิจ) การเข้ามาของ IMF พร้อมลักธิการค้าเสรี ซึ่งดูเหมือนเป็นสิ่งใหม่ในระบบเศรษฐกิจไทย ที่คุ้นเคยกับการควบคุมจากรัฐบาลมาเป็นเวลานาน (อันที่จริงระบบเศรษฐกิจไทย สัมผัสกับการค้าเสรี ตั้งแต่ เซอร์จอห์น เบาริ่ง เดินเรือมาปิดปากอ่าวไทย ในสมัย รัชกาลที่ สี่ ตอนนั้น มีการขู่ว่าจะนำกำลังทหารเข้ามา ถ้าไม่ยอมเซ็นสัญญาการค้าเสรี นาย จอห์น คนนี้ยังไงยังไงก็ ใช้วิธีการข่มขู่ทางการทูต ไม่อยากทำสงครามกับสยาม เพราะเห็นว่าอังกฤษสูญเสียทหารไปมากแล้ว จากสงครามฝิ่นในจีน(ธเนส อาภรณ์สุวรรณ))
ดังนั้น เงินกู้ช่วยเหลือนี้จึงมีเงื่อนไข ห้ามผูกขาดกิจกรรมทางเศรษฐกิจโดยรัฐ ประกอบกับในเวลานั้น มีความจำเป็นต้องขยายโครงสร้างพื้นฐานด้านการสื่อสารเพื่อรองรับการขยายตัวทางเศรษฐกิจ รัฐจังไม่สามารถขยายกิจการนี้ได้ด้วยตนเองตามเงื่อนไขของ IMF จึงต้องเปิดให้เอกชนเข้ามาดำเนินการ เพื่อสร้างแข่งขันกันในตลาดอย่างเสรี(ตามอุดมการณ์ของ IMF ) และนี้เป็นช่วงเวลาเดียวที่ตลาดมีเสรีจริงๆ ทุกคนมีสิทธ์เสรีในการเข้าประมูล เพียงแค่จัดเรียงความพร้อมให้เป็นไปตามข้อกำหนดของสัปทานเพื่อใช้ในการประมูล ก็สามารถเข้าทำการประมูลได้ ผู้ชนะการประมูลก็คือผู้ที่ให้ผลตอบแทนกับรัฐดีที่สุด ส่วนผลกำไรมากน้อยแค่ไหนขึ้นอยู่เอกชนที่จะบริหารจัดการเพื่อลดต้นทุนเอาเอง แต่หลังจากหลังจากการประมูลเสร็จสิ้น ตลาดโทรศัพท์มือถือก็ถูกเปลี่ยนไปเป็นตลาดผู้แข่งน้อยรายทั้งที (แม้ว่ารัฐให้สัปทานผูกขาดการดำเนินการให้ระยะแรก แต่จากนั้นเปิดโอกาศให้มีเอกชนรายอื่นเข้ามา เข้ามาแข่งขันเพื่อยืนยันเจตนาหลักการการค้าเสรี ว่าทุกคนมีสิทธ์ในการแข่งขันอย่างเสรี เสนอสิ่งที่ดีกว่าให้กับสังคม แต่ก็ไม่ได้เป็นเช่นนั้น)
เพราะอะไรหลักคิดของ การทำธุรกิจ กล่าวว่า ทุกนาทีที่นักธุรกิจคิด ก็คือ กำไร (Simondi) จึงเป็นความดีงามของนักธุรกิจที่จะแสวงหากำไร เป้าหมายในการกำไรให้มากที่สุดต้องสามารถเข้าไปควบคุมราคาในตลาดให้ได้ โดยการเปลี่ยนสถานะของตลาดจากตลาดเสรีให้กลายเป็นตลาดผูกขาด หลังจากได้สิทธิจากสัปทานของรัฐ เป็นการเริ่มกระบวนการเข้าไปสู่ตลาดผูกขาดโดยธรรมชาติของการแข่งขันนั้นเอง เริ่มต้นจากการใช้สิทธิสัปทานนั้น ระดมทุนจากแหล่งทุนต่างๆ ทั้งในและต่างประเทศ (การเปิดเสรีด้านการเงินทำให้ แหล่งทุนเป็นทรัพยากรที่ไร้สัญชาติ) ทุนถูกนำใช้ในหลายๆด้าน ซื้ออุปกรณ์ และจ้างคนที่มีความรู้เฉพาะด้าน จุงใจให้มีการศึกษาด้านวิศวะเทเลคอม อย่างมาก เกิดกลุ่มคนที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะ ป้อนเข้าสุ่ธุรกิจนี้ มีการพัฒนาประสิทธิภาพในการให้บริการเครือข่าย ในช่วงเวลาเริ่มต้น(เนื่องจากสัปทานในระยะแรก) ผู้ซื้อมีทางเลือกน้อย ราคาบริการจึงค่อนข้างสุง (บริการนี้ จึงยังไม่ได้ถูกแจกจ่ายอย่างทั่วถึงในสังคม) หลังจากมีผลประกอบการเป็นไปตามเป้าหมาย แหล่งทุนมั่นใจเพิ่มขึ้นในการปล่อยเงินอย่างต่อเนื่อง
หลังจากติดตั้งอุปกรณ์ครอบคลุมพื้นที่ให้บริการมากพอ การแข่งขันด้านเทดนิด ซึ่งผู้ให้บริการทุกคนก็เป็นเพียงผู้ซื้อเทคโนโลยีจากต่างประเทศมาใช้ รู้ว่า ในไม่ช้ารัฐก็เปิดให้มีคู่แข่งรายใหม่ๆ และ ต้องมีมาตราการ ป้องกันการสุ่มรู้ร่วมคิด (Conspiracy) กันกำหนดราคาในตลาด เพื่อรักษาความได้เปรียบทางธุรกิจก่อนที่รัฐจะออกใบอนุญาติใหม่ การแข่งขันจึงมุ่งเน้นโฆษณาประชาสัมพันธ์ ผ่านสื่อสารมวลชน (ต้นทุนที่ใช้ในการโฆษณาก็คือ ค่าบริการที่ไม่ยอมลดลงนั้นเอง) โฆษณาเป็นในการแข่งขันขั้นแตกหัก สินค้าไม่ได้ขายตัวมันเอง แต่ขายเพราะ ภาพลักษณ์ ทีโฆษณาชี้ไป มีไว้สำหรับสินค้าที่มีคุณภาพและคุณสมบัติไม่ต่างกัน
การตัดสินใจของผู้ซื้อผ่านโฆษณา มักมีสัดส่วนด้าน อารมณ์สุงกว่าเหตุผล ระหว่าง ผู้ซื้อมีความจำเป็นในการใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ กับผู้ซื้อที่จำเป็นต้องมีโทรศัพท์เคลื่อนที่ มีกระบวนการตัดสินใจซื้อต่างกัน และผู้ซื้อสมัยนี้ มีแนวโน้มจะซื้อสินค้า เพื่อแสดงอัตลักษณ์ของตน (ไม่ได้บริโภคสินค้าตามความจำเป็นเท่านั้น แต่เป็นการบริโภคเพื่ออวดความเป็นตัวเอง เช่น นักสู้อยู่ยิ่งใหญ่ ต้องดื่มคาราบาวแดง เป็นต้น) (มูลค่าของสินค้าจึงไม่ได้แสดงต้นทุนของมัน แต่กลับเป็นราคาที่สะท้อนถึงความต้องการของผู้ซื้อ) ความแตกต่างนี้เป็นผลมาจากโฆษณา การยึดลูกค้าผ่านอัตลักษณ์ทางโฆษณาเป็นส่วนหนึ่งของการผูกขาดทางความคิด
