10.10.2550 afternoon at TCDC
ถึงเพื่อน TCDC และ สมาชิก tcdc
ฟัง อาจารย์ ธเนศ วงศ์ยานนาวา ให้ข้อคิดใน Design Education Seminar ที่ TCDC เมื่อวันที่ สิบเดือนสิบ ปีนี้ รู้สึกตื่นเต้นในวิธี วิพากษ์ วิธีคิดของสังคมไทย อาจารย์ เริ่มถามว่า อะไรบ้างที่เป็นของไทย เป็นคำถามที่ (อาจจะ) นำไปสุ่การวิธีการใช้วัฒนธรรมของเราในงานออกแบบ สามารถบ่งบอกได้จริงๆว่าสิ่งไหนเป็นราก เป็นของเรา เกิดขึ้นจาก ความคิดของเรา จริงๆ วิธีชวนให้คิดและนำไปสุ่ข้อสงสัยใหม่ๆ ของ อาจารย์ น่าสนใจมากครับ * แต่บอกก่อนว่า ผมจับประเด็นและตีความในส่วนเฉพาะที่ผมสนใจ สำหรับผู้ที่เข้าฟังร่วมเหตุการณ์เดียวกัน ที่เห็นต่างจากนี้ ก็ลองแลกเปลี่ยนกัน
__
พุทธศาสนาเป็นของไทยตั้งแต่เมื่อไร คำตอบคงแตกต่างกัน ตามความรู้ความเข้าใจของแต่ละคน แต่ประเด็นอยู่ที่ว่า ประเทศได้นำเข้า (Import) พุทธศาสนามาตั้งนานแล้ว และอยู่ๆ เราก็ทึกทักบอกว่า พุทธศาสนาเป็นของไทย พอบริบทสังคมเปลี่ยนไป เริ่มมีท่าทางต่อต้านวัฒนธรรมต่างถิ่น โดยเฉพาะวัฒนธรรมการตะวันตก ว่าเป็นต้นเหตุทำให้เรื่องดีดีของเราเปลี่ยนไป เช่น การแต่งตัวโชว์ผิวขาวสุขภาพดีของสาวๆ ว่าเป็นเรื่องที่ไม่ใช้วัฒนธรรมที่ดีของไทย วัฒนธรรมใดที่มีอิทธิพลกับความดีที่มีแต่เดิมถือว่าเป็นเรื่องไม่ดี อันนี้ สำคัญ มันทำให้เกิดความคิดว่า อ้าวแล้วทำไมฐานคิดแบบเดียวกันมันถึงได้เปลี่ยนไป เป็นผลมาจากภาวะทางการเมืองหรือป่าว ความต้องการเป็นข่าว หรือ ต้องการรักษาความเชื่อเดิมของชนชั้นปกครองที่ใช้กดทับชาวบ้านเอาไว้ การต่อต้านและกล่าวหาวัฒนธรรมอื่นว่าเป็นต้นเหตุแห่งการเสื่อม ได้กลายเป็นข้อสงสัย เพราะถ้าใช้หลักคิดตามตรรกะชนิดเดียวกัน เราคงต้องต่อต้านศาสนาพุทธด้วย เพราะเป็นของแปลกปลอมจากนอกสังคมไทย การเลือกรับหรือไม่รับ แล้วบอกว่าดีหรือไม่ดีกับสังคม เป็นหน้าที่ของ กระทรวงวัฒนธรรม จริงหรือ ผมสังเกตุไม่เห็นคำตอบครับแต่ก็ได้คิดดีเหมือนกัน ศาสนาพุทธแบบเถราวาท ก่อให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ได้ไหม เถรวาท น่าจะแปลว่าการเชื่อฟังผู้ใหญ่ ให้ทำตามกรอบ อันนี้ฟังแล้วจับใจความโดยสรุปได้ว่า พุทธศาสนาแบบเถราวาท เป็นพุทธศาสนา ที่มีอิทธิผลมากต่อวิธีคิดของคนไทย สอนค่านิยม ผู้น้อยต้องทำตามผู้ใหญ่ สะท้อนฟ้องแนวคิดนี้ออกมาเป็นวิถีชีวิตของไทย เช่น ไม่เป็นการบังควรที่จะใช้ของ ชนิดเดียวกัน แบบที่เจ้านาย หรือพระใช้ เป็นเหมือนกันทำตัวเทียบเท่าเจ้านาย อิทธิพลความเชื่อแบบนี้ เราๆรับรู้ได้ไม่ยาก ที่สำคัญเข้ากันได้พอดีกับ ระบบศักดินา มีความคำแนะนำเพิ่มเติมโดยนำไปเทียบกับ อิทธิพลของ คริสต์ศาสนาในยุโรปสมัยกลาง โดยใช้พื้นที่ส่วนต่อกับพื้นที่สาธารณา เป็นตัวชี้วัดระดับการครอบงำ ศาสนาพุทธในช่วงที่เข้ามาใหม่ๆ อาจารย์ใช้คำว่า ต้องเจราจากับ เจ้าถิ่น ผีผู้หญิง นั้นก็คือ อิทธิพลของผู้หญิงทีอยู่ในบ้าน (อันนี้น่าจะมีที่มา ใครช่วยขยายให้หน่อย) แต่การเจราจาต่อรองกันจบตรงที่ พุทธศาสนามีอิทธิพลฉพาะในพื้นที่สาธารณะ ไม่สามารถเข้ามาครอบคลุม วิธีชีวิตส่วนตัวได้ ต่างกับ คริสต์ศาสนา ที่ควบคลุมไปถึงวิธีการคิด เช่น ในเรื่อง SEX ในสมัยยุดกลาง ศาสนาบอกว่า เมื่อไรที่คุณฝันเปียกว่า ได้นอนกับอั้ม แปลว่าคุณทำลายพรมจรรย์ ของอั้มไปเรียบร้อยแล้ว เป็นบาปต้องมาสารภาพที่วัดได้แล้ว หรือ บังคับโดยบอกให้ผู้หญิงต้องไม่มีความรู้สึกอยากทางเพศ ถึงขนาดที่ว่า ถ้าเมื่อไรที่เกิดความรู้สึกอยากผสมพันธ์ (เข้าใจถูกไหมเนี่ย) ถึงเวลาต้องสารภาพบาปเช่นกัน หมายความว่าอย่างไร ความกดดันทางเพศที่เกิดจากอิทธิพลคำสอนของศาสนา ได้ต่อต้านธรรมชาติของมนุษย์ที่ต้องการผสมพันธ์ รุกล้ำพื้นที่ส่วนตัวของผู้เข้ารีต เรียกได้ว่า ความต้องการมี Sexกดดันให้ตั้งข้อสงสัยในแนวทางความสอนทางศาสนา การหาคำตอบเป็นชนวนเร่งให้หลุดพ้นจากการครอบงำจากความเชื่อเดิมที่ รุกล้ำพื้นที่ส่วนตัวนี้ การหลุดพ้นนี้เกิดยุดสมัย ที่รู้จักกันว่า Renaissance ที่นี้พอ มันก็หลุด มันก็ออกมาทั้งหมด ทั้งในระดับพื้นที่ส่วนตัวและสาธารณะ เอาแล้วซิ ต้องมาหาที่ยึดกันใหม่ ถ้าผมเข้าใจไม่ผิด เป็นยุดต่อกันกับ อดัม สมิท ( Adam Smith ) เสนอ แนวคิดที่นำไปสุ่ความร่ำรวย เป็น Enlightenment แนวทางให้ยึดถึงและเชื่อกันใหม่ รู้จักกันในชื่อว่า ทุนนิยม จากพระเจ้ามานับถือเงิน และคุณรู้ไหม ระบบทุนนิยม นี้เอง เป็นระบบที่สนับสนุนความคิดสร้างสรรค์ มากที่สุด ในบรรดาระบบทางสังคมทั้งหมดที่เคย คิดกันมา
__
มาถึงระบบมรดกบ้าง ระบบที่ดิน แบบแมมเนอร์ (Manor) ที่ใช้กันในยุโรปสมัยกลาง บอกว่า ที่ดินต้องยกให้กับลูกคนโตเท่านั้น ลูกคนอื่นๆ ไม่มีสิทธ์ได้รับที่ดินเพื่อเพาะปลูกทำมาหากิน ในขณะที่ สังคมไทยมีการ Re-partition แบ่งที่ดินเป็นย่อยๆ ให้กับลูกของตน อย่างทั่วถึง เรื่องนี้สำคัญเพราะเป็นต้นเหตุที่ทำให้เข้าใจว่า ทำไมพัฒนาของการเป็น ช่างฝีมือ ระหว่างยุโรปกับเราถึงได้แตกต่างกัน ความที่รู้ตัวว่าตนเองจะไม่ได้ที่ดิน สร้างแรงกดดันให้ลูกคนรองลงมา ต้องพัฒนาฝีมือทางช่าง จนเชี่ยวชาญเพราะเป็นสิ่งเดียวที่ทำให้อยู่รอดได้ในระบบเศรษฐกิจที่อาศัยที่ดิน เป็นหลัก มีการรวมตัวกันของสมาคมช่างฝีมือ (Guild) เพื่อรักษาความลับด้านช่างและเพิ่มอำนาจต่อรองทางเศรษฐกิจ ในขณะที่ระบบมรดกของสังคมเอเชียมีทางเลือกมากกว่า และทางเลือกที่มีมากนี้เอง ยังคงเป็นอุปสรรคในการพัฒนาฝีมือแรงงานของไทย จนถึงสมัยปัจจุบัน
—
