ธุรกิจ : การตัดสินใจ: จริยธรรม ต่อ ลูกค้า

      การตัดสินใจเป็นคุณสมบัติของผู้บริหารองค์กร แม้รูปแบบการตัดสินจะเปลี่ยนตามลักษณะอาชีพและเป้าหมายขององค์กร เช่น นักการเมืองก็เพื่อฐานเสียง นักธุรกิจก็เพื่อกำไร ผู้ปกครองก็เพื่อความสงบสุขของผู้อยู่ใต้การปกครอง เป็นต้น  แต่ผลของการตัดสินใจเหล่านั้น อาจนำความหายนะหรือความสำเร็จ มาสู่องค์กร ดังนั้นผู้บริหารควร ต้องมีความรอบรู้  มีข้อมูล ยิ่งมีข้อมูลมาก การตัดสินใจยิ่งแม่นยำ และ ต้องมีจริยธรรม 

 

 ผู้บริหารเกือบทุกคน มักตัดสินใจบนฐานข้อมูล บางคนถึงกับใช้ข้อมูลเป็นเกาะกำบังการตัดสินใจของตนเอง เรียกว่าไม่มีข้อมูลก็ตัดสินใจไม่ได้เลย

 

แต่ความจริงในโลกธุรกิจที่การแข่งขันรุนแรง  ไม่ว่าระบบข้อมูลจะดีแค่ไหน ข้อมูลก็ยังมีความซับซ้อนไม่เคยตรงกับความต้องการ มักมาช้าไม่ทันเวลา มีราคาสุงเกินไป หรือ เหตุผลอื่นๆ ที่ทำให้ผู้บริหารขาดข้อมูลที่จำเป็นสำหรับตัดสินใจ สำหรับผู้บริหารบางคน หลีกเลี่ยงไปใช้วิธิอื่นปกป้องการตัดสินใจของตนแทน เช่น ประชุมหาฉันทามติ จากเพื่อนร่วมงาน เพื่อเลี่ยงความรับผิดชอบเพียงลำพัง

 

เรื่องการตัดสินใจบนข้อมูลที่ไม่ชัดเจนนี้ ผู้บริหารยุคใหม่ มีบททดสอบตั้งแต่ สมัยสอบ GMAT แล้ว การจำกัดเวลา บีบให้ผู้สอบต้องตัดสินใจว่าจะตอบหรือจะละเว้นคำตอบนั้น เพราะคะแนนที่ได้จากการเสี่ยงแล้วตอบถูก มีมูลค่ามากกว่าปล่อยคำตอบไว้เฉยๆ ในทางกลับกัน การตอบผิดทำให้คะแนนติดลบก็ส่งผลร้ายเช่นกันแต่ที่น่าสนใจก็คือการเสี่ยงตอบถ้าถูกเพียงครั้งเดียวก็ให้ผลตอบแทนมากกว่าเสี่ยงแล้วผิดมากGMATจึงเป็นเหมือนบทเรียนแรกสำหรับผู้บริหารในการตัดสินใจเป็นบททดสอบเบื้องต้นสำหรับโลกธุรกิจโลกแห่งการตัดสินใจที่ข้อมูลไม่(เคย)ชัดเจน

 

ยกตัวอย่าง ผ่านธุรกิจร้านอาหาร อาจให้ความกระจ่างได้ง่ายขึ้น เพราะความซับซ้อนไม่มากของธุรกิจนี้ ช่วยให้ง่ายต่อการ แสดงความสัมพันธ์ระหว่างกระบวนการตัดสินใจ และตีความข้อมูลที่ไม่ชัดเจน ได้เป็นอย่างดี เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับ ต้นทุนการประกอบการและข้อมูลด้านสุขภาพ

 

ธุรกิจร้านอาหาร แข่งขันกันที่ บรรยากาศ บริการ ความสะอาด และ รสชาติ  มีการออกแบบให้มีบรรยากาศที่ ชวนหิว ชวนอยากมาทานอาหารนอกบ้าน มีบริการที่ดี ดูสะอาด ซึ่งความสะอาดก็เป็นเรื่องลำบากที่จะนำเสนอ มักสะท้อนออกมากับบรรยากาศรวมๆ ซึ่งบรรยากาศของร้านอาหารก็เป็นพื้นที่ของนักออกแบบที่จะช่วยให้ดูสะอาดได้ แต่บ่อยครั้งก็ไม่ได้เป็นเช่นนั้น เช่น มีหนู อาศัยอยู่ในครัว  แมลงสาบเดินผ่าน ถ้วย จาน ช้อน ส้อม วัตถุดิบเช่น ปลาหิมะมีสารปรอทสุงกว่าระดับมาตรฐาน และอื่นๆ ในทำนองนี้อีกมาก หลายคนเลือกที่จะไม่รับรู้ แล้วใช้บรรยากาศเป็นตัวตัดสินความสะอาดเสมอ  

 

อย่างไรก็ตามข้อมูลสำหรับการบริหารจัดการเป็นเรื่องเกี่ยวกับ การซื้อ และการใช้วัตถุดิบในการดำเนินงาน เช่น หมู ปลา กุ้งไก่ ผัก ฯลฯ ระบบข้อมูลมีไว้เพื่อให้ทราบปริมาณที่เหมาะสมของวัตถุดิบในแต่ละวัน การบริหารข้อมูลดี ทำให้ไม่ต้อง เก็บวัตถุดิบไว้นาน ขนาดของตู้ที่ใช้เก็บวัตถุดิบมีความพอดีกับการปรุงจำหน่าย คงความสดอร่อย ข้อมูลเหล่านี้ถูกดูแลโดยพ่อครัว ส่วนที่กล่าวมานี้เป็นการเพิ่มอัตรากำไรโดยอาศัยการลดต้นทุน ส่วนการเพิ่มยอดขายเป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่การตลาด ข้อมูลที่ใช้จึงเกี่ยวข้องกับลูกค้าและพฤติกรรมของเขา  เช่น ทำอย่างไรที่จะเพิ่มจำนวนลูกค้า ส่วนมากก็ ให้ลูกค้าทำสมัครบัตรสมาชิก ทานมากได้ส่วนลด มีปุฟเฟต์ทานไม่จำกัด  ว่ากันไปตามแต่ จะคิดให้เข้ากับบรรยากาศของ ร้านและ เทศกาล    

 

สำหรับผู้บริโภคที่มีชื่อเสียงโด่งดังในด้านเอาแต่ใจและไม่เคยพอใจ  เริ่มวิตกกังวลกับปัญหาสุขภาพที่เกี่ยวกับการรับประทานสารปนเปื้อน มีข้อมูลชวนให้เชื่อว่าภาชนะที่ทำจากเมลามีนว่าอาจเป็นสาเหตุของอาการไม่พึงปราถาณานานาประการ และอยู่ในหัวทุกครั้งที่ต้องรัปประทานอาหารพร้อมกับภาชนะเมลามีน (ไม่เฉพาะภาชนะเมลามีน จานกระเบื้องเคลือบลวดลายก็มีสารปรอทปนอยู่เหมือนกัน)

 

