ภาควิชา เศรษฐศาสตร์การเมือง

ในโอกาสที่ ภาควิชาเศรษฐศาสตร์การเมือง คณะเศรษฐศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้จัดเลี้ยงมหาบัณฑิตสาขาเศรษฐศาสตร์การเมือง  ที่ เรือนจุฬานฤมิต ในวันที่  24 กรกฎาคม พ.ศ. 2552 เวลา 18:00-21:00 ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.ฉัตรทิพย์ นาถสุภา ได้กล่าวคำอวยพรแก่บัณฑิตดังนี้   

                ท่านบัณฑิตทั้งหลาย ที่จบการศึกษาได้รับปริญญามหาบัณฑิตสาขาเศรษฐศาสตร์การเมือง ผมดีใจและชื่นใจมากที่เห็นความสำเร็จของพวกท่าน

การศึกษาและการฟื้นฟูวิชานี้อย่างเป็นระบบและอย่างเป็นทางการในประเทศไทย ในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เริ่มที่คณะเรา เป็นสำนักคิดทางเศรษฐศาสตร์ที่มีความเป็นพิเศษ และในทัศนะของผม เป็นสำนักคิดของเศรษฐศาสตร์ที่มีความสำคัญและมีความหมายที่สุด เพราะวิชานี้ศึกษาโครงสร้างระบบสังคม เศรษฐกิจ การเมืองและวัฒนธรรม ความสัมพันธ์ระหว่างระบบเศรษฐกิจ กับระบบการเมือง และระบบวัฒนธรรม และศึกษาแบบเป็นประวัติศาสตร์ อธิบายกระบวนความเป็นมาของระบบและระบบที่พึงปรารถนา ให้ความสำคัญและเพื่ออำนวยประโยชน์ที่ประชาชนธรรมดาสามัญ และสถาบันของประชาชน เป็นวิชาเศรษฐศาสตร์ที่ว่าด้วยเรื่องปากเรื่องท้องและศักยภาพของชาวบ้าน เรื่องที่เป็นพื้นฐานที่สุดของผู้คนจำนวนมากที่สุดในสังคม เป็นวิชาเศรษฐศาสตร์ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของสังคมศาสตร์ เรื่องเศรษฐกิจ เกี่ยวข้องกับ ภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์ สังคม การเมือง และวัฒนธรรม เป็นวิชาที่พยายามทำความเข้าใจและเสนอเส้นทางสู่ความเจริญรุ่งเรืองของประชาชนที่สัมพันธ์กันถักทอขึ้นมาจากผู้คนพื้นฐานของเราเอง ประกอบเป็นชุมชน ท้องถิ่น เครือข่าย และเป็นประเทศชาติ

ในโอกาสที่คุณทั้งหลายได้จบการศึกษาระดับสูงเป็นมหาบัณฑิตเศรษฐศาสตร์การเมือง ผมขอฝากหลักวิชาการของสำนักคิดนี้ไว้กับดวงใจของคุณ

ผมภูมิใจที่คณะของเรามีโปรแกรมการศึกษาและการวิจัยเศรษฐศาสตร์การเมือง ภูมิใจที่ผมเองเป็นสมาชิกคนหนึ่งของสำนักคิดนี้ ได้รับเกียรติสูงยิ่งเป็นอาจารย์คนหนึ่งของคุณและของโปรแกรมนี้  และในวันนี้ ผมภูมิใจเป็นพิเศษ และมีความสุขใจยิ่ง ที่เห็นคุณทุกๆคนเรียนจบเป็นมหาบัณฑิตเศรษฐศาสตร์การเมือง คุณทั้งหลายจะเป็นผู้เผยแพร่ สืบทอด และพัฒนา สำนักคิดนี้ในสังคมไทยต่อเนื่องไปในอนาคต จะอำนวยประโยชน์ต่อชีวิตที่ดีขึ้นของประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศของเรา และของโลก เป็นความหวังของคณะอาจารย์ของสำนักคิดนี้และของประชาชน 

ขอแสดงความยินดีครับ

เผยแพร่ใน:  on กรกฎาคม 29, 2009 at 6:30 am ให้ความเห็น

Bangkok.. Creative City

คนเมืองหลวง กำลังจะพบกับ Creative City ที่กำลังดำเนินงาน ภายใต้พรรคที่จัดตั้งรัฐบาลได้ในปี พ.ศ. 2552   เรื่องนี้ ทำให้นึกถึง โครงการ Rubber City (RC) ทีมีแต่ความคิดริเริ่มแต่กลับไม่ได้ทำอย่างน่าเสียดาย