ก็มีเรื่องอื่นที่ ผมจับประเด็นแต่ตีความไม่ได้ เช่น จอมพล ป ที่ ตกเป็นผู้ร้าย ใน หนังไทย แต่ในความจริงเป็นนายกรัฐมนตรี เพียงผู้เดียวที่เปลี่ยน วัฒนธรรมไทย ลึกลงไปถึงระดับวิถีชีวิตของชาวบ้าน การเปลี่ยนวัฒนธรรมนี้ มีเป้าหมายให้สามารถเข้ากันได้ กับการเปลี่ยนแปลงของโลกในสมัยนั้น และ ผลของมันก็ปรากฏให้เห็นกันอยู่อย่างชัดเจนทั่วไป เช่น การนั้งเก้าอี้ (การนั่งเก้าอี้ไม่ใช้วัฒนธรรมของคนไทยแต่เดิม)วัฒธรรมไทย เทียบไม่ได้เลย กับ ความลึกของ จีน อินเดีย หรือ อิหร่าน (เปอร์เชีย) ที่สะสมมานาน มีเอกลักษณ์บอกที่มาอย่างชัดเจน ดังนั้นอย่าไปหวังเลยว่า วัฒนธรรมไทยจะขายได้อย่างดีในตลาดโลก
__
สรุป โครงสร้างทางวัฒนธรรมของเรายังไม่เอื้อให้เกิดความคิดที่สร้างสรรค์ ไม่ว่าจะเป็นพวกชนบทหรือในเมือง หรือ ชนชั้นไหน แต่พิจาราณาลงลึกถึง DNA ในความคิดของเราที่ยังถูกครอบงำด้วยความเชื่อ แบบชาวนา โดยพูดว่าคนที่จบ ป เอก ที่ดูเหมือนจะผู้ที่มีความรู้และเป็นผู้มีความสามารถที่จะคิดเป็น แต่การกระทำการตัดสินใจ ยังสะท้อน ความเป็นชาวนา อยู่นั้นเอง และความคิดที่จะนำวัฒนธรรมที่เกิดจากเรา จริงๆ ก็ต้องพิจาราณากันหนักๆ หน่อย TCDC นำ ขนมใส่ไส้ มาเป็น โลโก้ ก็ เพราะ มันดันเป็นของ ชาวบ้านไทย จริงๆ ใครมีอะไรเพิ่มเติมหรือ เห็นว่า ความเข้าใจของผมผิด ไปจากที่ อาจารย์ อธิบาย ก็แลกเปลี่ยนกันได้ครับ
__
สุดท้าย ผมเดินไปกระซิบถาม อาจารย์ เรื่อง การไม่ชอบเตรียมตัวของคนไทย ชอบพูดกันสดๆ ถ้าจำกันได้แกอธิบายว่า ได้รับแนวอิทธิพล จากการเทศน์ ของพระ ที่ไม่มี สคิป และเป็นสิ่งสะท้อนวัฒนธรรมชาวนา ผมอธิบายอย่างนี้ ที่มันเป็นถูกกำหนดว่าเป็น วิถีชาวนา ก็เพราะความมั่งคงทางเศรษฐกิจของชาวนา ดันขึ้นอยู่กับความไม่แน่นอนของฟ้าฝน การที่ไม่สามารถคาดเดาอารมณ์ธรรมชาติได้ ทำให้การเตรียมตัวจึงความหมายน้อย เมื่อเทียบกับวิถีชีวิตในระบบอุตสหกรรม ที่เราสามารถกำหนดผลผลิตได้ การเตรียมตัวจึงมีความคุ้มมากกว่าในเชิงผลตอบแทนจากการเตรียมตัว บางคนอาจจะคิดว่าความไม่แน่นอนนั้นหละ เป็นปัจจัยกระตุ้นให้มีการเตรียมตัวมากขึ้น แต่ผมกลับคิดว่า มันเป็นปัจจัยส่งเสริมการสะสมมากกว่า ถ้าปีไหนแล้ง ผลผลิตส่วนเกินที่สะสมไว้ จะบรรเทาความทุกข์ยากได้ มันอาจจะคล้ายๆกัน แต่ความที่ต้องขึ้นกับฟ้าฝน ส่งผลต้องวิถีชีวิตแน่ๆ อาจารย์ท่านก็เห็นด้วย และ ชวนผมกับ อินทนนท์ หาเวลาไป นั้งคุยกับแกต่อ เรื่อง เช กูวาร่า ในมุมที่ว่า ปัจจัยไหนของสังคมไทย ที่สามารถใช้เป็นตัวบอกถึง ภาวะวิสัย ที่พร้อมในการเปลี่ยนแปลงสังคม(Social Reform) แล้วถ้าอาจารย์แกให้โอกาศ จะมาเล่าให้ฟังนะครับ สวัสดีครับ
โดยส่วนตัวผม ผมดีใจนะครับที่ได้เข้าฟังในครั้งนี้ ขอบคุณมากๆนะครับที่มีหน่วยงานดีๆแบบนี้บ้าง
มีหลายความรู้สึกที่เกิดขึ้นกับสังคมแบบไทยๆที่เป็นอยู่ มันคงยาวมากถ้าจะแสดงความคิดเห็นครับ แต่ยังไงก็จะขยันๆเข้ามาร่วมกิจกรรมครับ
ต้องขอบคุณมากค่ะที่มีสรุปมาให้ได้อ่านเพิ่มเติมเพราะไม่มีโอกาสได้เข้าร่วมงานในช่วงบ่าย