ในปัจจุบันพบว่า ผู้ประกอบการร้านอาหารมัก ใช้ ภาชนะที่ทำจากวัสดุ เมลามีน (Melamine) เป็นวัสดุที่เบา ทำมาจากพลาสติกที่ย่อยสลายตามธรรมชาติไม่ได้ (แม้แต่บังคับให้ย่อยสลายยังยาก) มีลักษณะ แข็งแรง ราคาเหมาะกับคุณสมบัติ ทำความสะอาดง่าย และทนทาน นำมาทำ ถ้วย จาน ช้อน ส้อม นอกจากนั้นยังสามารถพิมพ์ ตราสินค้าของร้านลงไปบนวัสดุได้ง่าย แต่ข้อเสียก็คือ สารเมลามีนเป็นอันตรายต่อสุขภาพ เป็นสารตัวเดียวกัน สารที่ปนเปื้อนอยู่ใน นมสำหรับเด็กที่เป็นข่าวดัง จากจีนในเวลานี้

 

แม้ไม่มีผลวิจัยอย่างเป็นทางการถึงผลกระทบด้านสุขภาพของ ภาชนะใส่อาหารที่ทำจากเมลามีน แต่การนำสารที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพอย่างมากนี้ มาทำเป็นภาชนะสำหรับอาหาร เป็นเรื่องที่ประหลาดอยู่ไม่น้อย และยิ่งมีข้อยืนยันแล้วว่า เมลามีนเกรดบี เมื่อโดน น้ำมัน หรือ ความร้อน ก็จะละลายเข้าไปอยู่กับอาหารพร้อมรับประทาน แต่ก็ยังพบว่ามีการใช้อยู่ทั่วไป อาจเป็นเพราะว่าภาชนะเมลามีนเกรด เอ ยังไม่มีการพบปัญหาดังกล่าว ประกอบกับยังมีผู้ที่ไม่ทราบเรื่องนี้อยู่มาก หรือ พอทราบอยู่บ้างแต่ไม่วิตกกังวล เชื่อมั่นในเกรด เอ คนอื่นยังไม่เป็นไรเลย และไม่เห็นมีผลวิจัยอย่างชัดเจน หากทำตัวเรื่องมากอยู่คนเดียว เดี๋ยวสังคมพาลรังเกียจ   

 

 

ถ้าคุณทำการสำรวจความพึงพอใจของลูกค้าอยู่ตลอด และลูกค้าบางคนก็แจ้งเรื่องนี้ให้ทราบผ่านแบบสอบถาม หรือคุณก็ศึกษาเรื่องนี้มาบ้าง คุณจะละทิ้งภาชนะเมลามีนหรือไม่  จะทำยังไงกับข้อวิตกกังวลเช่นนี้  เพราะมันอยู่นอกเหนือแผนการดำเนินการหลัก ต้องกระทบต่ออัตราการทำกำไรแน่ๆ และจะวุ่นวายไปกันใหญ่ในกรณีที่ เครืองทำความสะอาดภาชนะของคุณออกแบบสำหรับภาชนะเมลามีนพวกนี้ไว้หมดแล้ว เรียกว่า กำหนดมาตราฐานภาชนะที่ใช้กันใหม่เลย (ตรงนี้ขอเกินจริงไว้ก่อน เพราะพยายามชี้ให้เห็นผลกระทบต่อผลประโยชน์ที่มาก)  

 

สถานการณ์คือ ข้อมูลเรื่องอันตรายจากการใช้ภาชนะใส่อาหารที่ทำจากเมลามีน เกรดเอ ยังปรากฏไม่ชัด ข้อมูลที่บอกว่า มีจำนวนลูกค้าที่วิตกกับรื่องนี้ก็มีไม่มาก หรือแม้กระทั่ง ข้อมูลที่บอกว่า มีคู่แข่งกำลังจะ โปรโมตเรื่องภาชนะที่ปราศจากเมลามีนก็ไม่ชัดเจน  คำถามคือ การตัดสินใจจะเป็นเช่นไร

 

คงมีคำตอบในใจกันแล้ว อย่างไรก็ตามไม่ว่าการตัดสินใจจะเป็นอย่างไร ก็ไม่น่าสนใจเท่ากับ กระบวนการตัดสินใจ บนข้อมูลที่ไม่ชัดเจน จุดนี้หละที่สะท้อนแนวคิดที่ขัดแย้งกันระหว่างผลประโยชน์ส่วนตนกับ ผลประโยชน์ของลูกค้า

 

กระบวนการนำไปสู่การตัดสินใจที่จะเปลี่ยนภาชนะจากเมลามีน ไม่ได้ขึ้นอยู่กับข้อมูลที่ไม่ชัดนี้เพียงด้านเดียว ต้องประกอบกับ ข้อมูลอื่นๆ ที่มีความชัดเจนรอบด้าน เช่น ยังมีลูกค้าเข้ามาอยู่เรือยๆ ไม่มีแนวโน้มจะลดลง  หรือ เพิ่งจะเปลี่ยนภาชนะเมลานินใหม่ เกรดเอ อย่างดี น่าจะรอให้เริ่มเก่าแล้วค่อยเปลี่ยน ช่วงเวลานี้สำหรับลูกค้าที่ตระหนักเกี่ยวกับสุขภาพอย่างมาก ซึ่งส่วนมากเป็นกลุ่มลูกค้าที่มีความรู้ สิ่งที่เขาตอบโต้ได้ก็เพียงแค่ค่อยๆหายไปจากร้านของคุณ เพราะตัวเขาเองก็ไม่อยากเสี่ยง ถึงแม้ไม่มีข้อมูลที่น่าเชื่อถือที่ระบุถึงอันตรายก็ตาม

 

แต่ถ้าคุณรู้ว่ามีคู่แข่งกำลังที่จ้องจะ ล้มภาพลักษณ์ (Brand) ของธุรกิจร้านอาหารคุณ โดยการนำเรื่องนี้ขึ้นมา โจมตี การตัดสินใจก็ดูมีเหตุผลทางการเงินเพิ่มขึ้น การมีภาพลักษณ์เรื่อง อาหารของร้านให้สุขภาพที่ดี เป็นห่วงลูกค้ายิ่งกว่าสิ่งใด ต้องไม่ถูกล้มลง เพียงเพราะข้อกังวลเช่นนี้ ชักออกอาการได้ไม่คุ้มเสีย

 

 

ที่น่าสนใจก็คือ การเปลี่ยนวัสดุไม่ได้เกิดจาก การเอาใจใส่ลูกค้า แต่เป็นเพราะ ความกังวลถึง คู่แข่ง ที่พยายาม เข้ามาช่วงชิงตลาด ถ้ามีบทความในทำนองที่ว่า ห่วงสุขภาพภาษาบิดาคุณเหรอไง ดันใช้ ภาชนะแมนลามีนใส่อาหารโดนขนาดนี้ก็คงต้องสะอึกสะดุด กันบ้าง

 

จากตัวอย่างนี้เห็นได้ว่า การตัดสินใจของผู้ประกอบการ เป็นไปตามผลประโยชน์ส่วนตนเสมอ แน่นอนว่าเรื่องแบบนี้คงสะกิดใจแผนก ลูกค้าสัมพันธ์  (Customer Relationship Management) บ้างเหมือนกัน เพราะ ผู้บริหารมักพูดต่อสาธารณะว่า ลูกค้าสำคัญที่สุด แต่กระบวนการตัดสินใจบนข้อมูลที่ไม่ชัดเจน กลับสะท้อนให้เห็นถึงการให้ความสำคัญต่อลูกค้าน้อยกว่าผลประโยชน์ด้านอื่นๆของกิจการ เรื่องนี้ก็ไม่แปลกอะไร ก็เป็นอย่างที่เราๆ ท่านๆ เข้าใจกันมานานแล้ว

 

