Creative Thailand 3/3

มีโอกาสนำเรื่อง Creative economy ไปขอความเห็นจากผู้เข้าใจระบบเศรษฐกิจไทยคนหนึ่ง ในมุมของท่าน เห็นว่า ความคิดสร้างสรรค์ (Creative) มีอยู่สองระดับ ระดับแรกเป็นระดับที่นำ Creative thinking ไปสู่การปฎิบัติ เรียกว่า นวัตกรรม (Innovation) เช่น ความเข้าใจในเรื่องคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า ประกอบกับความต้องการสื่อสารของมนุษย์ ความเข้าใจเหล่านี้เป็นพื้นฐาน นำไปสู่การค้นคิดโทรศัทพ์เคลื่อนที่ เป็นความคิดสร้างสรรค์ที่นำไปสู่นวัตกรรมใหม่ๆ 

 

หรือตัวอย่างอื่นๆ เช่น การประดิษฐ์อากาศยาน ยารักษาโรค ล้วนแล้วเกิดจากความคิดสร้างสรรค์ของมนุษย์ นวัตกรรมใหม่ๆ เหล่านี้ได้ยกระดับความเป็นอยู่ของมนุษย์ จากสภาพขัดสนทางธรรมชาติ ช่วยให้ระบบเศรษฐกิจมีการเจริญเติบโตหรือมีช่วง Growth ใน business cycle ยาวขึ้น เห็นได้ว่า ความคิดสร้างสรรค์เป็นการ นำความรู้ที่มีอยู่ มาจัดองค์ประกอบใหม่ เป็นนวัตกรรมเพื่อตอบสนองความต้องการของสังคม เศรษฐกิจ ที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ต่างกับวิทยาศาสตร์ที่มุ่งเน้นค้นคว้าหาความรู้ใหม่ๆ ความคิดสร้างสรรค์ จึงต้องประกอบด้วยความเข้าใจในเรื่องต่างๆ เช่น วิทยาศาตร์ ศิลปศาสตร์  สังคมศาตร์ เศรษฐศาสตร์ด้วย อาจกล่าวได้ว่า ความคิดสร้างสรรค์ จำเป็นต้องมีฐานความรู้เสมอ

 

ส่วนความคิดสร้างสรรค์อีกระดับหนึ่ง เรียกว่า คีฟเอทิฟเชิงนามธรรม (intangible) เช่น การสร้าง ตราสินค้า (Brand building) เป็นการทำให้ผู้คนเกิดจิตนากรรมร่วมกัน เช่น ความต้องการสินค้า ที่ไร้ประโยชน์ การขายเหล้า ที่อยากเร่งให้มีการดื่มเยอะๆ ตามเป้าหมายของการตลาด แทนที่คนดื่มจะรู้สึกว่าตนเองเป็นคนที่กำลังผิดศีล แต่การตลาดกลับทำให้ดูว่า ผู้ที่ดื่มเหล้ากลายเป็นผู้เสียสละเพื่อสังคมได้ เป็นต้น แม้ตัวอย่างนี้จะดูไม่สร้างสรรค์แต่ทำให้เห็นถึงอิทธิพลของการตลาด และมูลค่าของมันได้ชัดเจน  ตัวแบรด์สินค้านี้แม้จับต้องไม่ได้ แต่กลับมีมูลค่าในทางการเงิน (Finance) มาก จนมีคนเคยกล่าวไว้ว่า ถ้า สมมุติว่า มีคนระเบิดโรงงานของเราพร้อมกันทั่วโลกไม่สามารถผลิตสินค้าได้เลย แต่เราสามารถฟื้นธุรกิจนี้ได้ ด้วย แบรค์ คนกล่าวนี้ ก็คือ เจ้าของ Coke นั้นเอง  

 

 

ไม่ว่าความคิดสร้างสรรค์จะเป็นสิ่งที่จับต้องได้หรือไม่ ทุกสิ่งที่ไม่เคยมีมาในอดีตล้วนแล้วเกิดจากความคิดสร้างสรรค์ทั้งสิ้น  ดังนั้นปัญหาของภาครัฐบ้านเราก็คือ การให้ความสำคัญของ นวัตกรรมยังน้อยไป การสนับสนุนให้ความคิดสร้างสรรค์นำไปสู่การปฎิบัติ ควรต้องเอาใจใส่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง National Creative idea

 

ในภาคเอกชนที่สามารถจัดสรรทรัยพากรของตนได้เองเสรี การเปลี่ยนความคิดสร้างเป็น นวัตกรรมจึงทำได้รวดเร็วกว่า หรือแม้กระทั่ง การสร้างตราสินค้าก็ทำได้ดีกว่าสำหรับภาครัฐ

 

ในกรณีของความคิดสร้างสรรค์ ถ้าไม่นำไปสู่การปฏิบัติความคิดนั้น ก็ ไม่เกิดให้เกิดประโยชน์ใดๆ

ภาครัฐ  สนับสนุนได้ด้วยการสร้าง Public policy ขึ้นมารองรับเพื่อไม่ให้ Idea นั้นสูญปล่าว    

 

ตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมที่สุดก็คือ การคิคค้นพันธ์ข้าวของ สวทช. พันธุ์ข้าว ปิ่นเกษตร หนึ่ง ให้ผลผลิตต่อไร่มากกว่า พันธุ์ข้าวของ ซีพี และ ปิ่นเกษตร สอง  แก้โรคเบาหวานได้อีกด้วย  แม้พันธ์ข้าวของ CP ให้ผลผลิตต่อไร่มาก แต่ต้องอาศัยเครื่องมือการผลิตที่ออกแบบมาเฉพาะ ซึ่งผูกขาดการจำหน่ายโดย ซีพี แถมต้องซื้อเมล็ดพันธ์อยู่เรื่อยๆ ที่สำคัญก็คือข้อเสนอในการปรับเปลี่ยนกระบวนการผลิตข้าวทั้งหมด (ตั้งแต่การเพาะต้นเกล้าในโรงงาน ขายต้นเกล้า จัดรูปที่ดินให้เข้ากับเครื่องจักรเพื่อลดต้นทุน) โดยเจ้าสัว ซีพี และทำท่าจะได้รับการตอบรับใน ระดับของPublic Policy

 

โดยเจ้าสัว เสนอผลประโยชน์ว่า สามารถเพิ่มผลผลิตได้ (ทำสาม Corp ได้ทุกๆที่) ประสิทธิภาพการผลิตที่สุงขึ้นจะส่งผลดี ต่อผู้คนในระบบเศรษฐกิจ บรรเทาข้อกังวลปัญหา ค่าครองชีพสุง เพราะรายได้จากการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตที่สุงทำให้สามารถสร้างรายได้เพิ่มขึ้นไปด้วย ข้อเสนอนี้รัฐบาล ได้ขานรับโดยมี  นาย สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี (รองนายกที่กำกับดูแลกระทรวงการคลังในเวลานั้น) และ เลขาสภาพัฒน์ เข้าร่วมสัมนาอย่างกระตืนรื้อล้น สะท้อนภาพได้อย่างดีว่า ภาครัฐ รับฟังข้อเสนอ หรือ Creative Thinking จากเอกชน  และได้พลักดันรัฐบาล ให้ขับเคลื่อนความคิดของตนในระดับนโยบายสาธารณะ  รัฐบาลที่ดูเหมือนจะเป็นตัวแทนจากประชาชนดูเหมือนจะกลายเป็นเครื่องมือของทุนเอกชน แต่ในขณะเดียวกัน ผู้ที่คิดค้นพันธุข้าว ปิ่นเกษตร1 และ 2 ซึ่งมีความเชียวชาญไม่น้อยหรือมากกว่านักวิทยาศาสตร์ของซีพี กลับไม่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาล ในระดับนโยบายสาธารณะ โดยข้อดีของข้าวทั้งสองพันธ์นี้ ยังเป็นแบบ Distributable หมายถึงนำเมล็ด กลับมาปลูกใหม่ได้อีก ชาวนาไม่จำเป็นต้นซื้อพันธ์ข้าวใหม่  ลดต้นทุนการผลิตและสร้างหลักประกันทางผลผลิตให้กับชาวนาได้เป็นอย่างดี