Rubber City มีจุดประสงค์เพื่อสร้างอำนาจต่อรองกับบริษัทผู้ซื้อต่างประเทศ  เนื่องจากราคายางถูกกำหนดจากตลาดภายนอกประเทศ

นอกจากแอฟริกาใต้แล้ว เขตร้อนชื้นทางภาคใต้ของไทย มาเลเชีย และอินโดนีเชีย เป็น เขตที่ปลูกยางพาราได้คุณภาพดีที่สุด แม้ว่าในช่วงเริ่มต้น ของอุตสาหกรรมการผลิตยาง ต้นเกล้ายางพาราเคยเป็น สิ่งหวงแหงของมาเลเชีย ห้ามมิให้นำออกนอกประเทศ แต่การลับลอบนำเข้ามาปลูกในประเทศไทย ได้ยกระดับเศรษฐกิจให้กับประเทศไทยได้พอสมควร ซึงเป็นเหตุการณ์ก่อนการเกิดขึ้นของกฎหมายระหว่างประเทศในการให้สิทธิOriginality ของพีชพรรณและสัตว์ป่า ในปัจจุบันการลับลอบเช่นนี้กลายเป็นสิ่งผิดกฏหมายระหว่างประเทศ  

คุณสมบัติของยางพารา ยังไม่สามารถหาสิ่งอื่นๆมาทดแทนได้ แม้ว่าคุณสมบัติของยางสังเคราะห์ที่เกิดจากปิโตรเลียมจะมีลักษณะใกล้ แต่ยังห่างจากการใช้ยางพารา เห็นได้จาก ยางรถยนต์ ยังต้องคงต้องอาศัยยางพารา ด้วยคุณสมบัติที่โดดเด่นเช่นนี้ น่าจะทำให้ประเทศที่ สามารถปลูกยางพาราได้ น่าจะมีอำนาจต่อรองทางเศรษฐกิจสูง

แต่การที่ ยางพาราถูกปลูกกันอย่างกว้างขวางในภูมิภาคนี้ประกอบกับข้อขัดแย้งซึ่งกันและกันในอดีตทำให้ ผู้รับซื้อยางพารารายใหญ่เป็นบริษัทผลิตยางรถยนต์ บริษัทผลิตรถยนต์ ได้ใช้โอกาสนี้ ต่อรองหาผู้ที่ให้ราคาดีที่สุด เรียกว่า อินโดขายแพงก็ซื้อไทย หรือมาเลย์ ไทยขายแพงก็ซื้อมาเลย์ หรืออินโด กลุ่มประเทศที่ปลูกยางพาราไม่มีทางเลือกอื่น  และเป็นเช่นนี้มาเรื่อยๆ จนกระทั่งรัฐบาลของ พ.ต.ท. ดร. ทักษิณ ชินวัตร

หน่วยราชการภายใต้รัฐบาล ทักษิณ ได้บรรลุเป้าหมายการเจรากับกลุ่มประเทศผู้ผลิตยางพารา นำไปสู่การจัดตั้ง International Tripartite Rubber Council (ITRC) หรือ สภาความร่วมมือด้านยางพาราระหว่างประเทศไทย อินโดนีเชีย และ มาเลเชีย ในปี พ.ศ. 2546 ซึงสามารถชะลอการตกลงของราคายางอย่างต่อเนื่องได้  

ความร่วมมือดังกล่าวนี้ ทำให้บริษัทรับซื้อยางรายใหญ่ไม่สามารถเล่นเกม Prisoner Dilemmaได้ กล่าวได้ว่าความร่วมมือนี้ได้สร้างอำนาจต่อรองทางเศรษฐกิจต่อ ผู้รับซื้อ ยางพารา  

อย่างไรก็ตาม ยางพารา เป็นทรัพยากรธรรมชาติ เมื่อนำมาแปรรูป สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้อย่างมาก ยางรถยนต์ เป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ยาง แม้จะมีการพัฒนานำเส้นใยสังเคราะห์ แต่ก็ยังขาดวัตถุดิบจากธรรมชาติ ไม่ได้ แต่กระบวนการแปรรูปส่วนมากอยู่ในมือของบริษัทต่างชาติ  เรียกง่ายๆว่า มูลค่าเพิ่มอยู่ที่ไหน ความมั่งคั่งอยู่ที่นั้น      