 แต่ถ้าไม่ละเลยกรอบของ จริยธรรมที่ว่า เอาใจเขามาใส่ใจเรา หรือ กรรมใดใครก่อ  เชื่อว่าผู้ประกอบต้องเลิกใช้ภาชนะเมลามีนทั้งหมดทันที เพื่อลดความวิตกกังวลของลูกค้า และความรู้สึกผิดที่อยู่ในใจ  แม้ข้อมูลจะไม่ชัดเจน และกระทบอัตราการทำกำไร ก็ตาม

 

 กรณีของจริยธรรม ข้อมูลที่ส่งผลร้ายต่อลูกค้าไม่จำเป็นต้องชัดเจน ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีจะถูกใช้เป็นแนวทางในการตัดสินใจ แต่โชคชะตากำหนดให้เราต้องอยู่ในระบบธุรกิจที่มีความเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัวเป็นที่ตั้ง และให้ความชอบธรรมกับความเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตนตามธรรมชาติของมนุษย์  “เรื่องจริยธรรมไม่เคยเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญของกระบวนการตัดสินใจทางธุรกิจที่สอนอยู่ในระบบการศึกษาเลย” (หมายถึงมันคำนวนด้วยสูตรทางการเงิน (Financial) ไม่ได้) หรือ ถ้าสั่งสอนว่าการทำธุรกิจต้องมีจริยธรรมควบคู่ไปด้วย แล้วผู้เรียนเกิดล้มเหลวทางธุรกิจเนื่องจากเห็นแก่คนอื่นมากกว่าเห็นแก่ตัว หลักสูตรทางธุรกิจนี้ก็จะแย่ไปด้วยเนื่องจากนักธุรกิจดีดีผู้นี้จะชี้กลับมาว่า ก็เขาสอนผมให้มีจริยธรรมนิ อ้า.. วุ่นไปกันใหญ่ 

 

คำว่า ที่นี้เป็นองค์กรทางธุรกิจไม่ใช่มูลนิธิ จึงถูกใช้กันอย่างแพร่หลายเพื่อให้รับรู้ไปเลยว่า องค์กรนี้เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัวนะจ๊ะ แต่ถ้าภาคสังคมมีความเเข็งแรงด้านจริยธรรมมากๆ องค์กรธุรกิจก็จะอ่อนข้อลงบ้าง เห็นประโยชน์ของสังคมมากขึ้น เพราะไม่งั้นจะขายค้าในสังคมแบบนี้ไม่ได้ แต่ถ้าสังคมไร้จริยธรรมก็แปลว่า เรามาเห็นแก่ตัวกันเถอะใครฉลาดในเรื่องการหาผลประโยชน์ได้มากกว่าก็จะได้ไปหมดและถูกยกย่องซะด้วย แบบ เออ! มึงแน่ ลืมเรื่องจริยธรรมที่ไร้ค่าในการหากำไรไปเลย สนุกกันใหญ่ แล้วสังคมไทยเมื่อก่อนเป็นแบบไหนตอนนี้เป็นแบบไหน และกำลังจะพัฒนาไปเป็นแบบไหน ถามทิ้งไว้ให้คิดต่อ ส่วนผมมีคำตอบอยู่แล้ว        

 

เรื่อง เมลามีนในธุรกิจร้านอาหารนี้ เป็นตัวอย่างเล็กๆ ที่แสดงกระบวนการตัดสินใจในภาคธุรกิจได้พอสมควร ก็คือผู้บริหารที่ขาดความเจนจัดด้านธรรมชาติของข้อมูล ประกอบกับมีสำนึกต่อผู้อื่นน้อย  มักตัดสินใจไปในทิศทางที่รักษาผลประโยชน์ของตนก่อน ตราบจนกระทั่ง ตระหนักว่าการรักษาผลประโยชน์ของลูกค้าเท่ากับการปกป้องผลประโยชน์ของตน

 กระบวนการตัดสินใจเช่นนี้ ปรากฏให้เห็นเป็นปกติอยู่ทั่วไป จนแทบไม่มีประโยชน์ที่จะเขียนขึ้นมา

 

ในทางการเมืองก็เช่นกัน ถ้านักการเมืองยังไม่เห็นผลประโยชน์ของประชาชนเท่ากับผลประโยชน์ของตนเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักการเมืองที่มีพื้นฐานมาจากการทำธุรกิจ ย่อมต้องนำอุดมการณ์ทางธุรกิจเข้ามาเป็นกระบวนการตัดสินใจใช้ในทางการเมืองเช่นกัน อุดมการณ์ทางการเมืองอื่นๆที่ช่วยให้สังคมพัฒนาไปในทิศทางที่ให้ผลประโยชน์ต่อคนส่วนใหญ่ จึงถูกเข้าใจอย่างบิดเบือน จนบ่อยครั้งที่ เข้าใจไปว่า การเมืองเป็นเรื่องผลประโยชน์ใครผลประโยชน์มัน ทั้งๆที่อำนาจทางการเมือง มีไว้เพื่อ สร้างสรรค์สิ่งดีดี สู่สังคม

 

ในฐานะที่เป็นลูกค้า ประชาชน การเข้าใจกระบวนการตัดสินใจเช่นนี้ของภาคธุรกิจ และผู้ที่ทำการเมืองแบบธุรกิจ ย่อมทำให้เรารู้เท่าทัน ก่อให้เกิดการต่อรอง ส่งเสริมให้เกิดประโยชน์ทั้งลูกค้าและธุรกิจ   และการเมือง

 

ผม ตั้งใจสร้างความรู้ให้กับสมาชิก ส่งเสริมธุรกิจที่ สร้างสรรค์ ให้ประโยชน์ กับ ทุกชนชั้น ไม่ใช่ธุรกิจประเภท ZERO sum

 

 

 

 

                                                                                                                       

                                                                                                                        สวัสดี ครับ

เผยแพร่ใน:  on กันยายน 30, 2008 at 3:35 am ให้ความเห็น

Design of Parliament

    สิ่งที่สังเกตได้ อย่างหนึ่ง ระหว่างการแถลงนโยบายของรัฐบาล ก็คือ รูปแบบการอภิปายของสมาชิกผู้ทรงภูมิรู้แต่ละคน  ถ้าไม่ใช่ นักการเมืองที่ มีวาทะศิลปในการสื่อสาร ส่วนใหญ่ มักพูดจา เพื่อหาเสียงต่อผู้สนับสนุนตนเองในพื้นที่  ซึ่งก็ไม่รู้จะเอามาบอกใน รัฐสภาทำไม เพราะผู้ฟัง รับรู้กันอยู่แล้ว เช่น การตัดถนน เข้าไปรับ ผลผลิตการเกษตร สามารถลดต้นทุนของเกษตรกรได้ เป็นต้น  กล่าวโดยสุรปก็คือ มีเนื้อหาสาระที่สามารถย่อลงได้อยู่มาก และถ้าทุกคน มีความสามารถในการพูดจาตรงประเด็น ก็ไม่จำเป็นต้อง พูดจากันยาวนาน ขนาดไม่ได้พักผ่อนติดกัน เสียสุขภาพ  การใช้เวลาผ่านการพูดที่ห่างจากใจความสำคัญนี้ สะท้อนสภาพสังคม ผ่านงานออกแบบรัฐสภาได้พอสมควร     