 

ตัวอย่างที่กล่าวมานี้ตอกย้ำให้เห็น ว่า รัฐบาล ไม่ให้ความสนใจที่จะขับดัน National Creative Idea หรือ สนใจน้อยกว่า Creative Idea ของเอกชน

 

ข้อสันนิฐานที่ว่า ประเทศไทยขาดคีฟเอทีฟจริงหรือไม่ ได้รับคำชี้แจ้ง ว่า ทั้งในภาคเอกชนและภาครัฐ  ต่างก็มี คิฟเอทิฟไอเดีย ขึ้นอยู่กับว่า ใครจะสามารถผลักดันให้ความคิดนั้นๆ นำไปสู่การปฏิบัติ และส่วนใหญ่ก็มักจะเป็นภาคเอกชน สิ่งที่เป็นปัญหาจึงเป็น รัฐบาลควร จะทำยังไรกับ National Creative idea โดยผ่าน Public policy  

 

(การที่ภาครัฐ สนับสนุนให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ อาจจะส่งสัญญาณที่ดี แต่ กระบวนการผลักดัน จำเป็นต้องพิจารณาอย่างรอบครอบ ไม่ใช่เป็นเพียงการเข้ามาจัดระเบียบ แล้วบอกว่าเป็นครั้งแรกในประเทศไทย ที่ รัฐบาลให้ความสนใจกับ ความคิดสร้างสรรค์ โดยหวังว่าจะขยับไปทั้งองคาพยพ เป็นแค่เพียงความพยายามที่จะทำซ้ำ ความสำเร็จในอดีต ที่สามารถขยับ การทำสบู่ แชมพูไปทั่วประเทศไทยได้ MI)

 

ข้อสงสัยที่ตามมาก็คือ ถ้ามองจากระบบเศรษฐกิจโดยรวมแล้ว มันเป็นระบบเศรษฐกิจของไทยไม่ว่าจะแยกภาครัฐและภาคเอกชน เพราะถ้าเอกชน สามารถนำความคิดไปปฎิบัติ แล้วได้รับผลดี ระบบเศรษฐกิจดีขึ้น รัฐบาลก็ควรสนับสนุนอยู่แล้ว ไม่เห็นจะต้องกังวลว่าใครจะเป็นผู้สามารถนำคิดไปปฎิบัติได้  ถ้าช่วยให้เอกชนรอด ทุกคนก็จะรอดเพราะระบบการแบ่งงานกันทำจะทำให้เกิดการกระจายผลประโยชน์ แบ่งส่วนลงมา (เรื่องนี้เคยบอกในที่ประชุมของทีนี้ แต่กลับมองว่าการกระจายเป็นธรราชาติของตลาด และมีอีกคนพูดว่า ทำไมจะช่วยเอกชนไม่ได้ เขาจ่ายภาษีมากกว่า  ก็เชื่อกันแบบนี้ ทิศทางการทำงานถึงได้ออกมาในทิศทางสนับสนุนนายทุนมากกว่า สนใจจะสร้างความสามารถในการคิด แก่ผู้ด้อยโอกาส)   

 

เรื่องแบบนี้ ผู้รู้ทางเศรษฐกิจไทย บอกว่า ถ้าพูดถึงประชาชน ก็ต้องถามว่า ประชาชนกลุ่มไหน คนส่วนใหญ่หรือคนส่วนน้อย  ก็เลยตัวอย่างให้เห็นกันชัดๆ ไหนไหน ก็มีอำนาจรัฐ แล้ว อย่าให้เสียเปล่า  

 

เป็นเรื่องการ ส่งเสริมให้ปลูกปาลม์น้ำมันของรัฐบาล  ใครๆก็รู้ว่าพลังงานเป็นเรื่องจำเป็น การปลูกพืช ที่ให้พลังงาน ย่อมส่งผลดีต่อผู้ปลูกหรือเกษตรกร ภาพที่เห็นคือ ดูดีทั้งเศรษฐกิจดีทั้งชาวสวน  แต่ในสายตาของนักเศรษฐศาสตร์ การส่งเสริมเช่นนี้ ถูกเรียกว่า “Secure Supply ให้กับอุตสาหกรรม สูตรการพัฒนาของรัฐบาลมักชอบส่งเสริมการลงทุน ดึงดูดให้เอกชนทั้งในและต่างประเทศ นำเงินมาลงทุน เพื่อสร้างการผลิตใหม่ๆ  และเรื่องนี้ก็เช่นกัน อยากให้เกิดการลงทุนสร้างโรงงานเพื่อแปรรูปเปลี่ยนปาลม์น้ำมันให้เป็น พลังงาน ผู้ที่ลงทุนก็ต้องถามรัฐบาลว่า แล้วผลตอบแทนคืออะไร จะมีวัตถุดิบ เพียงพอต้องการผลิตหรือไม่ เรื่องหนึ่งที่อยากให้รัฐบาลรับประกันก็คือ  ต้องมีวัตถุดิบเพียงพอ เพื่อให้การลงทุนเกิดขึ้น รัฐบาลจึงหันไปบอกให้เกษตรกร ปลูกปาลม์น้ำมัน ปลูกกันเยอะๆ แต่การส่งเสริมของรัฐบาลนี้กลับช่วยเหลืออุตสหกรรมมากกว่า เกษตรกร เพราะ ยิ่งปลูกกันมากเท่าไร โรงงานก็จะมีอำนาจต่อรองเพิ่มขึ้น Supply ที่มีมากทำให้ โรงงานสามารถกำหนดราคา รับซื้อได้ ไม่ว่ารัฐจะกำหนดราคากลางอย่างไร ถ้าโรงงานจะรับซื้อในราคานี้ เกษตรกรก็จำเป็นต้องขาย สินค้าเกษตรก็เป็นเช่นนี้ ขายราคาถูกดีกว่า ปล่อยให้เน่า พื้นที่ภาคใต้ ปลูกอะไรก็ได้ มีฝนเกือบทุกฤดู มีประมง มีท่องเที่ยว เกษตรกรไม่มีความจำเป็นต้องปลูกปาลม์น้ำมันกันเยอะๆเลย ถ้ารัฐบาลไม่ส่งเสริม  นอกจากนี้ กระบวนการแปรรูปเพื่อสกัดน้ำมัน ออกจากปาลม์น้ำมันต้องใช้ เทคโนโลยีระดับโรงงานเท่านั้น เกษตรกรไม่สามารถทำได้เอง โรงงานไม่เคยพยายามจะซื้อในราคาที่สุงเลย  ในปัจจุบัน เพื่อเพิ่มอำนาจต่อรองของเกษตรกรผู้ปลูกปาล์มน้ำมัน การศึกษาอาชีวะกำลังประดิษฐิ เครื่องอบและหีบ ปาลม์ น้ำมัน ราคาประหยัด เพื่อให้เกษตกรมีทางเลือก  

 

รัฐบาลควรส่งเสริมให้ปลูกมะพร้าว มะพร้าวมีประโยชน์หลายอย่าง และครัวเรือนสามารถแปรรูปได้ ซึงผลประโยชน์จะตกอยู่ที่ครัวเรือนโดยตรง แต่รัฐบาลกลับไม่ส่งเสริม  

 

ภาพของการส่งเสริมให้ปลูกปาลม์น้ำมัน เพื่อช่วยเกษตรกร ในความเป็นจริงกลับเป็นการช่วยเหลือ นายทุน