เพื่อเป็นการป้องกันราคายางในระยะยาว จำเป็นต้องพัฒนาทางเลือกให้กับ ยางพารา คือ ถ้าบริษัทต่างชาติ ไม่ซื้อในราคานี้ ก็ยังมีตลาดทางเลือกอื่นๆ อีก จึงต้องมีการพัฒนาตลาดใหม่ ๆ ซึงเห็นว่าน่าจะเป็นตลาดภายในประเทศ

ยางพารา สามารถนำมาแปรรูปได้ มากมาย  นำมาทำสินค้าที่ใช้ในชีวิตประจำวันเช่น เข็มขัด รองเท้า สายนาฬิกา เป็นต้น เป็นการแปรรูปในขั้นต้น สามารถนำมันใช้ในวัศดุก่อสร้าง เช่น ยางรองคอสะพาน  มีหน่วยงานภาครัฐ อยู่มากมาย ที่ค้นคิดวิธีการแปรรูปให้มีความซับซ้อนขึ้น เพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์ทีสามารถตอบสนองความต้องการของตลาดให้มากขึ้นและหลากหลายขึ้น

มีหน่วยงานภาครัฐเช่น ศูนย์วิจัยและพัฒนาอุตสาหกรรมยางไทย ที่จัดตั้งขึ้นโดยความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยมหิดล สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย( กลุ่มอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์ยาง ) สมาคมผู้ผลิตถุงมือยางไทย สมาคมยางพาราไทย และสมาคมผู้ผลิตน้ำยางข้นไทย  เพื่อให้เป็นแหล่งความรู้และเทคโนโลยีด้านยางชั้นนำของประเทศ  หรือ รศ.ดร รพีพรรณ วิทิตสุวรรณกุล จาก มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ที่นำสารสกัดจากน้ำยางพารา มาทำเครื่องสำอางช่วยให้ใบหน้าขาวใสได้  อย่างไรก็ตาม งานของ รศ.ดร. รพีพรรณ ก็เป็นความคิดสร้างสรรคทีอยู่ในภาครัฐ (ดูที่ Creative Thailand 3/3) ซึ่งได้รับการส่งเสริมมาก่อนหน้าจะมีโครงการ Creative Economy มานานมากแล้ว

เรียกได้ว่า ประเทศไทยมีภูมิศาสตร์ ที่เอื้อกับการปลูกยางที่เป็นวัตถุดิบสำคัญในโลกอุตสาหกรรม มีหน่วยงานที่ ค้นคิด ช่วยให้สามารถแปรรูป สร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ทรัพยากรธรรมชาติแล้ว แต่ยังไม่มี หน่วยงานไหน สร้างตลาดภายใน ให้แก่ผลิตภัณฑ์ เหล่านี้เลย

จึงมีความคิดที่จะการจัดตั้ง  Rubber city ขึ้นมา โดยมีจุดประสงค์เพื่อรวบรวมหาเทคโนโลยีการแปรรูปยางเพื่อสร้างผลิตภัณฑ์ ตอบสนองความต้องการภายในประเทศ ผู้นำเสนอ Rubber city ยังแนะนำแนวทางการจัดตั้งไม่ต้องอาศัยงบประมาณของรัฐ โดยเสนอให้ทำ FTA กับ รัฐบาลจีน ด้วยการเสนอให้จีนต้อง นำเข้า ถุงยางอนามัยจากไทย เนื่องจากความต้องการคุมกำเนิดภายในประเทศของจีน มูลค่าของสัญญาการซื้อนี้ สามารถค้ำ ประกันเงินกู้ในการจัดสร้าง rubber city ได้    

ความตั้งใจ ในการสร้าง Rubber city ก็เพื่อสร้างความต้องการภายในประเทศต่อผลิตภัณฑ์จากยางพารา เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ยางพารา และ สร้างอำนาจต่อรองกับตลาดต่างประเทศ เป็นผลดีต่อ ชาวสวนยาง และสร้างกำลังซื้อให้กับตลาดภายใน แต่กลับไม่ได้รับความเห็นชอบในนาทีสุดท้าย โครงการที่เกิดขึ้นหลังจากข้อเสนอนี้ จึงเป็นเพียง การให้เกล้ายาง กับชาวสวนในภาคอีสาน 