ถ้าใครเคยผ่านการทำงานวิจัย  ผู้วิจัย ทุกคนต้องพบว่า ในช่วงแรกต้อง รวบรวมข้อมูลอย่างมาก จากนั้นค่อยคัดกรอง เอาเฉพาะข้อมูลที่เกี่ยงข้องมีความสัมพันธ์ กับหัวข้อการวิจัยเพื่อจัดเรียง นำเสนอ  ตอบคำถามหลักของ หัวข้อวิจัยนั้นๆ  (เป็นขั้นตอนที่ รู้จักกันว่า ร่อนทอง ออกจากเหมืองความรู้) การพบข้อมูลและคัดกรองนี้ ทำให้เกิดการสะสมความรู้อย่างมาก ซึ่งหมายความว่า สามารถนำมาเล่าได้เป็น ชั่วโมงๆ  ช่วงการสอบ defense จึงต้องอาศัยทัศษะอย่างหนึ่งก็คือ พูดตรงไปยังใจความหลัก อาจารย์ให้เวลาไม่มากถ้าเทียบกับเนิ้อหา ด้วยข้อจำกัดเช่นนี้ สิ่งที่ต้องคิด คือ ทำอย่างไรถึงจะพูดเนื้อหาสาระให้ครบถ้วนภายในเวลาจำกัด เป็นประสบการณ์ที่ทุกคนได้รับจากการทำงานวิจัย

 การประชุม รัฐสภาในปัจจุบัน เริ่มเห็นการบริหารจำกัดเวลากันแล้ว แต่สิ่งที่เราอยากเห็นมากกว่านี้ก็ คือ การนำเสนอข้อสรุปที่ได้ใจความ  ไม่กล่าวเรื่องที่ใหม่เพียงแค่สำหรับตัวเอง แต่ต้องสำหรับสมาชิกผู้แทนปวงชนทั้งหมด ต้องตระหนักไว้ว่า ผู้ฟังที่อยู่ใน สายงานรับผิดชอบ ย่อมรับทราบเนื้อหาเบื้องต้นอยู่บ้างแล้ว การปลูกพื้นเพื่อเข้าสู่ใจความหลักเป็นไปอย่างกระชับได้ไม่ยาก  เพื่อให้ผู้อภิปายใช้เวลากับใจความสำคัญให้มากที่สุด  เรื่องนี้อาจจะลำบากหน่อย เพราะไม่รู้ว่า เรื่องไหนใหม่สำหรับสมาชิก หรือใหม่เพียงแค่ตัวเอง  แต่แก้ได้ ถ้าเป็นผู้ที่มีความรอบรู้ สมกับเป็นตัวแทนปวงชน ใช้ข้อมูลในปัจจุบันแล้วสังเคราะห์ข้อมูลออกมาด้วยตัวเองถ้าไม่ลอกใครมา ย่อมเป็นเรื่องใหม่และมีคุณค่าต่อสมาชิกรัฐสภาเสมอ   

 

                 

 

การขาด ทัศษะสื่อสาร ของสมาชิกผู้แทนปวงชน ยังสามารถใช้เป็นดัชนีวัด มาตราฐานการศึกษาได้  กระบวนการคิดสะท้อนออกมาจากทัศษะในการพูด และกระบวนการคิดมาจากระบบการศึกษานั้นเอง  ถ้าผลที่ได้ระบบการศึกษาไทย ไม่สามารถทำให้คนมีกระบวนการคิดที่ดีได้  สังคมก็ยังต้องยอมรับ ผู้ที่สำเร็จการศึกษาจากระบบการศึกษาในประเทศที่เจริญแล้วอยู่อย่างนี้เรื่อยไป และสมาชิกผู้แทนปวงชนชาวไทยที่ มีอนาคตก็ต้องจบ การศึกษาจากต่างประเทศเท่านั้น   

 

 

 

 

สิ่งเหล่านี้สะท้อนมาเป็น ลักษณะการออกแบบของ รัฐสภา  อธิบายโดยการเปรียบเทียบกับ การออกแบบรัฐสภาอังกฤษ  จากรูปเห็นได้ว่ามีการออกแบบเป็นเก้าอี้ ยาว ไม่มีโต๊ะ การไม่มีโต๊ะ ทำให้ไม่มีใครสามารถ เข้ามาทำงานในนี้ได้ แปลว่า ทุกคนควรใช้เวลาใน สภาเพื่อรับฟังและคิดตาม การอภิปายของสมาชิกท่านอื่น มากกว่าการนั้งทบทวนเรื่องที่ตัวเองจะอภิปาย ผู้ที่ต้องการออกความเห็น ต้องเตรียมตัวมาอย่างดี มีเพียงบทคัดย่อในกระดาษสองสามแผ่นก็พอ  ส่วนเรื่องเก้าอี้ยาว การมีลักษณะติดกันต่อเนื่อง ชนิดใครลุกออกไปไหนไม่ได้เลย ระหว่างการอภิปาย เป็นการบังคับให้มีการเข้าออกพร้อมกันไม่ในตัว  นอกจากนั้นยังให้ ผู้ที่มีแนวคิดขัดแย้งกันต้อง พูดกันบ้างอย่างน้อยก็ขอเข้าไปนั้ง ทั้งยังแสดงให้เห็นความเป็นอังกฤษเหมือนกัน ผ่านรูปแบบที่ปราสจากการคั้นแบ่งที่นั้ง ทำให้สมาชิกรัฐสภาทุกคนตระหนักถึงการที่ต้องใช้ทรัพยากรของชาติร่วมกัน เป็นกลุ่มบุคคลที่ต้องนำและรักษา  เกีรยติภูมิของ อังกฤษ ให้มีความสามารถในแข่งขันกับประเทศยุโรปอื่นๆ ร่วมกัน

ต่างกับการออกแบบรัฐสภาไทย ซึ่งถ้า สมาชิกส่วนมากขาดทัศษะในกาสื่อสารตรงประเด็น รัฐสภาจึงถูกออกแบบให้สามารถเข้ามาทำงานภายในที่ประชุมได้  ผลก็คือไม่จำเป็นต้องฟังสมาชิกท่านอื่นอภิปาย แค่เข้ามานั้งทำงานและได้ชื่อว่าไม่ขาดประชุม เป็นอันใช้ได้แล้ว นอกจากนั้นยังออกแบบให้ เข้าออกที่ประชุม โดยสามารถหลีกเลี่ยงไม่ทักทายใคร ที่มีความคิดแตกต่างได้  ในความเห็นส่วนตัว การออกแบบเช่นนี้ สะท้อนความสัมพันธ์ของผู้คนในสังคมไทยได้อย่างชัดเจน    

 

เรื่องนี้เป็นตัวอย่างหนึ่ง ที่บอกว่า  งานออกแบบสะท้อนความคิด สภาพสังคม พฤติกรรม และความคิด สภาพสังคม พฤติกรรม ก็ถ่ายทอดผ่านงานออกแบบ ได้เป็นอย่างดี

 ฝากไว้ให้คิดกัน นะครับ

เผยแพร่ใน:  on มีนาคม 6, 2008 at 10:49 am ความเห็น (1)

Rate X only 4 TCDC members (adult only) ,, it may make your heart broken..

