ความเข้าใจในกลไกลของการค้าเสรี ช่วยนักออกแบบ สามารถใช้ประโยชน์จากกระบวนการควบรวมตลาดภายในกับตลาดโลก ได้อย่างแม่นยำยิ่งขึ้น
ตลาดการค้าเสรี เปิดโอกาศให้ทุกคนหรือไม่ : คำว่า เสรี (Free) ทำให้เข้าใจว่า ตลาดจะเปิดโอกาสให้กับทุกคนได้อย่างเสรี ของใครดีมีคุณภาพในราคาที่เหมาะกับกำลังซื้อ จะมีความได้เปรียบในตลาด โดยที่ผู้บริโภคก็ยังเป็นผู้ที่ได้รับผลดีจากตลาดการค้าเสรี
แต่ถ้าบอกว่า “ไม่ใช่” มันไม่เปิดโอกาศให้กับทุกคน ตลาดมีเสรีเฉพาะกับผู้ที่มีอำนาจทางการเมือง ทางเศรษฐกิจเท่านั้น คุณจะ ว่าอย่างไร สังเกตุได้ว่า รัฐบาลญี่ปุ่นเข้าใจเรื่องนี้เป็นอย่างดี ตลาดเสรี เป็นเรื่องในอุดมคติ จึงได้เปลี่ยนข้อตกลงทางการค้าระหว่างประเทศ แทนที่จะให้คำว่า FTA ของทวิภาคี กลับใช้คำว่า JTEPA (Japan-Thailand Economic Partnership Agreement) แทน
เพื่อทำความเข้าใจการค้าเสรี ต้องเข้าใจแนวคิดและกระบวนการเติบโตว่า มีความเป็นมาอย่างไร อาจช่วยให้คุณวิเคราะห์ สถานการณ์ ที่จะกลับมาเป็นประโยชน์ในงานออกแบบของคุณได้บ้าง
สำหรับผู้เข้าใจเรื่องนี้อยู่แล้ว อยากให้ลองออกความเห็นเพิ่มเติมบ้าง แต่ผู้คิดว่า การค้าเสรี ไม่เกี่ยวกับงานออกแบบ งานออกแบบเป็นศิลปที่อยู่ห่างจาก สังคม เศรษฐกิจ และ การเมือง ก็อยากให้อ่านบ้าง เพราะเป็นเรื่องที่ รู้ไว้ดีกว่า มันเพียงแค่ทำให้รู้สึกหนักบ้าง แต่รับรองว่าจะช่วยให้งานออกแบบของคุณมีความแม่นยำต่อระดับการแข่งขันมากขึ้น TCDC ตั้งขึ้นมาเพื่อ สนับสนุนการคิดอย่างสร้างสรรค์ และอยากเห็น ความคิดสร้างสรรค์นี้ปรากฏในสินค้าและบริการ ที่สามารถในการแข่งขันในตลาดการค้าเสรีได้อย่างสง่างาม (ศสบ. เกิดขึ้นเพราะกระบวนการเข้าสู่การค้าเสรี ของระบบเศรษฐกิจไทย)
o การเติบโตของแนวคิดการค้าเสรี
:การค้าเสรีเป็นแนวคิดที่เกิดในสก๊อตแลนด์ สมัยคลาสิก ใช้อธิบายการเติบโตทางเศรษฐกิจตามสภาพสัคมในสมัยนั้น เป็นช่วงที่ประสบผลสำเร็จในความพยายาม ค้นหาคำตอบว่า ความมั่งคั่งของประเทศเกิดจากอะไร คำตอบก็คือ การค้าเสรี ที่ใช้กลไกตลาดเป็นตัวขับเคลื่อน การค้นพบคำตอบนี้ ถึงกับประกาศว่า เป็นสมัย Enlightenment ยุดแห่งแสงสว่าง (พ้นยุดมืด) และผลสืบเนื่องจากการต่อสู้กับลักธิพาณิชยนิยม (Mercantilism ) ที่ต้องการปิดประเทศกีดกัน สินค้าต่างชาติ เหตุผลที่ทำให้ลักธิพาณิชยนิยมจบลง คือ การค้าอย่างเสรี สามารถพิสูจน์ ทั้งเชิ่งทฤษฎีและปฎิบัติที่ทำให้ทุกฝ่ายมีความมั่งคั่งไปพร้อมกัน ความชำนาญในการผลิตของแต่ประเทศที่แตกต่างกัน เนื่องจาก ภูมิประเทศ วัฒนธรรม การเมือง และความชำนาญนี้เอง ก่อให้เกิดผลิตภาพการผลิตที่แตกต่างกัน ถ้าแต่ละประเทศผลิตสิ่งค้าที่ตัวเองชำนาญ และนำมาแลกเปลี่ยนกัน ทุกประเทศที่ค้าขายกันจะมีความสามารถบริโภคสินค้าได้เกินขอบเขตการผลิต (Production possibilities frontiert) หรือ ที่รู้จักกันว่า Comparative Advantage