เหตุผลที่ได้จากการวิเคราะห์ถึงสาเหุตที่ Rubber city ไม่ได้รับการเอาใจใส่ ก็คือ รัฐบาลในขนาดนั้น ไม่มี ส.ส. ในพื้นที่ภาคใต้ แต่มีอยู่มากในพื้นที่ อีสาน

ที่มาของ Creative City อาจมีที่มาแตกต่างกัน แต่โดยเนื้อแท้แล้ว ล้วนแต่เป็นการต่อสู้ทางการเมืองทั้งสิ้น Rubber City อาจเป็นตัวอย่างที่ใช้อุปมัย ในกรณีที่ไม่อาจแจ้งเรื่องราวต่อสาธาณะตรงๆได้

ผู้ที่ถูกแย่งชิงโอกาสไปในอดีต ถึงในปัจจุบันก็ยังไม่ได้รับโอกาสจากโครงสร้างทางการเมืองแบบนี้ ตัวแทนของคนจน ก็ไม่เคยทำสิ่งใดที่จะแก้ไขความยากจน ไม่เคยสร้างโอกาสให้แก่คนด้อยโอกาสอยู่ดี อาจพูดได้ว่าไม่มีแม้กระทั่งในระบบคิดของพวกเขาเลยด้วยซ้ำ เขาคิดได้เพียงแต่ว่า ต้องช่วยคนมีโอกาสอยู่แล้ว ความมั่งคั่งจะกระจายไปสู่ผู้ที่ด้อยโอกาสเอง ตามธรรมชาติในระบบตลาด  ท่ามกลางกระแสการขาดความเข้าใจในภัยของระบบทุนนิยม ที่ทุกอย่างขายได้ เป็นสินค้าได้ แม้กระทั่งความรู้ เจตนาและความตั้งใจที่จะช่วยคนไร้โอกาสโดยวิธีคิดแบบนี้เปรียบได้กับความคิดที่ว่า วันหนึ่งสัตว์กินเนื้อ จะหันมากินผักบ้าง

มันจึงเป็นความยากยิ่งสำหรับผู้คนที่ด้อยโอกาส ในการหาโอกาสเข้ามาช่วงชิงผลประโยชน์ทางการเมือง  ที่ชัยชนะต้องอาศัย ความรู้ เครือข่าย และทุน  สิ่งที่เพียงทำได้แค่ คือต้องยอมกลายเป็นทาสคอยรับใช้ ทำตาม ผลประโยชน์ของพวกมีอำนาจ เป็นฐานค้ำบรรลังก์ เป็นผู้คนที่ไร้ศักดิ์ศรี ต้องแบกมือร้องขอความช่วยเหลือจากผู้มีอำนาจอยู่ตลอดเวลา แลกเปลี่ยนด้วยการให้โอกาสทางการเมืองที่มีอยู่เพียงน้อยนิด

หวังว่า Creative City คงไม่ย้อยรอย Rubber City วิธีการของการตลาดในทางการเมือง เริ่มยากขึ้น ถ้าผู้คนมีความรู้และประสบการณ์มากขึ้น ต่อนโยบายใดๆ ที่เน้นการสร้างภาพมากกว่าหวังผลในการยกระดับชีวิตสติปัญญาของสังคม อย่าลืมว่าไม่มีใครสามารถหลอกคนทุกคนได้อยู่ตลอดเวลา

เผยแพร่ใน:  on กรกฎาคม 9, 2009 at 9:14 am ให้ความเห็น

Patent and Public interest

การบรรยาย ในหัวข้อเรื่อง ทรัพย์สินทางปัญญากับการออกแบบผลิตภัณฑ์ วันที่ 28 มกราคม 2552 ระหว่างเวลา 13:00-16:30

รายละเอียด http://www.tcdc.or.th/events.php?act=view&id=197

 

 