สวัสดีครับ สมาชิก TCDC  

สื่อสารมวลชน มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมของประชาชน และกำลังจะมีอิทธิพลมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้าผู้คนส่วนใหญ่ ยังขาดความรู้ ขาดหลักคิดและประสบการณ์ในการวิเคราะห์ข้อมูล

 

 

 เทคโนโลยี ในปัจจุบัน เปิดโอกาสให้สามารถรับข้อมูลได้มากและหลากหลายกว่าในอดีต  อย่างไรก็ตามถ้าขาดวิธีคิดหรือเครื่องมือในการกลั่นกรองวิเคราะห์ข้อมูล  สื่อสารมวลชนก็ยังสามารถ รักษาอิทธิพลเหนือช่องทางอื่นๆได้ โดยเฉพาะ การสร้างภาพโดยมีจุดประสงค์ต่างกันไป เช่น เพื่อสร้างความหน้าเชื่อถือให้กับสินค้า เป็นต้น  

 

 อิทธิพลในการสร้างความเชื่อ และค่านิยม  ผ่านสื่อสารมวลชน ได้ก้าวข้ามพื้นที่ทางเศรษฐกิจ (โฆษณาขายสินค้า) เข้าสู่การเมือง มีเป้าหมายเพื่อคะแนนเสียง เพิ่มความน่าเชื่อถือให้ฝ่ายตนเอง การครอบงำวิธีคิดทางการเมือง จึงเป็นเสมือนการบันทอน ความหลากหลายทางวัฒนธรรมประชาธิปไตย คำถามคือ ทำไมสื่อสารมวลชน จึงมีสามารถในการชักจุงได้ขนาดนั้น สมมุติฐานก็คือ คนส่วนใหญ่ยังขาดประสบการณ์ ใน ใช้ และ วิเคราะห์ ข้อมูล  หรือ อาจมีเหตุมาจากผลประโยชน์ ที่ตนมองเห็นจึง ใช้และวิเคราะห์ข้อมูลเฉพาะส่วนที่ตนเอง เข้าใจ

 TCDC น่าจะถูกจัดตั้งขึ้นมาเพื่อเป็นตัวกระตุกให้ ผู้ที่ผ่านระบบการศึกษาที่ถูกกล่าวหาว่าไม่สามารถทำให้คนคิดเป็น ได้ทบทวนวิธีคิดอีกครั้ง การอยู่ในตลาดแรงงานของกลุ่มคนเหล่านี้ให้ผลตอบแทนทางเศรษฐกิจรวดเร็วกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับผู้ที่ยังไม่ได้เข้าสู่ตลาดแรงงาน แต่ทิศทางการทำงานของผู้บริหาร ที่คุ้นเคยกับการทำงานภายใต้การคุมครองทางการเมืองได้นำทรัพยากรส่วนมากมุ่งเน้นกลับเข้าไปใช้ในระบบการศึกษา เกิดความซ้ำซ้อนกับภาระกิจปฎิรูปการศึกษาอย่างน่าเสียดาย 

 

 ขออนุญาติยกตัวอย่าง การใช้เครื่องมือหรือวิธีทางเศรษฐศาสตร์วิเคราะห์ปัญหา อาชญากรรม การค้าเฮโลอีน  แอฟตามีน เรื่องนี้เชื่อว่า สามารถกระตุกให้เกิดการคิดนอกกรอบได้บ้างสามารถพัฒนาวิธีการจัดการข้อมูล จากแหล่งที่หลากหลาย  ทั้งจากสื่อสารมวลชน และ ข้อมูล ผ่านช่องทางอื่นๆ นำมาประมวลเพื่อหาความเป็นจริง หรือ อย่างน้อยวิธีคิดดังต่อไปนี้  ถ้าสามารถทำให้ผู้อ่านไม่ถูกชวนให้เชื่อได้ง่ายเกินไป ถือว่าบรรลุเป้าหมายแล้ว

 

 

เศรษฐศาสตร์ เป็นสาขาวิชาหนึ่งที่มีความใกล้ชิดกับ ชีวิตความเป็นอยู่ของเรา แต่ผลงานของเศรษฐศาสตร์เป็ฯสิ่งที่จับต้องไม่ได้ ซึ่งต่างกับผลงานการออกแบบ เช่น ทางสถาปัตยกรรม รถยนต์ เครื่องบิน  เป็นต้น  แต่ผลงาน ของเศรษฐศาสตร์กลับมีอิทธิพล ต่อ วิถิชีวิตของเรา เช่น อยู่ในกระบวนการกำหนดราคาพลังงาน การกำหนดนโยบายการมีลูกสองคน หรือตัวอย่างง่ายๆ อยู่ในกระบวนการตัดสินเลือกต่างๆ การที่ผลงานของเศรษฐศาสตร์เป็นสิง่จับต้องไม่ได้  ความเข้าใจจึงไม่ง่าย ต้องอาศัยกระบวนการคิด นักเศรษฐศาสตร์ จึงมักถูกกล่าวหาว่าเป็นเพียงพวกที่เป็นแต่ คิด เท่านั้น ไม่เคยทำเลย พูดง่ายๆ ตามวิถีผู้เน้นใช้แรงงานจากร่างกาย ที่มักแดกดันว่า พวกนี้ ดีแต่พูด ไม่เห็นทำเลย  คำกล่าวหานี้แม้จะมีส่วนถูกอยู่บ้าง  ผมก็ยังยืนหยัดที่จะเน้นไปที่วิธีการคิดอยู่ดี เพราะถ้าคิดไม่ถูกสิ่งที่ทำจากความคิดนั้นก็ไม่ถูก เหมือนกัน

 

การนำ เครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์ เอาใช้เป็นตัวอย่างในการวิเคราะห์ ข้อมูลนี้ เป็นเรื่อง เกี่ยวกับเรื่องอาชญากรรม การค้ายาบ้า ที่เกิดขึ้นในสังคมไทย

 

ภาพการปรามปราบ ที่ปรากฎออกสื่อ ราวกับว่าเจ้าหน้าที่รัฐได้รับไฟเขียวให้ท้าชนกับอิทธิพลมืด ซึ่งไม่มีรัฐบาลไหน มีความมุ่งมั่นเอาจริงเอาจังกับ การปราบปรามผู้ค้ายาบ้า โดยนโยบายการปราบปรามนี้ เป็นข่าวอย่างต่อเนื่อง แต่ในความเป็นจริง เรื่องนี้ กลับเป็นเพียงแค่การ Entertain ผู้ชมที่สะใจกับการต่อต้านอาชญกรรมเท่านั้น ทำไมถึงเป็นเช่นนี้ อธิบายได้ และเป็นตัวอย่างการ Apply เศรษฐศาสตร์ ที่น่าสนใจอยู่ไม่น้อย วิธีคิดทางเศรษฐศาสตร์ ช่วยให้เราเห็นแก่นแท้ ว่าทำไม นโยบายการปราบปรามย้าบ้าของรัฐ จึงให้น้ำหนักกับการสร้างภาพผ่านสื่อสารมวลชน โดยหวังเพียงแค่ให้ประชาชนประทับใจ ต่อเรื่องราวความเกล้าหาญมากกว่าความต้องการจะปราบปรามการค้ายาเสพติดอย่างจริงจัง

 