ตัวอย่างนี้เห็นได้ว่า ขนาดนโยบายที่ช่วยเกษตรกรตรงๆ ยังเป็นแบบนี้ แล้วถ้าอุ้มอุตสาหกรรมกันตรงๆ แล้วจะมีหลักประกันอะไรที่จะบอกว่า ผลจะจากช่วยเหลือผู้ประกอบการ จะตกถึงประชาชนผู้ไร้โอกาศ  ดังนั้น คำตอบของข้อสงสัยที่ว่า เศรษฐกิจไทยจะดีขึ้นไม่ว่าจะสนับสนุน Creative idea ในภาคเอกชน หรือ รัฐ โดยภาพรวมเศรษฐกิจดีขึ้นจริงๆ แต่ผลประโยชน์จะ ตกอยู่กับใคร ถ้าดำเนินนโยบายแล้ว ผลประโยชน์ส่วนใหญ่ตกอยู่กับคนกลุ่มน้อยก็ไม่ควรทำ (ที่หลังถ้าจะเที่ยวไปบอกใครว่า การทำแบบนี้มันดี มันช่วยให้เศรษฐกิจดีขึ้น ก็บอกแถมไปอีกหน่อยนะ ว่า ช่วยเศรษฐกิจของใคร MI)         

 

สรุป

 ข้อแรก Creative ไม่ใช้ปัญหาสำหรับเศรษฐกิจประเทศไทย แต่จะ Creative เพื่อใครแล้วใครกลุ่มไหนได้ประโยชน์ ต่างหากที่เป็นปัญหา

ข้อสอง ระดับการนำCreative ไปสู่การปฎิบัติ ก็ไม่จำเป็นต้องช่วยเอกชน เพราะภาคเอกชน สามารถนำความคิดไปสู่การปฎิบัติได้ ในขณะที่รัฐบาลไม่มีนโยบายสนับสนุน National Creative idea เพื่อประโยชน์ของคนส่วนใหญ่

ข้อสาม การสนับสนุนให้ผู้ประกอบการมีความคิดสร้างสรรค์ ผ่าน Creative Thailand ในขนาดที่ ประชาชนผู้ไร้โอกาศยังขาดหลักประกันที่จะได้รับผลประโยชน์จากการพัฒนาตามแนวคิดนี้ เป็นเรื่องที่ต้องทบทวน  

 

ต้องขอขอบคุณนักเศรษฐศาสตร์ท่านนี้มาก ที่ช่วยสร้างความมั่นใจต่อผู้เขียน ส่วนผู้เขียนได้ทำตามหน้าที่เท่าที่โอกาสจะเอื้อให้ เสนอความคิดทีต้องการจะปรับให้บริการของศูนย์เรียนรู้แห่งนี้ มุ่งเน้นไปยังกลุ่มคนที่ขาดปัจจัยการผลิตขาดโอกาสในการเข้าถึงแหล่งความรู้ที่ดีแล้ว แต่ไม่ได้รับความเห็นชอบ และได้รับการตอบโต้กลับอย่างรุนแรง เรียกว่า ที่นี้เป็นของข้า ข้าจะทำแบบนี้ ใครจะทำไม อยากช่วยคนไร้โอกาส ก็ควรไปทำงานกับ NGO ว่ากันไปใหญ่เลย  

 

ผู้อ่านคงเห็นภาพ Creative Economy ในนิยามของผมมากขึ้น หวังว่าน่าจะเป็นประโยชน์บ้าง

 

สวัสดี ครับ

Ref:  http://www.cusa.sc.chula.ac.th/news/newsDetail.php?news_id=141&news_type=16&PHPSESSID=49688e6230bf13973695c7f1ed0b8174

 

“MI = My Idea”

เผยแพร่ใน:  on มกราคม 6, 2009 at 12:19 pm ให้ความเห็น

Commodification of the beauty

ความต้องการเป็นจุดเริ่มต้นระบบเศรษฐกิจ

เพลโต กำหนด ความต้องการเป็นสองแบบ คือ ความต้องการตาม ธรรมชาติ ได้แก่ อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ยารักษาโรค ที่อยู่อาศัย ส่วนความต้องการที่ ไม่เป็นธรรมชาติ เช่น การสะสมทุน การมีอำนาจเหนือผู้อื่น เพื่อใช้ควบคุมทรัพยากรและกำหนดค่านิยม ทิศทางของสังคม เป็นต้น

ระบบการผลิตของโลกถูกพัฒนาจนมีประสิทธิภาพในการตอบสนองความต้องการตามธรรมชาติได้อย่างเพียงพอ ทุกคนน่าจะสามารถเข้าถึงและใช้ทรัพยากรได้อย่างไม่ต่างกันมากนัก ความเลื่อมล่ำที่เกิดขึ้นจึงไม่ได้เป็นเพราะขาดประสิทธิภาพในการจัดการทรัพยากร แต่เกิดจากการมีแล้วยังมีมากขึ้นไปอีกของผู้ที่มีอำนาจในการจัดสรรทรัพยากร  ผู้มีอำนาจในการจัดสรรทรัพยากรและกำหนดทิศทางการพัฒนา ที่ไม่เห็นแก่ตัวจนมากเกินไป ความต้องการตามธรรมชาติของประชาชน ก็จะได้รับการตอบสนองทุกคน เช่น ในประเทศอาหรับ ที่นำรายได้จากการค้าน้ำมัน มาเฉลี่ยให้กับทุกคน แม้จะไม่เท่ากันแต่ความต้องการทางธรรมชาติก็ได้รับการตอบสนองอย่างทั่วถึง (มีความเชื่อทางศาสนาเป็นตัวกำหนด) ส่วนในประเทศที่ ผู้นำเห็นแก่ตัว ประชาชนส่วนใหญ่ก็จะอดอยาก ยากจน ขาดประสิทธิภาพในการผลิต ผลผลิตที่เป็นความต้องการตามธรรมชาติจึงมีไม่เพียงพอ ส่งผลให้ระบบเศรษฐกิจและสังคม มีความบอบบาง พร้อมที่จะแตกสลายนำไปสู่ความรุนแรงอยู่เสมอ ที่น่าแปลกก็คือ ประเทศไทยที่อยู่ในเขตสวงสวรรค์ของโลก เพาะปลูกได้ตลอดทั้งปี กลับพบว่า หลายคนในประเทศไม่มีความสามารถในการเข้าถึงอาหารที่มีสุขลักษณะที่ดี ต้องบริโภค หมูฉีดยา ผักมีพิษ ปลาพยาธิ แต่อาหารจากประเทศไทยกลับมีชื่อเสียงมากในต่างประเทศ เรียกได้ว่า ส่งออกของดี บริโภคของห่วย

 

ระบบทุนนิยม เป็นระบบการบูชาทุนไม่มีทุนแล้วร่างกายจะเกิดสั่น คล้ายกับ อัลกอฮอริซึม การสะสมทุนอันมีเงินตราเป็นหน่วยนับ ทำให้การสะสมเป็นไปได้อย่างไร้ขีดจำกัด แนวคิดของผู้คนให้มุ่งเน้นการสะสมทุน มักจะพยายามเปลี่ยนสิ่งที่ไม่เคยเป็นสินค้าให้กลายเป็นสินค้า เช่น การค้าทาส การขายหญิงสาวให้กับฮาเร็ม การค้าอาวุธในสงครามคูเสด เรื่องราวเหล่านี้ย้อนกลับไปได้ถึงสมัยที่ เวนิชควบคุมการค้าโลก การที่บูชาทุน มากกว่าสิทธิความเป็นมนุษย์ มากกว่าจริยธรรม เห็นความเสียหายของผู้อื่นเป็นสินค้า นำความวุ่นวายมาสู่สังคมมนุษย์ ถ้าควบคุมไม่ได้ก็จะนำไปสู่สงครามครั้งใหญ่ๆ เสมอ

 