ปัญหาของนักออกแบบที่ไม่มีชื่อเสียง ไม่ใช่เรื่องขาดไอเดียแต่เป็นข้อกฎหมาย ผมพยายาม นำเสนอ TCDC เกี่ยวกับเรื่องนี้มานาน งานบรรยายนี้สำหรับผมมาช้าไปหน่อย มั่วแต่เน้นเด็กๆ แต่การมาช้าก็ ดีกว่าที่เคยแนะนำไว้มากครับ ผู้บรรยายให้ความกระจ่างมาก

ยังมีเรื่องการสนับสนุนให้มีการรวบตัวของนักออกแบบอีกที่อยากเห็น

แค่ทำweb กับเก็บนามบัตร มันออกแนวมัธยมไปหน่อย งบ TCDC เยอะน่าจะทำได้ดีกว่านี รอดูอยู่ครับ

http://countervailing.wordpress.com/2008/01/14/thaifreelancedesigner/

 

 

ผู้บรรยายเป็นผู้เชี่ยวชาญ ในเรื่องระเบียบวิธี คำนิยาม กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับทรัพย์สินที่ไม่สามารถจับต้องได้ มาจาก กรมทรัพย์สินทางปัญญา  

การมีกรรมสิทธ์ เป็นลักษณะเฉพาะอย่างหนึ่ง ที่ใช้ระบุว่าเราอยู่ในระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม กรรมสิทธ์เป็นตัวบ่งว่าผลกำไรที่เกิดจากความพยายามของเราจะเป็นของเราแน่ๆ  การปักปันดินแดนประเทศเพื่อแสดงให้ทุกคนเห็นว่าเขตนี้เป็นของใคร ก็เกิดจากแรงผลักดันจากระบบทุนนิยม ในศวรรษที่ 19 นี้เอง

 

ถ้าแกล้งทำเป็นไม่รู้ว่า John Lock กล่าวว่าอย่างไร การที่ใครจะมีกรรมสิทธ์เหนือทรัพย์สินที่จับต้องได้ เช่น บ้าน รถ ที่ดิน ต้องอาศัยสถาบันเพื่อค้มครองสิทธินั้นๆ เช่น กรมที่ดิน กองทะเบียน เป็นต้น และจำเป็นต้องเป็นสถาบันที่ ถูกรับรองโดยอำนาจกลางนั้นก็คือ อำนาจรัฐ หมายความว่า ถ้าอำนาจรัฐเป็นกลางสิทธิต่างๆก็จะเกิดจากความพยายามโดยสุจริต แต่ถ้ารัฐเอียง สิทธิก็จะเอียงไปตามอำนาจรัฐ ดังนั้นรัฐต้องยุติธรรม ในการรักษาสิทธิ และผลประโยชน์ของประเทศ

กรมทรัพยสินทางปัญญาเป็นสถาบันใหม่ของรัฐไทย ที่ว่าใหม่ก็เพราะเปรียบเทียบกับ กรุงเวนิชที่มีการใช้ patent มาตั้งแต่ปี ค.ศ.1474  http://en.wikipedia.org/wiki/History_of_patent_law 

การจัดตั้งสถาบันทรัพย์สินทางปัญญา เข้าใจว่าเป็นการเตรียมความพร้อมต่อการเปิดตลาดเสรีของไทย ในปี ค.ศ. 2015  สินค้าจะไม่มีภาษี และลอกเลียนแบบกันไม่ได้

 

กรรมสิทธ์ส่วนบุคคลก็ยังเป็นเรื่องใหม่สำหรับรัฐไทย  ถ้าเปรียบเทียบกับระยะเวลาของอารายธรรมโลก (ในประเทศไทย ประชาชนทั่วไปมีกรรมสิทธิบนที่ดิน เมื่อไม่ถึงร้อยปีมานี้เอง) อย่างไรก็ตามระบบกรรมสิทธิ์ส่วนบุคคลก็มีวิวัตนาการมาอย่างต่อเนื่อง และพัฒนามากในประเทศทุนนิยม ก้าวหน้า จนมีฝรั่งพวกหนึ่ง ถึงขนาดเปิดให้จับจองที่ดินบนดวงจันทร์ เป็นข่าวเกรียวกราวเมื่อหลายปีก่อน แม้เป็นเรื่องขำๆ เพราะดันมีรัฐบางรัฐรับรองสิทธิบนดวงจันทร์ และได้เงินได้ทองไปพอสมควร

 