จากนั้นเป็นต้นมา แนวทางการค้าเสรี ก็ถูกใช้เป็นวิธีคิดหลักที่ใช้ สร้างความมั่งคั่งของประเทศ และ ขยายครอบคลุมยุโรปในเวลาต่อมา แต่ผลกระทบของกระบวนการค้าเสรี ส่งผลให้สังคมเกิดการแตกแยก และอาจนำไปสู่ ความล้มเหลวในสังคม นักคิดอีกฝ่าย (ถูกเรียกว่า ฝ่ายซ้าย) ให้คำอธิบายว่า ธรรมชาติของการแข่งขัน ต้องมีผู้ชนะ ผู้แพ้ และผู้ชนะจะได้ทุกอย่าง (Winner take all) มีการแบ่งงานกันทำ (Division of Labor) เพื่อช่วยเพิ่มผลิตภาพการผลิต และขีดความสามารถในการแข่งขัน แต่การแบ่งแยกคนออกไปเป็นส่วนๆเพื่อผลิตแบบนี้ ทำให้คนเป็นเพียงแค่วัตถุที่ถูกใช้ไปเพื่อการผลิต (แรงงาน) การค้าเสรีทำให้มีการแบ่งชนชั้นทางสังคมและ ในการกระบวนผลิตจนถึงการค้า ปรากฎส่วนเกิน มีการชี้ให้เห็นว่า ส่วนเกินเหล่านี้ นายทุนเป็นผู้ขูดรีดเอามาจากแรงงาน (ทฤษฎีมูลค่าเป็นต้นเหตุสำคัญ) กระบวนการขูดรีดนี้ ใช้อธิบาย ต้นเหตุของความแตกแยกในสังคมได้แบ่ง ลักธิความคิดออกเป็นซ้าย และขวา การค้าเสรีถูกจัดว่าเป็นฝ่ายขวาและฝ่ายขวาก็ถูกโจมตีอย่างหนัก จึงมีผู้สนับสนุน ออกมาเสนอทฤษฏีใหม่เ ใช้อธิบายว่า ไม่มีการขูดรีด ส่วนเกินที่นายทุนได้ เป็นความพึงพอใจของผู้ซื้อต่อสินค้านั้นๆ เช่น สินค้าที่มีค่าแรง 10 บาท ผู้ซื้อมีความต้องการที่ 50 บาท ดังนั้นส่วนต่างจึงไม่ได้เกิดจากการขูดรีด แรงงาน และใช้ชื่อใหม่ว่า นีโอคลาสิก โดยยังคงไว้ ซึ่งแนวคิดการค้าเสรี ที่ไม่มีกระบวนการขูดรีดนี้ (สินค้ามีมูลค่าตามความจำเป็นที่จะใช้ ไม่ใช่มีมูลค่าตามค่าแรงที่ผลิต) ได้ถูกใช้ปรับปรุงเพื่อให้การมีเสรีภาพในการค้าขาย ยังอยู่ ได้ถูกปรับเสริมให้มีเหตุมีผลที่วัดเป็นตัวเลข ใช้สูตรทางคณิตศาสตร์ที่ ซับซ้อน และใช้ในแนวคิดนี้ เป็นหลักในการกำหนดทิศทางการพัฒนา เกิดความมั่งคั่ง ของประเทศ เกิดความสงบ (อย่างน้อยก็ช่วงระยะเวลาที่ทุกคนมีความหวังอยู่) และดูเหมือนจะถูกเข้าใจว่าเป็นแนวทางการพัฒนาเพียงอย่างเดียวที่เลี่ยงไม่ได้ (These is No Alternative -TINA) ถ้าต้องการพัฒนาประเทศให้ หลุดพ้นจากความยากจน หิวโหย สามารถสะสมส่วนเกิดให้อยู่รอดได้จาก ภัยธรรมชาติ และ การไร้ที่อยู่อาศัย
:การค้าเสรี เสรีจากอะไร :การค้าเสรี เริ่มต้นพลังของมันในยุดที่สภาพทางเศรษฐกิจการเมือง ถูกกำหนดโดยอำนาจรัฐ (ไม่ว่าอำนาจนั้นจะอยู่ในมือของ ขุนนาง หรือ บาทหลวง) ประชาชนไม่มีอิสระทางการเมืองและการค้า มีหน้าที่ความรับผิดชอบตามการกำเนิด ใครเกิดเป็นชาวนาก็ต้องเป็นชาวนา มีหน้าทำนาหาเลี้ยงขุนนางที่เป็นเจ้าของที่ดิน ขุนนางมีหน้าที่คุ้มครองชาวนาจากการปล้น มีหน้าที่ตัดสินชี้ขาด ดูแลความขัดแย้งต่างๆ มีกฎระเบียบ ประเพณี ความเชื่อ สนับสนุนสร้างความชอบธรรมเพื่อรักษาอำนาจให้กับชนชั้น ขุนนาง หรือ บามหลวง ความสัมพันธ์ตามโครงสร้างสังคมเช่นนี้ ได้สร้างความเจริญและความสงบสุขอยู่ช่วงระยะเวลาหนึ่ง จนกระทั่งจำนวนประชากรเพิ่มอย่างรวดเร็ว ขณะที่ทรัพยากรธรรมชาติเริ่มไม่เพียงพอ เกิดปัญหาความไม่ยุติธรรมในการแจกจ่ายและใช้งานที่ดิน การกดดันจากความต้องการใช้ทรัพยากร นำไปสู่คำถามใหม่ๆ เกิดข้อสงสัยถึงต้นเหตุในการจัดสรรทรัพยากรที่ไม่ยุติธรรม ทำไมคนที่เกิดใน ตระกูลขุนนาง ถึงได้เป็นเจ้าของที่ดินมากมาย ในขณะที่ ชาวนาเป็นแค่เพียงผู้เช่าที่ต้องทำงาน เพื่อนำผลผลิตมอบให้ขุนนาง และทำไมมรดกจึงตนเป็นของเฉพาะลูกคนโตเท่านั้น จากข้อสงสัยนี้ ก่อตัวกลายเป็นความขัดแย้งที่พัฒนาไปสุ่ความรุนแรงในสังคม การแย่งชิงทรัพยากรถูกพํฒนาไปเป็นความรุนแรงและคงอยู่ในช่วงระยะเวลาหนึ่ง อำนาจรัฐไม่สามารถคงความยุติธรรมไว้ได้ เพื่อให้ความสงบกลับมาอีกครั้ง จำเป็นต้องหาความเชื่อและความรู้ใหม่ เพื่อสร้างกลไก การควบคุมชุดใหม่ ใช้เพื่อรักษาความสงบในสังคม
:John Locke บอกว่าทุกคนเกิดมาเท่ากัน กรรมสิทธิ์ที่ดินเกิดจากการใช้แรงงานของตนปรับปรุงธรรมชาติให้สามารถเพาะปลูกได้ ความเชื่อใหม่นี้คลี่คลาย ปัญหาสังคมที่เกิดจากความพยายามที่จะรักษาอำนาจรัฐ โดยอ้างการกำหนดเป็นของพระเจ้า มีหน้าที่ตามการกำเนิด แนวคิด Locke เป็นการต่อต้านพระประสงค์ของพระเจ้า ความเชื่อใหม่นี้ แม้ทำให้สังคมลดความรุนแรงได้บ้าง แต่อิสระภาพที่พ้นจากข้อกำหนดทางศาสนา ก็ได้นำปัญหาใหม่มาสู่สังคมเช่นกัน นั้นคือ ปัญหาการจัดสรรทรัพยากร เพื่อแก้ไขปัญหาจากอิสระนี้ต้องการ ชุดการจัดการใหม่ โดยไม่ขัดแย้งกับอิสระภาพ ต้องไม่ให้อำนาจใดๆ มากำหนด สิทธิเสรีภาพอีก Adam Smite เสนอ วิธีการจัดสรรทรัพยากร โดยใช้กลไกตลาด ตลาดต้องมีเสรีเพื่อป้องกันการมีอำนาจเหนือตลาด การแข่งกันอย่างเสรี ระหว่างผู้ผลิตด้วยกัน ทำให้การจัดสรรทรัพยากรเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ เป็นความสัมพันธ์ระหว่างความต้องการซื้อกับความต้องการผลิต มีการแข่งขัน เกิดสิ่งที่ เรียกว่า Invisible hand ที่ผลักดันความต้องการผลิตกับความต้องการบริโภค ไปยังจุดที่เรียก ว่า Equilibrium เป็นจุดกำหนดที่สะท้อนความเหมาะสมในการจัดสรรทรัพยากร ว่าควรถูกผลิตเพื่อใครและใครควรจะได้ผลผลิตนั้นในราคาเท่าไร จึงไม่จำเป็นต้องมีอำนาจใดๆมาชี้นำ การค้าเสรี จึงเป็นอุดมการณ์ของอิสระภาพไม่ต้องการการควบคุมจาก รัฐ มีวิธีการที่อธิบายได้เป็นไปในเช่งเหตุผล เป็นวิทยาศาสตร์อย่างชัดเจน การค้าเสรี กลายมาเป็นแนวคิดของ NEO-Classic ที่ยึดเสรีภาพในการค้าเป็นหลัก ดังนั้น การเจรจาการค้าเสรี จึงได้พยายามลดบทบาทของรัฐ (ไม่ให้ใช้เครื่องมือด้าน ภาษี เข้าแทรกแซง) พิจารณาได้จาก เมื่อมีการเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เน้นไปในเรื่อง TB (Tax Barrier) และ NTB (Non-Tax Barrier) การค้าเสรี จึงเท่ากับเสรีจากการกำกับของรัฐ นั้นเอง