อีกปัจจัย ที่ทำให้เกิดการผูกขาดก็คือ การนำบริษัทเข้าในตลาดทุนเพื่อระดมทุน ความคุ้มทุนในการซื้อสื่อโฆษณา ไม่เพียงแต่จุงใจผู้ซื้อ แล้วยังสามารถสร้างความมั่นใจต่อผู้ลงทุนได้อีกด้วย การที่ผู้ลงทุนมั่นใจเพิ่มขึ้น เป็นผลให้กิจการคู่แข่งขาดความสามารถในการระดมทุนในแบบเดียวกัน ถ้าคู่แข่งหันไปกู้จากธนาคารก็มีพันธะในการชำระคืนพร้อมดอกเบี้ย ไม่เหมือนทุนที่ได้จากตลาดหลักทรัพย์ ที่แบ่งผลเมื่อมีกำไรเท่านั้น ขาดทุนก็เฉลี่ยกันไปตามสัดส่วน (เรื่องมันน่าสนใจตรงที่ว่า บริษัทใหญ่ๆ แบ่งรายได้ให้กับสังคมผ่านกลไกตลาดทุน เป็นการรักษาสมดุลในการกระจายความมั่งคั่งสู่สังคม การเฉลี่ยความมั่งคั่งเป็นไปตามกติกาที่ตลาดหลักทรัพย์ตั้งไว้ ว่าถ้ากิจการได้กำไร ก็ต้องแบ่งผลกำไรให้ผู้ลงทุน เห็นไหมว่า กระบวนการได้กำไรและกระจายผลกำไรมันมาจากความสามารถในการบริหารของผู้ประกอบการ ไม่ได้ผ่านระบบตลาดการค้าที่แข่งขันกันอย่างเสรี) ตรงนี้แสดงให้เห็นว่าบริษัทผู้ที่จะเข้ามาแข่งขัน (ในตลาดที่เชื่อว่ามีเสรี) ขาดปัจจัยสนับสนุนด้านทุน อันเนื่องมาจากการแข่งขัน ธนาคารไม่มั่นใจผู้ประกอบการรายใหม่ที่จำนวนลูกค้าที่ยังไม่เริ่มนับ สร้างปัญหาต่อการให้ทุน และระยะเวลาในการคืนทุนก็ยาวกว่ารายเดิมที่ครองตลาดอยู่ ด้านความเชื่อมั่นของลูกค้าต่อผู้ให้บริการรายใหม่ ล้วนเป็นปัจจัยลบในการระดมทุนของรายใหม่ทั้งสิ้น
กลไกเหล่าต่างจากกฎ Demand and Supply มาก และเป็นกลไกที่ถูกใช้จริง ในการจัดสรรทรัพยากร โดยอำนาจที่จะกำหนดว่า ควรผลิตอะไรในราคาเท่าไร อยู่ในมือ เพียงคนไม่กี่คนเท่านั้น ไม่ใช้การตัดสินใจของความต้องการเสนอซื้อหรือ การต้องการในการผลิต เลย นั้นเป็นเพราะ ธรรมชาติของการแข่งขัน เป็นกระบวนการป้องกันการแข่งขันอย่างเสรีด้วยตัวของมันเอง ป้องกันโดยกีดกั้นไม่ให้เข้าถึง ทุน ไม่ให้เข้าถึงผู้ซื้อ ไม่ให้เข้าถึงเทคนิดในการผลิต ไม่ให้เข้าถึงโดย ลิขสิทธ์ ที่เกิดจากระบบกฎหมาย มันเสรีต่อเฉพาะบางกลุ่มบางพวกเท่านั้น ไม่ใช่สังคมโดยรวม ไม่มีช่วงเวลาใดในประวัตศาสตร์การค้าที่จะบอกได้ว่า ระบบการแข่งขันที่เป็นหัวใจของการการเสรี เคยเดินเครื่องเต็มสูบ การจัดสรรทรัพยากรไม่เคยถูกกระทำโดยตลาด ล้วนแล้วเป็นการตัดสินใจโดยรัฐ หรือเจ้าของกิจการขนาดใหญ่
ส่วนด้านค่าจ้าง แรงงานเฉพาะด้าน (เทเลคอมเอ็นจิเนีย) เคยเป็นที่ต้องการและเป็นตัววัดความสำเร็จ ในช่วงเวลาที่การแข่งขันยังไม่เห็นชัดว่าใครจะครอบครองตลาด จะได้ค่าจ้างโดยเฉลี่ยสุงกว่าราคาตลาด เป็นผลมาการแข่งขันกันอย่างเสรี(ในช่วงแรก) แรงงาน(เฉพาะด้านนี้) สามารถย้ายงานเพื่อเพิ่มค่าจ้างโดยฝีมือเท่าเดิม ซึ่งต่อมาอัตราค่าจ้างก็จะกลับมาอยู่ในระดับปกติ เพราะหลังจากที่ไร้คู่แข่งมีความสามารถเท่าเทียบกัน และแนวโน้นการเติบโตของตลาดที่เริ่มกลับมาสู่อัตราปกติ ก็ไม่มีความจำเป็นที่จะต้อง จุงใจแรงงานเหล่านี้อีกต่อไป
การแข่งขันในตลาดเสรี ต้องมีผู้ชนะผู้แพ้ การผูกขาดตลาดเป็นเรื่องการชนะที่เด็ดขาด ปิดกั้นการลุงทุนใหม่ ปิดโอกาศในการเข้าถึงลูกค้า แม้จะมีทฤษฎี เกี่ยวกับ โมโนโพลี ที่ให้เหตุผลว่า ผู้ผลิตไม่สามารถ ขึ้นราคาได้ดั่งใจชอบ แต่มันก็ไม่มีตลาดการค้าเสรี อย่างที่เข้าใจกันอยู่ดี รัฐทำได้ก็เพียง ทำให้คงมีลักษณะการแข่งขันเอาไว้ กระบวนการแข่งขันในตลาดอย่างเสรี อาจชี้ให้เห็นว่าตลาดมีพัฒนาการไปสู่การผูกขาดตลาดได้อย่างไร ยังมีอีกวิธีหนึ่งที่สามารถสังเกตุ นั้นก็คือ ทุกครั้งที่ระบบเศรษฐกิจแบบตลาดเสรีหมดความสามารถในการสะสมทุน เรามักจะโทษว่าต้องมีใครซักคน เข้ามาแซกแซงการทำงานของกลไกตลาด เช่น วิกฤติการเงิน ปีค.ศ. 1997 ที่เริ่มจากประเทศไทย มีการกล่าวหาว่า เป็นเพราะ ธนาคารแห่งประเทศไทย พยายามต่อสู้กับการโจมตี ค่าเงินของ นาย โซรอส หรือ เป็นเพราะ นาย ราเกรซ พยายาม ปันราคา หุ้นในตลาด ไม่ว่า รายละเอียดจะเป็นอย่างไร เห็นได้ชัดว่ามีอำนาจ ในการจัดการทรัพายากรอยู่เสมอและไม่เคยเป็นไปตามกฎ Demand supply ตามกลไกตลาดอย่างเสรีเลย
พฤติกรรมของนักธุรกิจ ย่อมแสวงหากำไรสุงสุดและเป้าหมายชี้วัดความสำเร็จในการประกอบการก็คือการเป็นที่หนึ่งในตลาด บริษัทใหญ่ๆที่ประสบความสำเร็จล้วนแล้วมากจากนักธุรกิจที่ มีความกระหาย ทะเยอทะยานและฉลาดหลักหลักแหลมทั้งสิ้น ได้กลายเป็นผู้มีอำนาจ มีอิทธิผลในการกำหนดราคาขาย ค่าจ้าง ใครควรจะได้รับสินค้า บริการ คำถามช่วยคิดก็คือ แล้วกลไกตลาดที่เป็นหลักการของการค้าเสรี อยู่ที่ไหน ทำงานตรงส่วนไหนในกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ที่บอกว่าการแข่งขันอย่างเสรีในตลาด จะทำให้เกิดการใช้ทรัพยการอย่างมีประสิทธิภาพ สร้างความมั่นคั่งและกระจายผลผลิตอย่างมีระบบ มี Invisible hand มาค่อยขยับความต้องการกับราคา ให้ตกอยู่ที่จุด อีคิวรีเบียม (Equilibrium) อยู่เสมอ