งานบรรยายนี้ จัดเป็นประจำที่ศูนย์อบรมของกรมทรัพย์สินทางปัญญา เรียกได้ว่า มีหรือไม่มี TCDC เขาก็ทำกันอยู่แล้ว แต่การนำมาจัดบรรยายที่เอ็มโพเรียม แม้ความรู้จะตัวเดียวกัน แต่ผมก็เห็นด้วยว่า ดูดีกว่าจริงๆ http://iptraining.moc.go.th/เกยวกบIPTC/tabid/81/Default.aspx  หวังว่า สมาชิกคงได้ประโยชน์ กับเนื้อหาการบรรยายนะคัรบ

 

ส่วนคำถามของผม ก็คือ ถ้ามีผู้ขอจดสิทธิบัตรสิ่งประดิษฐของเขาขึ้นมา สมมุติว่าเป็น ยารักษาโรคไร้ยางอาย ซึ่งเป็นที่ต้องการของสังคมมาก เขาสามารถจดได้เพราะไม่เคยมีใครคิดมาก่อน แต่ปรากฏว่า วิธีการผลิตล้าสมัยทำให้ต้นทุนการผลิตยาสุง สังคมก็ยังขาดโอกาศที่จะใช้ยานี้ เนื่องจากถูกกีดกั้นด้วยราคา คนไร้ยางอาย ยังเดินอยู่เต็มไปหมด แต่ถ้ามีอีกคนหนึ่งค้นคิดวิธีการผลิตยานี้ได้ ในราคาที่ถูกลงมาก สามารถตอบสนองความต้องการของสังคมได้ทั้งหมด คำถามก็คือว่า เขาสามารถผลิตออกมาเพื่อตอบสนองความต้องการของสังคม ได้หรือไม่

 

คำตอบก็ คือ ไม่ได้ เพราะสิทธิบัตรคุ้มครอง ความคิด

หมายความว่าก่อนหน้านั้น ไม่เคยมีใครคิดว่า โรคไร้ยางอายจะ รักษาได้ด้วยยา พอมีคนคิดแบบนี้ขึ้นมา เขาจะตีความว่า เป็นแรงบันดาลใจมีให้มีการพัฒนาเพื่อลดต้นทุนการผลิต (โดยไม่สนใจว่า อีกคนหนึงอาจจะกำลังคิดอยู่แต่ทดลองให้มีต้นทุนคุ้มก่อนจึงจะไปขอ สิทธิบัตร)

ผมก็ทักว่า แบบนี้สังคมก็เสียโอกาศ ลดประชาชนไร้ยางอาย ซิครับ  ผู้บรรยายแนะนำว่า ก็ให้คนที่คิดวิธีลดต้นทุนขายดังกล่าว เสนอขายผู้ที่มีสิทธิบัตรยาไร้ยางอายซิ เพราะ วิธีนี้ก็จดทะเบียนขอ สิทธิบัตรได้เหมือนกันและเจ้าของสิทธิบัตรยาไร้ยางอาย ก็ต้องการวิธีการเช่นนี้

 

สังคมจะได้บริโภค ยาไร้ยางอายในราคาที่เหมาะสม ถ้าผลประโยชน์ของทั้งสองฝ่ายลงตัว

แต่ถ้าผู้ที่คิดวิธีลดต้นทุนการผลิตยาไร้ยาง ไม่ยอมเนื่องจากคิดว่าตัวเองก็มีไอเดียนี้อยู่ก่อนแล้วเหมือนกัน แค่เก็บไว้รอให้ระยะเวลาการคุ้มครองสิทธิบัตรหมดลง จึงทำการผลิต และะสังคมก็ไม่ได้ผลประโยชน์เท่าที่ควร  เนื่องจากในช่วงเวลานั้นคนไร้ยางอายก็ยังไม่ได้รับการรักษ

ถ้าเป็นเช่นนี้ ก็ทนรอกันหน่อยนะครับ

เรื่องระยะเวลาในการคุ้มครองนี้ เป็นหัวข้อสำคัญที่อยู่ระหว่างการต่อรอง FTA ไทย-อเมริกา จับตาดูกันดีดี นะครับ  ขอบอกว่า สำคัญ สำหรับทุกคน

 

อีกเรื่องที่ผมถามก็คือ กรณี ข้าวหอมมะลิ อันโด่งดัง ได้รับความชัดเจนมากขึ้นครับไว้จะเล่าให้ฟังวันหลังจากนี้