อย่างไรก็ตามระบบทุนนิยมเป็นระบบที่มีประสิทธิภาพในการผลิตมาที่สุด การละทิ้งระบบนี้ อาจทำให้สังคมขาดการพัฒนาความรู้และเทคโนโลยี ทีช่วยให้มนุษย์รอดพ้นจาก ภัยธรรมชาติ เพื่อให้ระบบทุนนิยม เป็นกลไกในการสร้างสรรค์ เทคโนโลยีในด้านต่างๆ ระบบการเมืองจึงต้องพัฒนา สถาบันใหม่ๆขึ้นมาเพื่อควบคุม การเปลี่ยนทุกอย่างให้เป็นสินค้า เช่น การป้องกันการค้ามนุษย์ โดย สร้างจิตสำนึกในเรื่อง สิทธิความเป็นมนุษย์ขึ้นมา แม้ผลจะ ไม่สามารถหยุดการค้ามนุษย์ไปหมด แต่ทำให้ความร่ำรวยจากการกดขี่ผู้อื่นไม่เป็นที่ยอมรับในระดับ รัฐ (เหมือนในสมัยเวนิช) ที่ชวนให้คิดก็คือ เรื่องราวการเอารัดเอาเปรียบ ยังสามารถพบเห็นได้ในปัจจุบัน ความรู้สึกที่ สัมผัสได้ กับความละโมกที่ พยายามกดให้ผู้อื่นต้องทำตามและเชื่อฟัง ยังอยู่ เพียงเพื่อให้คนเหล่านั้นเป็นฐานอำนาจทางการเมืองและเศรษฐกิจ ยังไม่ได้เปลี่ยนแปลง ไปจากในอดีตซะเท่าไร เห็นได้จาก หนังAV ยี่ปุ่น ยิ่งเด็กลงทุกวัน กดขี่มันเข้าไป สนองความอยากความต้องการชั้นต่ำ ซ้ำร้าย รู้มาว่า ตัวผู้หญิงเองก็เต็มใจจะเป็นแค่สิ่งค้าเสียด้วย ทุกวันนี้โลกการค้าพลังทางเศรษฐกิจได้ครอบงำมาจนเข้าไปในใจแล้ว  เคยได้ยินคำว่าต้องขายตัวเองให้ได้ไหม  เป็นคำที่มันชักชวนให้รู้สึกว่า เป็นความ เก่ง เท่ห์ ถ้าขายตัวเองได้ พอใครไม่ยอมเซล ตัวเอง ก็โดนด่าว่า attitude ไม่ดี โธ่เอ๋ย ก็แค่ได้เป็นสินค้า สินค้ามันจะคุยภาษามนุษย์ ได้ยังไง ก็ต้องสินค้า คุยกันเอง Attitudeถึงจะตรงกันไง เป็นมนุษย์ก่อนแล้วค่อยมาคุยกัน

 

การที่สังคมหนึ่งสะสมทุนได้ในระดับหนึ่ง ช่วยให้สามารถจัดการให้บางกลุ่มคนที่มีความรู้ความสามารถ ทุ่มเทใช้เวลาให้กับการคิดค้นความรู้และเทคโนโลยี ในการผลิต โดยไม่ต้องวิตกในเรื่องความต้องการพื้นฐานของร่างกาย ความรู้ใหม่ๆ ช่วยยกระดับสภาพสังคมให้รอดพ้นจากความขัดสนตามธรรมชาติ เรามีอาหาร น้ำ อย่างเหลือเฟื้อ จนกระทั่งประชากรในบางประเทศต้องพยายามลดน้ำหนัก (ความอ้วนที่ไม่ได้เกิดจากโรคหรือ กรรมพันธ์จึงถูกรังเกียจ) เราเดินทางได้ไกลขึ้น รวดเร็วขึ้น ค่าใช้จ่ายถูกลง จนสามารถทำงานห่างออกจาก ที่พักได้มาก หรือ ขยายความเป็นเมืองออกไปได้ไม่มีที่สิ้นสุด เทคโนโลยีที่ถูกคิดค้น ช่วยให้เรามีชีวิตนานขึ้น มีสุขภาพที่ดีขึ้น และดูเหมือนจะทำให้ สังคมมีความสุขขึ้น ในประเทศที่ ระบบทุนนิยม มีความก้าวหน้า จึงมีความระมัดระวังในการหลีกเลี่ยงการกดขี่ผู้อื่นเพื่อสะสมทุนโดยตรง การค้นคิดเทคโนโลยีจึงเป็นไปอย่างเข้มข้น นั้นเป็นเพราะ ไม่มีใครยอมให้กับอำนาจ ที่ต้องการถูกชักจุงและ ชี้นำได้ด้วยการบังคับและลงโทษอีกต่อไป เทคโนโลยีจึงเป็นปัจจัยสำคัญในการเพิ่มผลผลิตโดยนัยยะที่ซ่อนไว้ก็คือ หลีกเลี่ยงการใช้แรงงานโดยตรง มีการสนับสนุนให้แรงงาน เรียนรู้ที่จะใช้ และคิดค้นเทศโนโลยี ผ่านกระบวนการศึกษาที่มีต้นทุนสุง รัฐจึงต้องสนับสนุนการศึกษา เพราะจะปล่อยให้ผู้ที่มีอันจะกิน ใช้ทุนส่วนตัวสนับสนุนลูกตัวเอง คนจนและลูกคนจนคงจนไปจนกว่าพระอาทิตย์จะดับ  (ที่บอกว่าจากรัฐ เพราะคิดว่ารัฐสามารถบังคับให้ คนจนตระหนักถึงการให้การศึกษาแก่ลูก ที่จะกลายเป็นแรงงานพัฒนาประเทศสามารถใช้ความรู้เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกบังคับโดยตรงได้)

 

สำหรับประเทศทีระบบทุนนิยมล้าหลัง และไม่มีความรู้เพียงพอจะสร้างเทคโนโลยีเป็นของตนเอง (ในประเทศล้าหลัง การซื้อเทคโนโลยีมักจะต้นทุนต่ำกว่าการสร้างเอง) กระบวนการเปลี่ยนให้ทุกอย่างเป็นสินค้า ยังดำเนินต่อไป เช่น มีการใช้แรงงานเด็กในโรงงาน และ แรงงานผู้หญิงในไร่ จากนั้น ก็มีสถาบันขึ้นมาเพื่อปกป้อง ไม่ให้มีการสะสมทุนในลักษณะเช่นนี้ อีกหนทางหนึ่ง ในการสะสมทุน คือมีการเปลี่ยนวัฒนธรรมให้เป็นสินค้า ในยุดเริ่มต้น มีการซื้อขายกันตรงๆ อยู่ในรูปแบบการค้าของเก่า จนไปถึงขโมย ทับหลัง พระพุทธรูป กันเลย ต่อมาพัฒนาควบรวมไปกับการท่องเที่ยว ทำให้มีการรักษา วัตถุโบราณพร้อมไปกับการสะสมทุน และการท่องเทียว ก็เป็นเครื่องมือกระจายความมั่งคั่งได้อย่างดี

 

แต่การมีวัฒนธรรมเก่าแก่ และภูมิศาสตร์ที่ดี วิธีการในการสะสมทุน จึงมีความพยายามน้อยที่จะพัฒนาให้มีเทคโนโลยีเป็นของตัวเอง แต่กลับมีความพยายามที่จะเปลี่ยน อะไรก็ตามที่คิดว่าขายได้ให้เป็นสินค้าเสียเลย สิ่งที่น่าตะหนกมันอยู่ที่ว่ามีบางคนเข้าใจว่า ถ้าเปลี่ยนให้เป็นสินค้าไม่ได้ จะทำให้ระบบเศรษฐกิจของประเทศอับจน แล้วขยายความเข้าใจเช่นนี้ต่อสาธารณะให้เข้าใจแบบนี้ด้วย เรียกว่า หลอกตัวเองยังไม่พอยังเที่ยวไปหลอกคนอื่นอีก ก็มีคนยอมให้หลอก แต่ก็มีบางที่ไม่ยอมถูกหลอก ดันคิดไปว่า ความเห็นแตกต่างนำไปสู่ข้อสรุปที่เหมาะสม สติปัญญาที่เพิ่มขึ้น ก็เพิ่งรู้ว่ามันใช้ไม่ได้กับองคกรที่ใช้อำนาจเป็นหลัก สงสารคนอื่นต้องยอมเชื่อเช่นนั้น เพียงเพราะว่า ไม่รู้จัก คิด ในแบบที่เขาไม่ได้สอนมายังไง

