มีโอกาสนำเรื่อง Creative economy ไปขอความเห็นจากผู้เข้าใจระบบเศรษฐกิจไทยคนหนึ่ง ในมุมของท่าน เห็นว่า ความคิดสร้างสรรค์ (Creative) มีอยู่สองระดับ ระดับแรกเป็นระดับที่นำ Creative thinking ไปสู่การปฎิบัติ เรียกว่า นวัตกรรม (Innovation) เช่น ความเข้าใจในเรื่องคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า ประกอบกับความต้องการสื่อสารของมนุษย์ ความเข้าใจเหล่านี้เป็นพื้นฐาน นำไปสู่การค้นคิดโทรศัทพ์เคลื่อนที่ เป็นความคิดสร้างสรรค์ที่นำไปสู่นวัตกรรมใหม่ๆ
หรือตัวอย่างอื่นๆ เช่น การประดิษฐ์อากาศยาน ยารักษาโรค ล้วนแล้วเกิดจากความคิดสร้างสรรค์ของมนุษย์ นวัตกรรมใหม่ๆ เหล่านี้ได้ยกระดับความเป็นอยู่ของมนุษย์ จากสภาพขัดสนทางธรรมชาติ ช่วยให้ระบบเศรษฐกิจมีการเจริญเติบโตหรือมีช่วง Growth ใน business cycle ยาวขึ้น เห็นได้ว่า ความคิดสร้างสรรค์เป็นการ นำความรู้ที่มีอยู่ มาจัดองค์ประกอบใหม่ เป็นนวัตกรรมเพื่อตอบสนองความต้องการของสังคม เศรษฐกิจ ที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ต่างกับวิทยาศาสตร์ที่มุ่งเน้นค้นคว้าหาความรู้ใหม่ๆ ความคิดสร้างสรรค์ จึงต้องประกอบด้วยความเข้าใจในเรื่องต่างๆ เช่น วิทยาศาตร์ ศิลปศาสตร์ สังคมศาตร์ เศรษฐศาสตร์ด้วย อาจกล่าวได้ว่า ความคิดสร้างสรรค์ จำเป็นต้องมีฐานความรู้เสมอ
ส่วนความคิดสร้างสรรค์อีกระดับหนึ่ง เรียกว่า คีฟเอทิฟเชิงนามธรรม (intangible) เช่น การสร้าง ตราสินค้า (Brand building) เป็นการทำให้ผู้คนเกิดจิตนากรรมร่วมกัน เช่น ความต้องการสินค้า ที่ไร้ประโยชน์ การขายเหล้า ที่อยากเร่งให้มีการดื่มเยอะๆ ตามเป้าหมายของการตลาด แทนที่คนดื่มจะรู้สึกว่าตนเองเป็นคนที่กำลังผิดศีล แต่การตลาดกลับทำให้ดูว่า ผู้ที่ดื่มเหล้ากลายเป็นผู้เสียสละเพื่อสังคมได้ เป็นต้น แม้ตัวอย่างนี้จะดูไม่สร้างสรรค์แต่ทำให้เห็นถึงอิทธิพลของการตลาด และมูลค่าของมันได้ชัดเจน ตัวแบรด์สินค้านี้แม้จับต้องไม่ได้ แต่กลับมีมูลค่าในทางการเงิน (Finance) มาก จนมีคนเคยกล่าวไว้ว่า ถ้า สมมุติว่า มีคนระเบิดโรงงานของเราพร้อมกันทั่วโลกไม่สามารถผลิตสินค้าได้เลย แต่เราสามารถฟื้นธุรกิจนี้ได้ ด้วย แบรค์ คนกล่าวนี้ ก็คือ เจ้าของ Coke นั้นเอง