ใครที่อยู่ร่วมสมัยเดียวกันกับผู้เขียน คงเคยได้ยินชื่อ ขุนส่า (จงาซีฟู) คนที่รัฐบาลอเมริกาต้องการตัวมากที่สุดคนหนึ่ง (สมัยนั้นยังไม่มี บินลาเดน ไม่มีการก่อการร้าย) การปลูกฝิ่นแล้วนำไปแปรรูปเป็นเฮโรอีน สร้างมูลค่าเพิ่มได้มหาศาล เมื่อนำไปขายในสหรัฐทำกำไรได้สุงมากมาก ขุนส่าต้องการเงินมาซื้ออาวุธเพื่อสู้กับรัฐบาลทหารพม่าแต่ ด้วยของจำกัดต่างๆ ประกอบการกดดัน อย่างรุนแรงของรัฐบาลทหารพม่า ความหวาดกลัวที่จะสุญเสีย ชาติพันธ์ วิถีชีวิตและวัฒนธรรม ทำให้ ขุนส่า มีทางเลือกน้อยมาก และการปลูกฝิ่น แปรรูปเป็นเฮโรอีน ให้ผลตอบแทนมากที่สุด และมันมาเกี่ยวกับ ประเทศไทยตรงที่ว่า ตลาดของยาเสพติดที่ใหญ่ที่ สุดอยู่ในสหรัฐอเมริกา ปัญหายาเสพติดส่งผลต่อสังคมอเมริการอย่างมาก เพื่อขจัดปัญหานี้จากรากหง้า รัฐบาลสหรัฐ จึงมองหาต้นตอของปัญหา นั้นก็คือแหล่งผลิตที่อยู่ในเขตคุ้มครองของขุนส่า นั้นเอง รัฐบาลสหรัฐกล่าวหารัฐบาลไทยว่า เรามีส่วนรู้เห็นในการช่วย ขุนส่า ผลิต แปรรูป เพื่อเพิ่มมูลค่า และส่งออกไปยังสหรัฐ ที่รัฐบาลสหรัฐ กล่าวหาเช่นนี้ เพราะ ดันดูจากผลผลิตโดยรวมที่แสดงการเติบโตของประเทศไทยเทียบกับศักยภาพในการผลิตที่มีอยู่ และพบว่ามีสัดส่วนที่ต่างกันมาก หมายความว่า เรามีความสามารถน้อยกว่า สิ่งที่เราผลิตได้ เลยถูกสรุปดื้อๆ ว่า ส่วนเกินการผลิตมาจากการค้ายาเสพติดนั้นเอง  ไม่เพียงแค่กล่าวหา ยังออกมาตราการกีดกันสินค้าไทยอีกด้วย คือถ้ารัฐบาลไทยไม่แก้ปัญหายาเสพติดนี้ ก็จะห้ามไม่ให้เอกชนไทย นำสินค้าเข้ามาขายในตลาดสหรัฐ  อ้าว เดือนร้อนกัน ละซิครับทีนี้  

 

 แล้วจะทำยังไงกันดี เรื่องนี้ต้องช่วยกันคิดครับ และต้องคิดให้เร็วด้วย การแก้ปัญหาที่ใช้เวลานานจะส่งผลเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจที่เน้นการส่งออกของไทย

งานแรกก็คือ หาข้อเท็จจริง เพื่อแย้ง ข้อกล่าวหาของสหรัฐ ว่าเราเป็นส่วนหนึ่งในกระบวนการค้าเฮโรอีนจริงหรือไม่  การเข้าไปมีหรือไม่มีส่วนนี้ จะสะท้อนให้เห็นในรูปผลประโยชน์เสมอ คือถ้าเราเป็นส่วนหนึ่งในกระบวนการผลิตและค้าเฮโรอีน ต้องมีผลประโยชน์ที่เกี่ยวข้องตกอยู่ภายในประเทศเป็นจำนวนมาก(ไม่จำเป็นต้องลงลึกถึงกับว่าอยู่ที่ใคร แค่รู้ว่าผลประโยชน์ตกอยู่ภายในประเทศก็เพียงพอแล้ว) แต่จะรู้ได้อย่างไร ในเมื่อการผลิต แปรรูป  ขนส่ง ยาเสพติด ล้วนแล้วไม่ต้องเสียภาษีทั้งสิ้น เพื่อให้ทราบถึงข้อเท็จจริงนี้ จึงต้องพิจาราณาไปที่ มูลค่า ของเศรษฐกิจนอกระบบนั้นเอง

 การทำวิจัยมูลค่าของเศรษฐกิจนอกระบบ โดยมุ่งเน้นเฉพาะผลประโยชน์ที่เกิดจากการค้าเฮโรอีนเพียงอย่างเดียว มีต้นทุนที่ สุงมาก ทางผู้ที่มีส่วนเกียวข้อง จึงได้ให้โอกาศนี้ สำรวจเพื่อหามูลค่าของ เศรษฐกิจนอกระบบทั้งหมด แล้วนำข้อมูลที่ได้ส่วนหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับเฮโรอีนมาใช้ เพื่อ แย้งกับ รัฐบาลสหรัฐ จากผลการสำรวจปรากฎว่า ธุรกิจที่ทำให้เศรษฐกิจนอกระบบมีมูลค่าสุงสุด สามลำดับแรก คือ การพนัน ยาเสพติด และ การค้าผู้หญิง ตามลำดับ 

ผลออกมาเท่านี้ก็สามารถให้ความจริงอย่างเพียงพอที่จะแย้งได้ว่า ธุรกิจการค้าเฮโรอีน ไม่ได้เป็นธุรกิจหลักในเศรษฐกิจนอกระบบ แต่เป็นการพนัน เท่ากับว่าเราปริมาณ เงินหมุนเวียนในเศรษฐกิจนอกระบบมีส่วนเกี่ยวข้องกับ ยาเสพติดเป็นแค่ลำดับที่สองเท่านั้น แต่เพื่อให้การต่อรองมีน้ำหนักมากขึ้น ผู้วิจัยเลยหาลงไปอีกว่า แล้วยาเสพติดชนิดไหน สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจนอกระบบมากที่สุด

 

ที่นี้การวิจัยก็มุ่งวิเคราะห์ที่กระบวนการค้า เฮโรอีน เพื่อดูมูลค่าทางเศรษฐกิจ (นอกระบบ) เริ่มต้นจาก พื้นที่ปลูกฝิ่นภายในเขตประเทศ  การแก้ปัญหา การปลูกฝิ่นโดยใช้กำลังในเข้าทำการปราบปรามเป็นวิธี ดิบๆ ที่สุด  การแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน ต้องดูที่ต้นเหตุของปัญหา ฝิ่นเป็นรายได้หลัก ถ้าไม่ให้ปลูก ก็ต้องมี รายได้ ทดแทน จึงได้มีโครงการช่วยเหลือชาวเขา ให้เปลี่ยนไปปลูกพืชเศรษฐกิจอื่นๆ รวมทั้งจัดหาตลาดให้   ผลจากโครงการหลวงได้ลดพื้นที่การปลูกฝิ่นภายในประเทศลงอย่างมาก ในเวลานั้นแม้ยังเหลือพื้นที่เพาะปลูกอยู่บ้างแต่ไม่ได้เพื่อการค้าขายจำนวนมาก เป็นเพียงแค่ปลูกไว้สำหรับใช้ทำยา ตามความจำเป็นของชาวเขาที่อยู่ในพื้นที่เท่านั้น เพราะในที่ทุระกันดาล การเข้าถึง ระบบสาธารสุข ของรัฐเป็นเรื่องลำบาก การมีฝิ่นเก็บไว้บ้าง ก็เพื่อบรรเทาอาการเจ็บปวดเฉพาะหน้า (สมัยนั้นใครที่ไปตลาดเชียงใหม่ Night Plaza (ยังเป็นตลาดกลางคืนแห่งเดียวในเชียงใหม่)สามารถหาซื้อ ดอกฝิ่นแห้งที่มีรอยกรีด กลับมาเป็นที่ระลึกได้ไม่ยาก) นั้นหมายความว่า กระบวนการผลิตวัตถุดิบส่วนใหญ่อยู่นอกขอบเขตประเทศ มูลค่าของกระบวนการค้าเฮโรอีน ที่ตกอยู่ภายในประเทศไทย  จึงน่าเป็นการเพิ่มทำมูลค่าเพิ่มมากกว่า นั้นคือการแปรรูปเป็นเฮโรอีน และการขนส่ง  การสืบค้นจึงปรับทิศมาที่ ราคาซื้อวัตถุดิบ และปริมาณการซื้อ จากประเทศเพื่อนบ้าน จากนั้นนำมาเปรียบเทียบกับ ราคาขายเฮโรอีนสำเร็จรูป ที่ออกจากประเทศเพื่อหามูลค่าที่ตกอยู่ภายในประเทศ ซึ่งพบว่าไม่แตกต่างกันมาก  มีผลต่อระบบเศรษฐกิจไทยน้อยมาก จึงนำรายงานนี้โต้แย้ง รัฐบาลสหรัฐกลับไป รัฐบาลสหรัฐยอมรับ ผลการวิจัยนี้ และพบว่ามูลค่าเพิ่มในกระบวนการค้าเฮโรอีน ตกอยู่กับพ่อค้ายาเสพติดภายในประเทศสหรัฐอย่างมหาศาลนั้นเอง นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา สหรัฐก็เลิกใช้การค้า ยาเสพติดมากีดกั้นการค้าระหว่างไทยกับสหรัฐอีกต่อไป