 

ที่ต้องเกริ่นมายาวก็เพราะ อยากให้เห็นว่า ความต้องการที่จะสะสมความมั่งคั่งผ่านหน่วยนับไร้ขีดจำกัด ทำให้มีการเปลี่ยนสิ่งต่างๆให้เป็นสินค้าได้เกิดขึ้นมาตลอด โดยที่บางประเทศก็พัฒนาตลาดใหม่ ผ่านการพัฒนาTechnology แต่บางประเทศก็สะสมทุนผ่านการเปลี่ยนทุกอย่างให้เป็นสินค้า เป็นอย่างนี้เรื่อยไปตราบเท่าที่ ความต้องการ ยังคงอยู่ ความต้องการไม่ใช่เรื่องผิด แต่ที่เป็นความถามก็คือ ความต้องการทีนำไปสู่ความเศร้า ความทุกข์ เช่น ความต้องการที่จะฝืนธรรมชาติ เป็นเรื่องที่ให้ผลดีกับใคร ต่างหาก

 

TCDC อาศัยความต้องการ คงความสวยงาม ของมนุษย์ ผู้เต็มไปด้วยกิเลส ความปราถณาที่จะสวยและรักษาความสวยนั้นไว้ ความเข้าใจและความสามารถในการตอบสนองความต้องการดังกล่าว สร้างตลาดใหม่ขึ้นมา สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้ โดยTCDC จัด นิทรรศการ ภายใต้ชื่อ ว่า อจีรัง คือโอกาศ (โอกาศทางธุรกิจ) โดยส่วนตัวแล้วนิทรรศการนี้ ดูขัดใจบ้าง เริ่มจาก การจัด โต๊ะอาหาร (ข้ามเรื่องอวกาศในโลงศพฝรั่งไปเพราะไม่เห็นประโยชน์ต้องเอามาใส่ไว้เลย นอกจาก ทำให้งงๆ แค่รู้สึกว่า ถ้าทุกคนรู้ว่าตัวเองเป็นเพียงแค่จุดเล็กๆในโลกสีน้ำเงินที่โดดเดียวในจักรวาลจริงๆ ก็คงต้องรักกันมากกว่านี้ ) ที่อาหารบนโต๊ะเน่าลงไปเรื่อยๆ (ก๊าซมีเทนจากกระบวนการเน่าเกาะอยู่ที่กระจกจนมองไม่เห็นแล้ว) เหมือนเป็นการบอกว่า ความมั่งคั่งไม่แน่นอน รีบกินกันก่อนที่ทุกสิ่งมีการเปลี่ยนแปลง เสื่อมลง

 

กระจกที่กั้นกลิ่นเน่าของอาหารกับผู้ชม มีข้อความอธิบายว่า มีวิธีเก็บอาหารให้ยาวขึ้นได้ อย่างไรบ้าง เช่น ทำให้แห้ง ใช้เกลือ เป็นต้น ช่วงนี้ผมตีความว่า มันเป็นความจำเป็นสำหรับชีวิต ที่จะต้องจัดเก็บอาหารที่เกี่ยวเก็บเกี่ยวได้ ในช่วงฤดูที่ รุ่งโรจน์ ให้ยังคงมีอาหารเพียงพอสำหรับการผ่านฤดู หนาวอันโหดร้าย การเก็บอาหารจึงไม่ใช้โอกาศทางธุรกิจแต่อย่างใด เป็นความจำเป็นของชีวิต ในช่วงเวลาที่ Technology การเก็บรักษายังไม่ถูกพัฒนา คือถ้า เราผลิตได้ เรื่อยๆ ตลอดเวลา เช่นในประเทศที่ ภูมิอากาศเหมาะกับการเพาะปลูกอยู่ตลอดเวลา จึงไม่ค่อยพบ วิธีการเก็บแปรรูปเพื่อรักษาอาหาร ถึงตอนนี้ แปลว่า ผู้คนที่อยู่ในอุดมสมบรูณ์ เป็นพวกที่ไม่มีความคิดในการเก็บรักษาอาหารอย่างนั้นเหรอ อย่างไรก็ตาม การนำกล้องจิ๋วถ่ายไว้ ตลอดเวลา ดูจะไม่เป็นประโยชน์อะไร ถ้าจะให้ดี น่าจะนำภาพที่ ถ่ายไว้ตั้งแต่วันแรก มา replay เร่งให้เห็นกระบวนการย่อยสลายจะน่าสนใจไม่น้อย

 

ต่อมาเป็นเรื่องการ ทำมัมมี่ ดูเหมือนจะมีทิศทางเดียวกับหัวเรื่องนิทรรศการ ความต้องการเป็นอมตะ สร้างโอกาศได้ จะดูขัดใจตรงที่จุดประสงค์ของความต้องการรักษาความเป็นอมตะนั้นเอง เป็นเพราะไม่ใช้เป็นจุดประสงค์ทางเศรษฐกิจ แต่เป็นทางการเมือง กรณีของมัมมี่ คล้ายกับที่จิ้นซี ฮองเต้ ที่พยายามค้นหา ยาที่จะทำให้ตัวเอง เป็นอมตะ จนในที่สุดการเชิญพระศพกลับเมืองหลวงโดยขุนนางต้องกลบกลิ่นเน่าเหม็นด้วยกลิ่นปลาเน่า ซึ่งก็ดูไม่ค่อยเกี่ยวกันกับโอกาสทางธุรกิจซะเท่าไร หรือตั้งใจจะแสดงให้เห็นว่า ความต้องการชนิดนี้ เกิดขึ้นมาแล้วในประวัติศาสตร์ แต่ทำไมไม่ยอมบอกว่าเมื่อความเชื่อที่ยึดโยงอำนาจทางการเมืองหมดไป การทำมันมี่ก็จบลง กรณีศึกษาของจิ้นซี ยังทำให้ เจงกิงข่าน จึงไม่มีความพยายายที่จะเป็นอมตะด้วยซ้ำ เพราะเข้าใจดีว่าเป็นไปไม่ได้ การไม่กล่าวถึงจุดประสงค์ทีต่างกันเป็นเพราะกลัวว่าจะไปกระตุกต่อมคิดที่ว่า ถ้าไม่มีความพยายาม(ความต้องการ)จะสวยจะทำให้ระบบเศรษฐกิจหมดโอกาสในการตอบสนอง กระตุกการบริโภคที่ฝืนธรรมชาติ อย่างนั้นหรือป่าว

 