ไม่ว่าความคิดสร้างสรรค์จะเป็นสิ่งที่จับต้องได้หรือไม่ ทุกสิ่งที่ไม่เคยมีมาในอดีตล้วนแล้วเกิดจากความคิดสร้างสรรค์ทั้งสิ้น ดังนั้นปัญหาของภาครัฐบ้านเราก็คือ การให้ความสำคัญของ นวัตกรรมยังน้อยไป การสนับสนุนให้ความคิดสร้างสรรค์นำไปสู่การปฎิบัติ ควรต้องเอาใจใส่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง National Creative idea
ในภาคเอกชนที่สามารถจัดสรรทรัยพากรของตนได้เองเสรี การเปลี่ยนความคิดสร้างเป็น นวัตกรรมจึงทำได้รวดเร็วกว่า หรือแม้กระทั่ง การสร้างตราสินค้าก็ทำได้ดีกว่าสำหรับภาครัฐ
ในกรณีของความคิดสร้างสรรค์ ถ้าไม่นำไปสู่การปฏิบัติความคิดนั้น ก็ ไม่เกิดให้เกิดประโยชน์ใดๆ
ภาครัฐ สนับสนุนได้ด้วยการสร้าง Public policy ขึ้นมารองรับเพื่อไม่ให้ Idea นั้นสูญปล่าว
ตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมที่สุดก็คือ การคิคค้นพันธ์ข้าวของ สวทช. พันธุ์ข้าว ปิ่นเกษตร หนึ่ง ให้ผลผลิตต่อไร่มากกว่า พันธุ์ข้าวของ ซีพี และ ปิ่นเกษตร สอง แก้โรคเบาหวานได้อีกด้วย แม้พันธ์ข้าวของ CP ให้ผลผลิตต่อไร่มาก แต่ต้องอาศัยเครื่องมือการผลิตที่ออกแบบมาเฉพาะ ซึ่งผูกขาดการจำหน่ายโดย ซีพี แถมต้องซื้อเมล็ดพันธ์อยู่เรื่อยๆ ที่สำคัญก็คือข้อเสนอในการปรับเปลี่ยนกระบวนการผลิตข้าวทั้งหมด (ตั้งแต่การเพาะต้นเกล้าในโรงงาน ขายต้นเกล้า จัดรูปที่ดินให้เข้ากับเครื่องจักรเพื่อลดต้นทุน) โดยเจ้าสัว ซีพี และทำท่าจะได้รับการตอบรับใน ระดับของPublic Policy
โดยเจ้าสัว เสนอผลประโยชน์ว่า สามารถเพิ่มผลผลิตได้ (ทำสาม Corp ได้ทุกๆที่) ประสิทธิภาพการผลิตที่สุงขึ้นจะส่งผลดี ต่อผู้คนในระบบเศรษฐกิจ บรรเทาข้อกังวลปัญหา ค่าครองชีพสุง เพราะรายได้จากการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตที่สุงทำให้สามารถสร้างรายได้เพิ่มขึ้นไปด้วย ข้อเสนอนี้รัฐบาล ได้ขานรับโดยมี นาย สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี (รองนายกที่กำกับดูแลกระทรวงการคลังในเวลานั้น) และ เลขาสภาพัฒน์ เข้าร่วมสัมนาอย่างกระตืนรื้อล้น สะท้อนภาพได้อย่างดีว่า ภาครัฐ รับฟังข้อเสนอ หรือ Creative Thinking จากเอกชน และได้พลักดันรัฐบาล ให้ขับเคลื่อนความคิดของตนในระดับนโยบายสาธารณะ รัฐบาลที่ดูเหมือนจะเป็นตัวแทนจากประชาชนดูเหมือนจะกลายเป็นเครื่องมือของทุนเอกชน แต่ในขณะเดียวกัน ผู้ที่คิดค้นพันธุข้าว ปิ่นเกษตร1 และ 2 ซึ่งมีความเชียวชาญไม่น้อยหรือมากกว่านักวิทยาศาสตร์ของซีพี กลับไม่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาล ในระดับนโยบายสาธารณะ โดยข้อดีของข้าวทั้งสองพันธ์นี้ ยังเป็นแบบ Distributable หมายถึงนำเมล็ด กลับมาปลูกใหม่ได้อีก ชาวนาไม่จำเป็นต้นซื้อพันธ์ข้าวใหม่ ลดต้นทุนการผลิตและสร้างหลักประกันทางผลผลิตให้กับชาวนาได้เป็นอย่างดี
ตัวอย่างที่กล่าวมานี้ตอกย้ำให้เห็น ว่า รัฐบาล ไม่ให้ความสนใจที่จะขับดัน National Creative Idea หรือ สนใจน้อยกว่า Creative Idea ของเอกชน
ข้อสันนิฐานที่ว่า ประเทศไทยขาดคีฟเอทีฟจริงหรือไม่ ได้รับคำชี้แจ้ง ว่า ทั้งในภาคเอกชนและภาครัฐ ต่างก็มี คิฟเอทิฟไอเดีย ขึ้นอยู่กับว่า ใครจะสามารถผลักดันให้ความคิดนั้นๆ นำไปสู่การปฏิบัติ และส่วนใหญ่ก็มักจะเป็นภาคเอกชน สิ่งที่เป็นปัญหาจึงเป็น รัฐบาลควร จะทำยังไรกับ National Creative idea โดยผ่าน Public policy
(การที่ภาครัฐ สนับสนุนให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ อาจจะส่งสัญญาณที่ดี แต่ กระบวนการผลักดัน จำเป็นต้องพิจารณาอย่างรอบครอบ ไม่ใช่เป็นเพียงการเข้ามาจัดระเบียบ แล้วบอกว่าเป็นครั้งแรกในประเทศไทย ที่ รัฐบาลให้ความสนใจกับ ความคิดสร้างสรรค์ โดยหวังว่าจะขยับไปทั้งองคาพยพ เป็นแค่เพียงความพยายามที่จะทำซ้ำ ความสำเร็จในอดีต ที่สามารถขยับ การทำสบู่ แชมพูไปทั่วประเทศไทยได้ MI)
ข้อสงสัยที่ตามมาก็คือ ถ้ามองจากระบบเศรษฐกิจโดยรวมแล้ว มันเป็นระบบเศรษฐกิจของไทยไม่ว่าจะแยกภาครัฐและภาคเอกชน เพราะถ้าเอกชน สามารถนำความคิดไปปฎิบัติ แล้วได้รับผลดี ระบบเศรษฐกิจดีขึ้น รัฐบาลก็ควรสนับสนุนอยู่แล้ว ไม่เห็นจะต้องกังวลว่าใครจะเป็นผู้สามารถนำคิดไปปฎิบัติได้ ถ้าช่วยให้เอกชนรอด ทุกคนก็จะรอดเพราะระบบการแบ่งงานกันทำจะทำให้เกิดการกระจายผลประโยชน์ แบ่งส่วนลงมา (เรื่องนี้เคยบอกในที่ประชุมของทีนี้ แต่กลับมองว่าการกระจายเป็นธรราชาติของตลาด และมีอีกคนพูดว่า ทำไมจะช่วยเอกชนไม่ได้ เขาจ่ายภาษีมากกว่า ก็เชื่อกันแบบนี้ ทิศทางการทำงานถึงได้ออกมาในทิศทางสนับสนุนนายทุนมากกว่า สนใจจะสร้างความสามารถในการคิด แก่ผู้ด้อยโอกาส)