อาจคิดว่ามีการแข่งขันเกิดขึ้นในตลาดผู้แข่งน้อยราย (Oligopoly) เป็นรูปแบบหนึ่งของการแข่งขันเป็นกลไกหนึงของการค้าเสรี ขับดันให้กลไกตลาดทำงาน และส่งผลดีต่อสังคมอยู่เหมือนกัน คิดแบบนี้ก็ได้ แต่มันก็ไม่เป็นแบบการค้าเสรีอยู่ดี เช่น ผู้ที่มีความสามารถในการสร้างโครงข่ายด้านเทดนิด ก็จะติดเรื่องระดมทุนยาก แปลว่า เสรีเฉพาะกับผู้ที่มี ทุนหนาๆเย็นๆ มันไม่ได้ เสรี สำหรับทุกคน ตลาดผู้แข่งน้อยรายยังมีโอกาศที่จะเกิดการ สุ่มรู้ร่วมคิด เพราะการแข่งขันกันด้วยราคาจะทำให้ต่างฝ่ายต่างขาดกำไรสุดสุง ต้นทุนที่ใช้ในการเจรจากับคู่แข่งต่ำกว่า และให้ผลตอบแทนแน่นอนกว่า ต้นทุนที่ใช้ในการทุ่มตลาด และมันเป็นเรื่องปกติสำหรับผู้ประกอบการทุกคน ไม่ใช่เรื่องผิดหรือถูกอะไรที่ผู้ประกอบการมักจะพยายามแสวงหาหนทางเพื่อมีอำนาจในการควบคุมตลาด
แต่มันกลายเป็นเรื่องที่ไม่สมควรที่จะคิดว่า การแข่งขันในตลาดเสรีจะเป็นกลไกในการจัดสรรทรัพยากรส่วนร่วมของชาติเพื่อสร้างและกระจายความมั่งคั่งให้แก่ผู้ที่อาศัยผืนดินนี้ เป็นความคิดที่ ปราสจาก การ ไตร่ตรอง อย่างรอบครอบ จากตัวอย่างเห็นได้ว่า กลไกตลาดเสรี เมื่อเทคนิดถูกพัฒนาและยึด มันก็ไม่เคยเสรีอีกเลย และไม่เคยให้โอกาศสำหรับทุกคน ที่มีความรู้ความสามารถ ไม่เคยได้ทำงานตามแนวทางของมันเต็มที่ตามที่เจ้าลักธิได้คิดขึ้นมาให้พวกคุณได้เรียนได้เชื่อกันมา
บทความนี้ ไม่ได้ ต่อต้านการค้าเสรี เพียงต้องการให้ สมาชิก TCDC เจ้าหน้ารัฐ และผู้ที่สนใจ เข้าใจการพัฒนาของตลาดของการค้าเสรี พฤติกรรมการกีดกั้นคู่แข่งเพื่อผูกขาดตลาด ซึ่งเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ไม่ยาก และไม่ใช่เรื่องของศีลธรรม จริยธรรมอะไร มันเป็นเพียง พฤติกรรมทางปรากฎให้เห็นอยู่ทั่วไป การเข้าใจ ลักษณะของการค้าเสรี ช่วยให้การอธิบายบทบาทของ รัฐ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง บทบาทขององค์การมหาชนที่มุ่งกระจายความรู้อย่าง สบร. เพื่อผลประโยชน์โดยรวมของชาติ มิใช่ผลประโยชน์ ของบริษัท โดยเฉพาะอย่างยิ่ง บริษัทข้ามชาติ
คำสำคัญ
อุดมการณ์การค้าเสรี
การจัดสรรทรัพายากร ผ่านกลไกตลาด
ความขัดแย้งในการจัดสรรทรัพยากร
อำนาจเหนือตลาด และสาเหตุของอำนาจ