การจัดแสดงเครื่องมือผ่าตัด ตอบคำถามได้ดี แม้มีบทหนึ่งในหนังสือ เศรษฐศาสตร์เบื้องต้น เขียนโดย Menkiw ที่นักเรียนบริหารทุกสถาบันใช้อยู่ กล่าวว่า การที่บุคคลคนหนึ่งดูดีกว่าคนอื่น จะเพิ่มโอกาสการหาเงินได้มากกว่าก็ตาม แต่การทำศักยกรรมตกแต่ง ก็ไม่ได้เริ่มต้นจากความต้องการที่จะรั้งความสวยงามเอาไว้ มันเริ่มต้นจาก ความต้องการรักษา ผู้ป่วยจากอุบัติเหตุร้ายแรง แต่ถ้าดูนิทรรศการแบบไม่คิดอะไร อาจทำให้เข้าใจไปว่า การพัฒนาศักยกรรมเกิดขึ้นเพราะความต้องการคงความสวยไว้ แม้ในความเป็นจริงจะปรากฏจำนวนเงินมหาศาล ถูกใช้เพื่อเสริมความงามก็ตาม นั้นก็เป็นเพราะว่า ใช้แรงจุงใจทางตลาดสร้างหมอศักยกรรมตกแต่ง เก่งๆ นั้นเอง อาจกล่าวได้ว่าความต้องการตกแต่งเพื่อความสวยงามมิได้มีอิทธิพลเพียงพอที่จะทำให้เกิดศาสตร์แขนงนี้เลย เพียงแต่ความต้องการสวยต่างหากได้เข้าไปบิดเบือน จุดประสงค์ของศัลยกรรมตกแต่ง และเป็นที่กล่าวขานก็เพราะมันได้เพิ่มระดับการสะสมทุนในระบบเศรษฐกิจ เท่านั้น ขอคิดต่อเล่นๆหน่อย ว่าศาสตร์บริการด้านศัลยกรรมตกแต่งก็เป็นของต่างประเทศ อุปกรณ์ที่ใช้ตกแต่งและ สารที่ใช้ในธุรกิจนี้ก็ไม่ได้ผลิตในประเทศ แล้วถ้าให้ศัลยกรรมตกแต่งเพิมความสวยงาม มีส่วนขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เงินทุนมันจะอยู่ภายในประเทศสร้างGDPซักเท่าไร อย่างลืมนะครับว่า ดีย่อมาจาก อะไร

 

ส่วนเรื่อง บ้านเมืองเก่าๆ หรือเทศการล่วงโรย โดยการรักษาให้บ้านเมืองสะอาดคงลักษณะเหมือนเดิม มีต้นทุนที่คุ้มค่ากับการท่องเที่ยว ดูจะออกเป็นแนวบิดให้เข้ากับ เรื่องราวที่ปลูกมาตั้งแต่ต้น ส่วนนี้ไม่เข้าใจ จริงๆ ขอข้าม

 

เรื่องธุรกิจการขนส่งความสด โดยกล่าวในทำนองที่ว่า เพื่อรักษาความสดของดอกไม้ ที่สร้างความมั่งคั่งให้ประเทศเนเธอแลน์ แล้วบอกว่า ประเทศเราควรใช้แนวคิด Comparative advantage ให้เป็นประโยชน์ คงต้องแนะนำให้ศึกษากรณี ของ Dutch Economy เป็นพิเศษหน่อย เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับการทุ่มเท ของรัฐบาลตามหลักการ Comparative advantaged อย่างเชื่อมั่นมาก และทำให้ระบบเศรษฐกิจของประเทศเกือบพังมาแล้วเมื่อ รสนิยมการบริโภคดอกไม้เปลี่ยนไป เรื่องนี้มีรายละเอียดอย่างไร ปล่อยให้คนขี้สงสัยถาม ผู้รู้ทางเศรษฐศาสตร์เอาเอง ใครก็ได้ รู้เกือบทุกคน เพราะเรื่อง Dutch economy มีชื่อเสียงมาก เป็นกรณีศึกษาหนึ่งที่โดดดังในเรื่องของ Comparative advantage เลยก็ว่าได้ และถ้าสงสัยต่อ อยากให้ศึกษาเรื่อง ลิขสิทธ์ของดอกไม้ ด้วย คำตอบที่ได้จะทำรู้สึกได้เลยว่าทางเลือกทางเศรษฐกิจไม่ใช่เรื่องง่ายในการตัดสินใจเลย ไม่ง่ายเหมือนที่ปรากฎในป้าย ถ้าเพียงแต่แค่แหย่ให้ผู้มาใหม่คิด คนเก่าๆตอบแทนให้เลยว่าเรื่องนี้ มีความคิดกันมานานมาก ไม่งั้นจะสรุปอยู่ที่การส่งออกแต่กล้วยไม้ทำไม

 

ที่เป็นเรื่องใหม่อยากอวดเพิ่มเข้าไปใน กรณี ตลาดขายดอกไม้ในยุโรปก็เพราะ มันเคยถูกใช้เป็นต้นแบบในการพัฒนา E-commerce หรือ B2C เมื่อปลายปี 2000 เป็นกรณีนี้ถูกนำเสนอในชั้นเรียน เป็นโจกย์ ให้นักเรียน MBA ลองนำเสนอกระบวนการจัด ซื้อและกำหนดราคา ของดอกไม้เสียใหม่โดยอาศัยเทคโนโลยีที่กำลังมาแรงในช่วงเวลานั้น นั้นก็คือ IT

 

การที่ต้องตัดดอกไม้มากองรวมไว้ที่ตลาด จากนั้น ผู้ขายก็ทำการแยกประเภทจัดขนาดจำแนกสี และให้ผู้ประมูลพิจารณามูลค่า จากสีและความสดของดอก โจกย์ก็คือทำอย่างไรจึงจะ ลดกระบวนการจัดส่งจากผู้ผลิตไปยังผู้บริโภคได้ โดยใช้ IT ในชั้นเรียนมีความคิดที่จะนำกล้องไปตั้งไว้ในทุ่งที่ปลูกดอกไม้ เลย จากนั้นก็พิจารณาสีขนาดและจำแนกผ่านกล้อง เลย และนำภาพของดอกไม้สถาที่ปลูก มาเสนอขายในตลาด โดยที่ผู้ซื้อที่เสนอราคา ดีที่สุดก็ได้ดอกไม้ไป เรื่องแบบนี้ลดกระบวนการที่จะต้องนำดอกไม้เข้ามาในตลาดได้อย่างมาก เพิ่มความสดใหม่ให้กับลูกค้า

 

แต่ในช่วงเวลานั้นสิ่งที่ขาดก็คือ การเทียบสี ผ่านระบบการสื่อสาร เพราะยังไม่มี โทรทัศน์ไหนในโลกให้สีได้ตรง ตามที่เห็น หรือแม้กระทั่งกระบวนการจัดส่งที่ต้อง สร้างเส้นทางใหม่ ตลอดเวลา ต้นทุนในการกำหนดเส้นทางขนส่งใหม่ทุกครั้งยังมีราคาสุงอยู่ แนวคิดให้การปรับปรุงกระบวนการทำงานทางธุรกิจก้าวล้ำเกินความสามารถทาง Technology แต่แนวคิดนี้ก็ถูกใช้กำหนดทิศทางพัฒนา ผลิตภัตฑ์ และบริการ เพื่อตอบสนองกระบวนการปรับปรุงคุณภาพของสินค้าอยู่เสมอ มีการพัฒนา ทีวี ที่มีสีสรรความคมชัดใกล้เคียงกับของจริงมากที่สุด กล้อง ดิจิตอน ที่มีความละเอียดมากขึ้น บริษัทที่เกี่ยวข้องกับการผลิต สินค้าTechnology ดังกล่าวเห็นถึงโอกาศและทิศทางในการพัฒนา หมายความว่า เมื่อไรก็ตามที่เห็น ทีวี ที่คมชัดขึ้น หรือ ธุรกิจขนส่งสินค้าที่ซับซ้อน ก็จะนึกถึงช่วงเวลาที่นำเสนอกระบวนการเหล่านี้ แม้เป็นเพียงความคิดในชั้นเรียนมันก็ล้ำมาก และพอคิดถึงเพื่อนๆที่แข่งขัน นำเสนอ ทำให้รู้สึกว่า มีความคิดดีดี อยู่เยอะไม่จำเป็นต้องกระตุก คนพวกนี้ด้วยต้นทุนที่มากมายขนาดนี้ แต่พอบอกให้เอาเรื่องพวกนี้ลงไปกระตุกกลุ่มคนที่ไร้โอกาศในการเข้าถึงแหล่งความรู้ละก็ ทำเป็น บอกว่ามันไม่ใช้ภาระกิจของเรา โธ่เอ๋ย นับวันยิ่งแสดงตัวตนที่แท้จริงขึ้นมาเรื่อยๆ อย่าลืมว่า ไม่มีใครสามารถหลอกทุกคนได้ทุกเวลา หรอก

 