เรื่องแบบนี้ ผู้รู้ทางเศรษฐกิจไทย บอกว่า ถ้าพูดถึงประชาชน ก็ต้องถามว่า ประชาชนกลุ่มไหน คนส่วนใหญ่หรือคนส่วนน้อย ก็เลยตัวอย่างให้เห็นกันชัดๆ ไหนไหน ก็มีอำนาจรัฐ แล้ว อย่าให้เสียเปล่า
เป็นเรื่องการ ส่งเสริมให้ปลูกปาลม์น้ำมันของรัฐบาล ใครๆก็รู้ว่าพลังงานเป็นเรื่องจำเป็น การปลูกพืช ที่ให้พลังงาน ย่อมส่งผลดีต่อผู้ปลูกหรือเกษตรกร ภาพที่เห็นคือ ดูดีทั้งเศรษฐกิจดีทั้งชาวสวน แต่ในสายตาของนักเศรษฐศาสตร์ การส่งเสริมเช่นนี้ ถูกเรียกว่า “Secure Supply ให้กับอุตสาหกรรม” สูตรการพัฒนาของรัฐบาลมักชอบส่งเสริมการลงทุน ดึงดูดให้เอกชนทั้งในและต่างประเทศ นำเงินมาลงทุน เพื่อสร้างการผลิตใหม่ๆ และเรื่องนี้ก็เช่นกัน อยากให้เกิดการลงทุนสร้างโรงงานเพื่อแปรรูปเปลี่ยนปาลม์น้ำมันให้เป็น พลังงาน ผู้ที่ลงทุนก็ต้องถามรัฐบาลว่า แล้วผลตอบแทนคืออะไร จะมีวัตถุดิบ เพียงพอต้องการผลิตหรือไม่ เรื่องหนึ่งที่อยากให้รัฐบาลรับประกันก็คือ ต้องมีวัตถุดิบเพียงพอ เพื่อให้การลงทุนเกิดขึ้น รัฐบาลจึงหันไปบอกให้เกษตรกร ปลูกปาลม์น้ำมัน ปลูกกันเยอะๆ แต่การส่งเสริมของรัฐบาลนี้กลับช่วยเหลืออุตสหกรรมมากกว่า เกษตรกร เพราะ ยิ่งปลูกกันมากเท่าไร โรงงานก็จะมีอำนาจต่อรองเพิ่มขึ้น Supply ที่มีมากทำให้ โรงงานสามารถกำหนดราคา รับซื้อได้ ไม่ว่ารัฐจะกำหนดราคากลางอย่างไร ถ้าโรงงานจะรับซื้อในราคานี้ เกษตรกรก็จำเป็นต้องขาย สินค้าเกษตรก็เป็นเช่นนี้ ขายราคาถูกดีกว่า ปล่อยให้เน่า พื้นที่ภาคใต้ ปลูกอะไรก็ได้ มีฝนเกือบทุกฤดู มีประมง มีท่องเที่ยว เกษตรกรไม่มีความจำเป็นต้องปลูกปาลม์น้ำมันกันเยอะๆเลย ถ้ารัฐบาลไม่ส่งเสริม นอกจากนี้ กระบวนการแปรรูปเพื่อสกัดน้ำมัน ออกจากปาลม์น้ำมันต้องใช้ เทคโนโลยีระดับโรงงานเท่านั้น เกษตรกรไม่สามารถทำได้เอง โรงงานไม่เคยพยายามจะซื้อในราคาที่สุงเลย ในปัจจุบัน เพื่อเพิ่มอำนาจต่อรองของเกษตรกรผู้ปลูกปาล์มน้ำมัน การศึกษาอาชีวะกำลังประดิษฐิ เครื่องอบและหีบ ปาลม์ น้ำมัน ราคาประหยัด เพื่อให้เกษตกรมีทางเลือก
รัฐบาลควรส่งเสริมให้ปลูกมะพร้าว มะพร้าวมีประโยชน์หลายอย่าง และครัวเรือนสามารถแปรรูปได้ ซึงผลประโยชน์จะตกอยู่ที่ครัวเรือนโดยตรง แต่รัฐบาลกลับไม่ส่งเสริม