 

แต่เรื่องมันไม่จบเท่านี้ ครับ

การค้นหาความจริงยังไม่จบ (แก้ปัญหาเศรษฐกิจแล้ว ก็มาแก้ปัญหาสังคมกันบ้าง) แล้วถ้ามูลค่าซื้อขายของ เฮโรอีนมีไม่มาก ทำไม การค้ายาเสพติดจึงมีมูลค่าในเศรษฐกิจนอกระบบอยู่ที่ ลำดับสอง  น่าจะต้องมียาเสพติดชนิดอื่น ที่ซื้อขายกันภายในประเทศอย่างเป็นล่ำเป็นสั่น  จึงพบว่ายาเสพติดที่สร้างมูลค่าเพิ่มในระบบมากก็คือ แอเฟตามีน หรือ ยาม้าครับ (ที่ต่อมา นายเสนาะ เทียนทอง สมัยเป็นรัฐมนตรี ช่วยว่าการกระทรวงมหาดไท เสนอให้เปลี่ยนชื่อเรียกใหม่เป็น ยาบ้า)  ที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะ ราคาขายในประเทศเพื่อนบ้านต่ำกว่าราคา ขายภายในประเทศไทยมาก ซื้อสามบาทตามตะเข็บชายแดนพม่า ขายหกสิบบาทที่ห้วยขวาง (เวลานั้นต้นทุนความเสี่ยงในการอัดเป็นเม็ดยาบ้าในประเทศยังสุงอยู่) รู้แบบนี้ ก็ต้องปราบซิครับ

หลังจาก ครม. มีมติให้ใช้ กฎหมาย แยกระหว่างผู้เสพออกจากผู้ขายแล้ว รัฐบาลทุกสมัยก็พยายามลดปัญหาการค้าแอเฟตามีน ลงมาเรื่อยๆ จนถึงรัฐบาลที่ได้รับเสียงข้างมากที่สุด ได้ออกนโยบายพิเศษเพื่อเร่งการปราบปรามการค้าขายยาเสพติดโดยมีเป้าหมายเพื่อจำกัดให้หมดไปจากประเทศภายในช่วงเวลาที่ยังเป้นรัฐบาลอยู่ ลูกหลานของเราจะได้พ้นจากภัยร้ายของยาบ้า นโยบายเร่งด่วนนี้ดูเหมือนจะอนุญาติให้ใช้ ความรุนแรงต่อผู้ค้าอย่างเสพติดอย่างถูกกฎหมาย ทำให้คิดถึงหนังทีวี เรื่อง ไมอามี ไวน์  (Miami Vice) ยิงกันแหลก ตำรวจตงฉิน ไม่กลัวอิทธิพลของพ่อค้ายาเสพติด   แต่เรื่องที่ทำให้ รู้สึกถึงความรุนแรง กลับไม่ใช่เรื่อง ความเกล้าหาญของ ตำรวจ ที่ผ่านหลักสูตรการปฏิบัติตนเพื่อให้ประชาชนไว้วางใจ ในการจัดการกับความรุนแรง กับผู้คิดร้ายต่อความมั่งคงในสังคม แต่กลับเป็นรื่องดังต่อไป นี้

นโยบาย การปรามปราบนี้กำลังจะถูกนำไปใช้จริงจัง และได้กลายเป็น The Gladiator ในสายตาของชาวต่างชาติ ที่เสนอความเห็นของตนผ่าน Youtube ว่า มันเป็นเพียงแค่การแสดง ความรุนแรง อวด ต่อหน้าฝูงชน เพื่อโฆษณาชวนเชื่อเท่านั้น มันเป็นอย่างนั้นได้อย่างไร เพื่อให้เห็นภาพชัดขึ้น คงต้องเล่าต่อ งานวิจัยเศรษฐกิจนอกระบบ อีกนิดหน่อยนะครับ

 

พอทราบมูลค่าที่เกิดขึ้นในกระบวนการ ซื้อขาย ยาบ้า  จึงได้มีการเฝ้าติดตาม ราคายาบ้า ภายในประเทศ โดยตั้งสมมุติฐานว่า ถ้ากำไรมีสุงคุ้มกับการเสี่ยง ต้องสามารถจุงใจ สาขา อาชาญกรรม อื่นๆ ให้หันเข้ามาค้ายาบ้าในตลาด ราคาขายยาบ้าต้องผันผวน ตามการเข้าออกของ ผู้ขายที่พร้อมจะเสี่ยง การเป็นธุรกิจผิดกฎหมาย ราคาที่ผันผวน เดาได้เลยว่า เกิดจากการต่อสู้กันในตลาดของบรรดาเหล่าอาชญากร และต้องส่งข่าวความรุนแรงที่ไร้กฎหมายอย่างต่อเนื่อง   แต่ผลปรากฏว่า ราคา นิ่งคงที่เป็นระยะเวลานาน ไม่มีข่าวความรุนแรงใดๆปรากฎเลย มันหมายความว่า ไม่มีอาชญากรไทยพร้อมจะเสี่ยงกับผลตอบแทนที่มีมากมายขนาดนั้นหรืออย่างไร  ทำไมเหล่าอาชญากรเหล่านี้ ถึงยอมปล่อยให้มีการผูกขาด ตลาด ยาบ้า ตลาดที่ให้ผลกำไรมหาศาลขนาดนี้ 

  

การสอบถามเบื้องลึกให้คำตอบที่ทำให้รู้สึกหนาวจับขั้วหัวใจ คำตอบก็คือ มีการจัดการตลาดนี้อย่างเป็นระบบ (Organize Crime) โดยผู้ที่มีอำนาจรัฐ และมีอำนาจในการปราบปรามโดยตรง หมายถึงใคร เดากันเอาเองนั้นครับ