การนำเสนอความไม่ยั่งยืนตามธรรมชาติของมนุษย์ เพื่อนำไปสู่ประโยชน์ทางธุรกิจ มองข้ามสัปเร่อเจ้าสำนักของการได้ประโยชน์จากความตาย ความแก่ความเสือม กลายเป็นสิ่งที่ไม่พึ่งปราถนา ความตายดูจะเป็นเรื่องไกลตัวในโลกที่เต็มไปด้วยความรู้ ด้านโรคภัยไข้เจ็บ ความรู้ที่ช่วยลดอุบัติเหตุในการเดินทาง ผู้คนรู้สึกแย่กับอายุที่เพิ่มขึ้น ความรู้สึกดีใจที่รอดพ้นจากภัยอันตรายรอบด้านมาได้จนครบปีได้หายไปจนหมด อำนาจของเศรษฐกิจได้เข้าครอบงำความคิดและเปลี่ยนทุกอย่างให้เป็นสินค้าไปเสียแล้ว (Commodification) เป็นไปตามที่ Kral Marx ได้กล่าวไว้เมื่อร้อยปีก่อน

 

 

ถ้าใจร้ายจะ อวยพรว่าหวานๆว่า ขอให้ร่ำรวยขึ้น มีอำนาจมากขึ้น

 

แต่ สำหรับทุกคนที่อ่านมาถึงตรงนี้ ขออวยพร ให้มีสติและปัญญาเพิ่มขึ้น เพราะมันทำให้เห็นกิเลสของตนและของผู้อื่น

 

สวัสดีปีใหม่ 2009 ครับ

 

 

 

 

 

 

เผยแพร่ใน:  on ธันวาคม 26, 2008 at 1:21 pm ความเห็น (1)

Ironman : the American way

 

การกระทำแต่ละบุคคล ล้วนเกิดจากความคิด ทัศนะคติ ที่ได้รับอิทธิพลมาจาก โครงสร้างเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง เช่น โครงสร้างเศรษฐกิจที่มุ่งใช้ประโยชน์จากความเห็นแก่ตัว อาศัยกลไกตลาดเสรี ทัศคติของผู้คนในสังคมนั้นจึงเน้นการหาผลประโยชน์ส่วนตัวเป็นหลัก และสังคมได้ให้คุณค่ากับการกระทำเช่นนี้  

กรรมสิทธ์ส่วนบุคคลไม่เพียงทำให้ความเห็นแก่ตัวก่อตัวเป็นมูลค่าในสังคม แต่ยังไดผลักดันให้เกิดการผลิต โดยมีการแข่งขันอย่างเสรีเป็นกลไกบังคับไม่ให้ความเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัวของผู้ใดผู้หนึ่งเกินเลยจนสร้างความเสียหายต่อสังคม กลไกการจุงใจและควบคุมที่เกิดขึ้นพร้อมกันนี้รู้จักกันมานานกว่าร้อยปีว่า กลไกตลาด และ สิ่งที่ควบคุมกันเองระหว่างการแสวงหาประโยชน์ผลประโยชน์ส่วนตนนี้รู้จักกันในนาม “มือที่มองไม่เห็น”  เมื่อสังคมที่ให้กำเนิดรัฐ ตัดสินใจ ใช้ประโยชน์จากความเห็นแก่ตัวเองนี้ จึงมีการสร้าง สถาบันเพื่อรับประกันว่ากรรมสิทธิ์ส่วนบุคคลจะถูกคุ้มครอง จากนั้น ความเห็นแต่ประโยชน์ส่วนตนจึงค่อยๆกลายมาเป็นความชอบธรรม เป็นค่านิยม ที่มีอิทธิพลต่อความคิดและทัศนะคติ  ของพลเมือง ในสังคม

เรื่อง IRONMAN แม้จะเป็นเพียงหนังการตูน แต่การกระทำของตัวเอกในเรื่องได้สะท้อน ทัศนะคติ แบบ อเมริกัน ประเทศที่เป็นผู้นำ ด้านระบบตลาดเสรี และความเห็นแก่ตัวได้ดี เช่น ชอบ McDonald, ชอบทำงานคนเดียว, ไม่เข้าใจพื้นฐานความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างประเทศ และ ไม่มีใคร เป็นศัตรูกับอเมริกัน ได้นอกจาก ตัวอเมริกัน เอง

 

การบริโภค แฮมเบอร์เกอร์  สะท้อนให้ความสำคัญต่อการบริโภค ว่ามีน้อยกว่าการทำงาน สังคมที่ เอ็นจอยกับ การกินอาหาร ที่ปรุงแต่ง รสชาติ  มีรูปแบบ ที่ซับซ้อน เช่น ในยุโรป หรือ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในเอเชีย ซึ่งถูกดูถูกว่ามักไม่ประสบความสำเร็จในการคิดค้นวิทยาการใหม่ๆ อเมริกันเป็นผู้นำด้าน Technology โดยเฉพาะการทหาร ตัวร้ายในเรื่องถึงกับพูดกับ ชาวอาหรับคนหนึ่งว่า เรามีสิ่งที่ โลกของแกไม่เคยมี นั้นคือ Technology” ดังนั้นคนอเมริกันที่ดี และประสบความสำเร็จ จึงมีค่านิยมทุ่มเทให้กับการทำงานเพื่อค้นหา Technology ใหม่ๆ มากกว่ามาเสียเวลากับการ enjoy eating 

 

Technology สามารถทำให้คน ทำงานได้โดยไม่ต้องพึ่งใคร ตัวเอกอาศัยผู้ช่วยเฉพาะอยู่ในบริเวณนอกสังคมอเมริกา พอกลับเข้ามาภายในสังคมก็สามารถใช้ technology ช่วยได้ ไม่จำเป็นต้องมีเพื่อน เพราะเพื่อนสามารถหักหลังได้ทุกเวลา ความสัมพันธ์ของคนเปลี่ยนไปตามผลประโยชน์ที่เปลี่ยนไป คนอเมริกันไว้ใจกัน เฉพาะตอนที่ มีผลประโยชน์ร่วมกัน นางเอก (Gwyneth Paltrow) แสดงน้ำใจ อยู่บ้างที่ไม่ทิ้งไป ตอนที่ตัวเอกเปลี่ยนอุดมการณ์ แต่ก็เป็นความสัมพัมธ์ Sexual อยู่ดี คือ ต้องมีแรงดึงดูดทางเพศ ไม่งั้น เรื่องน้ำใจเป็นเรื่องที่ดูจะไร้เหตุผล ในสายตาของ อเมริกัน 

 

 

เรื่อง ความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างประเทศ   ปัญหาความซับซ้อนของเรื่องนี้มีมากจนไม่มีสามารถอธิบายได้ประเด็นนี้ในรายละเอียด  จึงขออธิบายเพียงแค่กระตุกให้เกิดความสนใจ 

อยากให้ search คำว่า Mohammad Mosaddeq  อดีตนายกรัฐมนตรีอิหร่าน ที่ถูกโค่นล้ม จากการแทรกแซงจากกลุ่มผลประโยชน์ของสหรัฐอเมริกัน โดยมีหลานชายอดีตประธานธิบดีอเมริกัน  Kermit “Kim” Roosevelt, Jr เป็นเจ้าหน้าที่ระดับสุงใน CIA ภายใต้การปฎิบัติการที่รู้จักกันในรหัส Operation Ajax 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

เรียกได้กว่า การเข้าไปแทรกแซงกิจการภายในประเทศอื่นของ Iron man  อาจได้รับแรงจุงใจ มาจาก Operation Ajax (เป็นการแทรกแซงกิจการภายในประเทศอื่นของ สหรัฐ เป็นการปฎิบัติการที่เปิดเผยต่อสาธารณะ ครั้งสุดท้าย เพราะหลังจากนั้น ล้วนแล้วเป็นความลับ) แม้จะเป็นการล่วงละเมิดอำนาจอธิปไตยเหนือดินแดนอื่น แต่กลับถูกย่อยองเป็น HERO แบบฉบับอเมริกัน