ภาพของการส่งเสริมให้ปลูกปาลม์น้ำมัน เพื่อช่วยเกษตรกร ในความเป็นจริงกลับเป็นการช่วยเหลือ นายทุน
ตัวอย่างนี้เห็นได้ว่า ขนาดนโยบายที่ช่วยเกษตรกรตรงๆ ยังเป็นแบบนี้ แล้วถ้าอุ้มอุตสาหกรรมกันตรงๆ แล้วจะมีหลักประกันอะไรที่จะบอกว่า ผลจะจากช่วยเหลือผู้ประกอบการ จะตกถึงประชาชนผู้ไร้โอกาศ ดังนั้น คำตอบของข้อสงสัยที่ว่า เศรษฐกิจไทยจะดีขึ้นไม่ว่าจะสนับสนุน Creative idea ในภาคเอกชน หรือ รัฐ โดยภาพรวมเศรษฐกิจดีขึ้นจริงๆ แต่ผลประโยชน์จะ ตกอยู่กับใคร ถ้าดำเนินนโยบายแล้ว ผลประโยชน์ส่วนใหญ่ตกอยู่กับคนกลุ่มน้อยก็ไม่ควรทำ (ที่หลังถ้าจะเที่ยวไปบอกใครว่า การทำแบบนี้มันดี มันช่วยให้เศรษฐกิจดีขึ้น ก็บอกแถมไปอีกหน่อยนะ ว่า ช่วยเศรษฐกิจของใคร MI)
สรุป
ข้อแรก Creative ไม่ใช้ปัญหาสำหรับเศรษฐกิจประเทศไทย แต่จะ Creative เพื่อใครแล้วใครกลุ่มไหนได้ประโยชน์ ต่างหากที่เป็นปัญหา
ข้อสอง ระดับการนำCreative ไปสู่การปฎิบัติ ก็ไม่จำเป็นต้องช่วยเอกชน เพราะภาคเอกชน สามารถนำความคิดไปสู่การปฎิบัติได้ ในขณะที่รัฐบาลไม่มีนโยบายสนับสนุน National Creative idea เพื่อประโยชน์ของคนส่วนใหญ่
ข้อสาม การสนับสนุนให้ผู้ประกอบการมีความคิดสร้างสรรค์ ผ่าน Creative Thailand ในขนาดที่ ประชาชนผู้ไร้โอกาศยังขาดหลักประกันที่จะได้รับผลประโยชน์จากการพัฒนาตามแนวคิดนี้ เป็นเรื่องที่ต้องทบทวน
ต้องขอขอบคุณนักเศรษฐศาสตร์ท่านนี้มาก ที่ช่วยสร้างความมั่นใจต่อผู้เขียน ส่วนผู้เขียนได้ทำตามหน้าที่เท่าที่โอกาสจะเอื้อให้ เสนอความคิดทีต้องการจะปรับให้บริการของศูนย์เรียนรู้แห่งนี้ มุ่งเน้นไปยังกลุ่มคนที่ขาดปัจจัยการผลิตขาดโอกาสในการเข้าถึงแหล่งความรู้ที่ดีแล้ว แต่ไม่ได้รับความเห็นชอบ และได้รับการตอบโต้กลับอย่างรุนแรง เรียกว่า ที่นี้เป็นของข้า ข้าจะทำแบบนี้ ใครจะทำไม อยากช่วยคนไร้โอกาส ก็ควรไปทำงานกับ NGO ว่ากันไปใหญ่เลย
ผู้อ่านคงเห็นภาพ Creative Economy ในนิยามของผมมากขึ้น หวังว่าน่าจะเป็นประโยชน์บ้าง
สวัสดี ครับ
Ref: http://www.cusa.sc.chula.ac.th/news/newsDetail.php?news_id=141&news_type=16&PHPSESSID=49688e6230bf13973695c7f1ed0b8174
“MI = My Idea”

งขออธิบายเพียงแค่กระตุกให้เกิดความสนใจ