ทุกครั้งที่มีรายใหม่เข้ามาเสนอขายในราคาที่ต่ำกว่า จะทำให้ตลาดปั่นป่วน ยาบ้ามาจากแหล่งผลิตเดียวกัน ทำไมต้องซื้อแพงกว่า ราคาที่ปั่นป่วนนี้ย่อม สะเทือนโดยตรงไปถึงผู้ที่เป็นเจ้าตลาดอยู่อย่างรวดเร็ว การค้นหารายใหม่ในตลาดจึงเป็นเรื่องที่ทำได้ไม่ยาก ไม่จำเป็นต้องใช้ความรุนแรงก็สามารถรักษาระดับราคาเอาไว้ได้ โดยอาศัยอำนาจรัฐจำกัดคู่แข่งออกไป เพียงแค่บอกข่าวผ่านไปว่า มีการขายอยู่ที่ไหน ใครขาย ผู้ที่อาศัยอำนาจรัฐและมีหน้าที่โดยตรงก็พร้อมที่จะรับผลงานการเข้าจับ ผู้ขายยาบ้าอยู่แล้ว

 

เรื่องเหล่านี้ใช้ วิธีทาง Economy มาอธิบาย เพื่อให้เหตุผลว่า ทำไม ราคา ถึงไม่ผันผวนและไม่มีความรุนแรง ระหว่างกลุ่มค้ายาบ้า เป็นสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ตลอดระยะเวลาก่อนที่ จะมีนโยบายปราบปราม ยาบ้า อย่างจริงจัง

 

เรื่องก็มาถึงตอนที่ รัฐบาลออกนโยบายเพื่อปราบปราม ยาบ้า  โดยให้อำนาจเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องใช้ความรุนแรงได้ เพื่อหวังผลอย่างรวดเร็วฉับพลัน การแสดงความจริงจังของผู้ที่มีอำนาจ สุงสุด ย่อมส่งผลต่อความมั่งคงและเป็นอันตรายต่อผู้ที่ใช้อำนาจรัฐบริหารจัดการอาชาญกรรม (Organize Crime) อย่างแน่นอน   

 

การใช้ความรุนแรงเพื่อตัดตอน ผู้ที่อยู่เบื้องหลังการควบคุมราคา เป็นเรื่องที่ น่าขนลุกอยู่ไม่น้อย  ปล่อยให้ผู้อ่านใช้โสตสัมผัสพิเศษ จินตนาการ ความสัมพันธ์อันดี ผลประโยชน์ลงตัวระหว่าง สองฝ่าย จำเป็นต้องจบลง ด้วยฉากความรุนแรง ผู้ค้าถูกตัดตอนจากผู้จัดการองค์กรอาชญากร  นโยบายที่คิดว่า  น่าเกิดจากความตั้งใจอย่างบริสุทธ์ ที่จะปรามปราบยาบ้าของ รัฐบาล กลายเป็นเพียง การจัดฉากที่ไม่สามารถจำกัดการค้ายาบ้าให้ หมดไปอย่างแท้จริง   

 ผู้ที่อยู่เบื้องหลังที่แท้จริงใน กระบวนการค้ายาบ้า หลุดพ้นจากข้อกล่าวหาได้มีชั้นเชิง  แม้ผู้คนเหล่านี้จะถูกสมมุติว่าไม่ได้เป็นผู้ริเริ่มที่จะเข้าควบคุมตลาด แต่การรับข้อเสนอ จากอาชญากร เพื่อใช้อำนาจหน้าที่ของตนในการรักษาระดับราคาในตลาด ทำในสิ่งที่เรียกกันว่า ตามน้ำ ย่อมหมายถึง การติดกับดับที่นำไปสู่หายนะต่อจิตสำนึกของตนเองและต่อสังคมในที่สุด   การละทิ้งอุดมการณ์ที่จะป้องกัน ผู้คนที่ไร้ความรู้ในสังคมให้ปลอดจาก ภัยของยาบ้า กลายเป็นจุดเริ่มต้นอันหนึ่งที่ทำให้สังคม เกิดความวุ่นวาย อย่างไม่จบสิ้น  

จุดประสงค์ของบทความนี้ ต้องการแสดงให้เห็นถึงศักยภาพการใช้ เครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์ ในการเปิดเผยความจริงบางอย่างที่ซ่อนอยู่  ให้สมาชิกใช้พิจาราณาข้อมูลข่าวสาร มิให้ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของการใช้ สื่อสารมวลชนเพื่อจุดประสงค์ใดๆ สามารถApply ใช้ได้ในทุกวงการ ไม่มีใครสามารถสอนได้ว่า ถ้าสหรัฐใช้วิธีนี้กีดกันการค้า แล้วจะต้องทำอย่างไร ผู้ทีท่องจำและทำตามได้เพียงแต่สิ่งที่ถูกสอนมา ย่อมเจอกับปัญหา แน่ๆ ความคิดสร้างสรรค์ จาก พื้นฐานความรู้ย่อมมีน้ำหนัก และมีคุณค่า แม้เนื้อหาจากตัวอย่างนี้อาจทำให้ออกจากจุดประสงค์ที่ตั้งใจไว้เดิมอยู่บ้างและไม่เหมาะกับเยาวชน  แต่หวังว่ามันจะช่วยกระตุกต่อมคิด ผู้ที่อยู่ในแวววงออกแบบให้ตระหนักถึงภาระหน้าที่ ของตน ใช้ความรู้ความสามารถ พยุงระบบเศรษฐกิจ ของประเทศ เหมือนเช่น ผู้คนที่อยู่ในสาขาอาชีพอื่น การใช้ความคิดผ่านเครื่องมือทางการออกแบบ มองให้เห็นเป้าหมายที่แท้จริง จะช่วยให้สังคมและเศรษฐกิจของเราโดยรวมดีขึ้น  การมี หรือไม่มี TCDC ไม่ใช่เรื่องสำคัญ เมื่อเทียบกับ เป้าหมายทางสังคมและเศรษฐกิจ ที่มุ่งให้เกิดความสงบความสุข และแจกจ่ายความมั่งคั่งอย่างยุติธรรม มากกว่า ความโอ้อ่าใดๆ ทางกายภาพ

 ผมแค่เป็นห่วงสมาชิก เกรงว่าจะมีบางคนกระโจนลงไปในสนามประลอง เพียงเพราะ อินกับ การแสดงที่น่าตื่นเต้นในโคลีเชียมเหมือนในเรื่อง The Gladiator เพราะนั้นหมายถึงกำลังตกเป็นเครื่องมือทางการเมืองอย่างรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ยกเว้นบางคนนั้นๆ จะมีจุดประสงค์อื่นซ่อนอยู่ ซึงไม่ช้านาน สิ่งที่ซ่อนอยู่ก็ย่อมปรากฎออกมาอยู่ดี   

สวัสดีครับ

TCDC KM manager

หมายเหตุ

เนื้อหาของบทความนี้ ได้ปรับปรุงขึ้นมาจากความจำ ถ้ามีข้อผิดพลาด ประการใดขอรับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียว แต่ถ้ายังพอมีประโยชน์อยู่บ้าง ขอยกความดีให้กับอาจารย์ ที่อธิบายประโยชน์การใช้เครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์ ผ่านเรื่องราวที่กล่าวมานี้ พัฒนามิติการรับรู้ ของลูกศิษย์ สร้างภูมิคุ้มกันจากการชัดจุง ใดๆ  ที่มีต่อสำนึกการเป็นพลเมืองที่ดี     

 

ref :

http://www.youtube.com/watch?v=9yAc5nz3iXc

เผยแพร่ใน:  on ธันวาคม 2, 2007 at 4:35 pm ให้ความเห็น