 

 

การทำตัวเหมือนเป็น ตำรวจโลก คอยจัดการกับ ความไม่สงบ ของประเทศโน่นประเทศนี้ กับความภูมิใจtechnology ที่ประเทศตนเองเป็นเจ้าของ ทำให้ Iron Man ไร้เทียบทาน ศัตรูที่ดู มีเหตุผลที่สุดก็คือ ความละโมบของคนที่อยู่ในประเทศตนเอง ผู้ร้ายจึงเป็นเพื่อนร่วมงาน ด้วยเหตุผลที่ว่า บริษัทค้าอาวุธก็ต้องขายอาวุธ ต้องมีสงครามไม่อย่างนั้นหุ้นตก คนชาติอื่นเดือนร้อน แต่อเมริกันรวย 

 

หุ้นของบริษัทตก จึงมีความสำคัญมากกว่า สปิริตที่ต้องการรักษาความถูกต้องของIron man  ดังนั้นศัตรูของ American Hero ก็คือ คนอเมริกันเท่านั้น  

 นี้เป็นตัวอย่าง แบบบางๆ เบาๆ เพื่อกระตุกให้เกิดข้อสงสัย  ว่าอะไรมีอิทธิพลต่อความคิดและทัศนคติของIron man เราอาจคิดแบบนั้นโดยไม่รู้ตัว เหมือนปลาที่ไม่เคยรู้ว่าตัวเองเป็นปลา  การยกตัวอย่างให้เห็นถึง อิทธิพลของนโยบายของรัฐ ทั้งต่อรูปแบบเศรษฐกิจ และนโยบายการเมืองเระหว่างต่างประเทศ การสร้างสถาบันกรรมสิทธิ์ส่วนบุคคล นำมาซึงการสร้างความชอบธรรมให้กับความเห็นแก่ตัวได้ส่งผลต่อทัศนะคติของคนอเมริกันอย่างไร  และวิถีชีวิตแบบอเมริกันได้สะท้อนผ่านการวิถีและกระทำของ  ตัวเอกในเรื่อง ironman ได้

 

 

 

มีตัวอย่าง อิทธิพลของนโยบายรัฐต่อความรู้สึกนึกคิดของประชาชน อยุ่มากมาย การใช้ภาพยนต์สะท้อนมันออกมา เพื่อให้ตระหนักว่า นโยบายรัฐ มีอิทธิพลสุงมาก ถึงขนาดเข้าไปเกาะกุม  ความเข้าใจ ทัศนะคติของเรา อย่างไม่รู้ตัว

 

 

 

 

 

 Ref:

http://nerdwithswag.com

 

 

 

เผยแพร่ใน:  on พฤษภาคม 7, 2008 at 3:43 am ให้ความเห็น

TCDC & a Road to new economy

สวัสดีครับ สมาชิก TCDC

ปัจจัยการผลิต (Factors of production) ได้แก่ แรงงาน ทุน และที่ดิน ล้วนเป็นทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด ในขณะที่ความต้องการใช้งาน มีอยู่อย่างไม่จำกัด การขัดแย้งระหว่างทรัพยากรที่มีจำกัดและความต้องการที่มีไม่จำกัดนี้  นำไปสุ่การแย่งชิงทรัพยากร สังคมที่เน้นใช้ทรัพยากรเหล่านี้ สร้างความความมั่งคั่ง (Wealth) จึงมีความเสี่ยงที่จะเกิดความรุนแรงในสังคม

เพื่อหลีกเลี่ยงและลดปัญหาที่อาจจะมาจาก มูลเหตุพื้นฐานดังกล่าว จึงต้องหาทรัพยากร หรือ ปัจจัยใหม่ๆ ที่ใช้สำหรับการเติบโตทางเศรษฐกิจ  การเติบโตของ E-bay, Google เป็นหลักฐานที่ปรากฎชัดเจน ว่าสามารถเติบโตได้โดยปราสจาก ปัจจัยการผลิตเดิม ส่งผลให้ ที่ดิน ทุน และแรงงาน มีความหมายน้อยลง  การเกิดขึ้นของปัจจัยการผลิตใหม่นี้ ทำให้ Law of Diminishing returns  เริ่มมีข้อยกเว้น  ปีเตอร์ ดรักเกอร์ (Peter F. Drucker) เขียนไว้ในหนังสือ Innovation and Enterpreneurship เกี่ยวกับเรือง New Economy  ว่าปัจจัยการผลิต ที่สามารถสร้างความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจนี้ ได้ก็คือ Knowledge, Customer and Competence  และสิ่งเหล่านี้ ยิ่งใช้ ยิ่งมีเพิ่มขึ้น ยิ่งใช้ยิ่งมีความสามารถในการแข่งขันมากขึ้น

 เพื่อให้โครงสร้างเศรษฐกิจของไทยมีความพร้อม ในการเข้าสู่ New Economy สังคมต้องการค่านิยม ในการแลกเปลี่ยน ความคิดเห็นที่มาจากพื้นฐานความรู้ และความจริง ที่ได้จากประสบการณ์การทำงาน 

การเตรียมความพร้อมนี้ ยังเพิ่มโอกาศในทุกคนเข้าถึงความรู้อย่างเท่าเทียบ  มีศักดิ์ศรี  ความรู้นี้ มีไว้เพื่อใช้ในการต่อรองเพื่อความถูกต้อง ความเข้าใจถึงกระบวนการพัฒนาที่อาศัยปัจจัยการผลิตเดิมๆ ที่มีจำกัด ทำให้ต้องทอดทิ้งบางกลุ่มในสังคมให้ขาดโอกาศในการเข้าถึงความรู้  ปัจจัยการผลิตใหม่ใน New Economy นี้ สามารถแจกจ่ายให้กับทุกคนทุกกลุ่มได้อย่างทั่วถึง โดยเฉพาะความรู้ Knowledge ส่งผลให้ความตึงเครียดในสังคมอุตสหกรรมลดลง     

 การอยู่นอก เวบทางการของ TCDC ก็เพื่อให้มีอิสระจากของจำกัด ด้านภาพลักษณ์ ทางการเมืองที่ปนอยู่อย่างสุง ซึ่งอาจกลายเป็นอุปสรรคในการนำเสนอความคิดจากมุมที่เห็นต่างกัน แม้การเมืองเป็นผู้กำหนด TCDC และแนวทางการดำเนินงาน แต่การเข้าสุ่ New Economy จำเป็นต้องเปิดพื้นที่ให้ทุกส่วนของสังคมเข้ามามีส่วนร่วม เพราะผู้คนที่อยู่คนละขั้วทางการเมืองก็เป็นผู้คนที่ได้รับผลดีและผลกระทบ ต่อการเข้าสุ่ New Economy เหมือนกัน

หวังว่าสมาชิกของ TCDC  จะสามารถจัดตั้ง ชุมชนที่สามารถแลกเปลี่ยนความเห็น ความรู้ ที่ได้จากการสะสมประสบการณ์การทำงานในแต่ละภาคธุรกิจ  สร้างความสัมพันธ์เชิงกว้าง ก่อสร้างชุมชนนักคิดที่ไม่จำกัดอยู่เพียงในมหาวิทยลัย สถาบันการศึกษาทางการเท่านั้น  สร้างค่านิยม การใช้ความรู้ ความคิด และความงาม เกิดสังคมแห่งการเรียนรู้ อันเป็นพื้นฐานที่สำคัญ ที่ช่วยให้สังคมหลุดพ้นจากความเชื่อ ที่เกิดจากอิทธิผลต่างๆ ที่พยายามเข้าครอบงำ โดยหวังเพียงเพื่อผลเฉพาะหน้าเท่านั้น        

สวัสดี ครับ

TCDC

         

เผยแพร่ใน:  on ตุลาคม 1, 2007 at 4:47 am ให้ความเห็น