 

ก็เป็นอีกมุมมองนะครับ หน้าที่ผมก็แค่ กระตุ้กต่อมคิด ตามสโลแกนของ ผู้ก่อตั้งละครับ

 

สวัสดีครับ

Ref:

http://www.nidambe11.net/ekonomiz/2005q3/article2005july21p6.htm

http://www.youtube.com/watch?v=_lTduTwqtjY

http://www.youtube.com/watch?v=x-sIF78QYCI

ฝรั่งบรรยาย ที่นี่

http://www.youtube.com/watch?v=B3HHeyM1KQM

เผยแพร่ใน:  on มกราคม 29, 2009 at 5:36 am ความเห็น (1)

Creative Thailand 1/3

 

 

 แนวคิดเรื่อง Creative Economy  อาจเป็นเรื่องใหม่สำหรับผู้ที่ไม่เคยศึกษาประวัติศาสตร์เศรษฐกิจ มีการให้ความสำคัญราวกับว่าเป็นเรื่องใหม่ใหญ่โต ถึงขนาดคิดกันเลยไปว่า Creative Economy จะเป็นยุดต่อจาก Industrial revolution เลยที่เดียว และถ้าเป็นเช่นนั้นความเข้าใจในทฤษฎีการพัฒนา วิวัฒนาการของสังคมหรือ รัฐศาสตร์ ที่เรียนกันมาเป็นร้อยๆปี ประวัติศาสตร์เราไม่เคยมีการใช้ Creativity ที่ส่งผลต่อระบบเศรษฐกิจอย่างนั้นเลยรึ  และนี้คือ Creative Ecomomy ให้ความหมายของผม

 

 

 

แนวคิด

 

เพื่อความเข้าใจ ผู้เขียนใช้ทฤษฎี mode of production ของ นักคิดชาวเยอรมัน เชื้อสายยิว ที่กล่าวว่าวิวัฒนาการสังคมเกิดจากการเปลี่ยนแปลงพลังการผลิต (Production force)  นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างส่วนบน(Super structure) เป็นฐานคิด 

 

Great Theory นี้เป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวาง แม้จะมีการพัฒนา theory โดยนักคิดยุดถัดมาเพื่อปรับให้เหมาะสมกับสภาพสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป แต่การใช้ Mode of production ก็ยังสามารถแสดงให้เห็นได้ว่า ความคิดสร้างสรรค์ (Cretive) ได้ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจอย่างไร  

 

เริ่มจาก  การประดิษฐเครื่องจักรไอน้ำ และเครื่องปั่นฝ้าย  เป็นความคิดสร้างสรรค์ในยุดเริ่มต้น ที่นำไปสู่การปฎิวัติอุตสาหกรรม เครื่องจักรของ Newcomen ถูกปรับใช้ในอุตสาหกรรมทอผ้า ในปี ค.ศ. 1799  ทำให้การผลิตมีประสิทธิภาพมากขึ้น การทำงานที่ เร็วขึ้น ทำให้ฝ้าย (ซึ่งเป็น Supplyของเครื่องจักร) มีไม่เพียงพอ และความต้องการฝ้าย ทำให้ขุนนาง ทำการล้อมรั่ว (Enclosure)ไล่ชาวนาออกจากที่ดินเพื่อ ปลูกฝ้าย  ชาวนาไร้ที่ดินจึงต้องขายแรงงาน กลายเป็นกรรมกร เปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์ทางการผลิต (Relation of production) นำไปสู่การปฎิวัติอุตสาหกรรมในที่สุด ส่งผลกระทบและการเปลี่ยนแปลงต่อเนื่อง มีการสร้างสถาบันใหม่ๆ เพื่อใช้ควบคุมสังคม ระบบการเมือง ระบบการเงิน ระบบกรรมสิทธ์ ที่สถาบันของสังคมมีอยู่เดิมใช้ไม่ได้อีกต่อไป

 

 การพัฒนาเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์และการสื่อสาร (ICT) ที่ล้ำหน้าในขณะนี้ มีลักษณะคล้ายกับการประดิษฐเครื่องจักรไอน้ำ ทำให้การติดต่อสื่อสารระยะไกลเป็นไปอย่างง่ายดาย การจัดเก็บข้อมูลในรูป Digital เพิ่มประสิทธิภาพในการเข้าถึงและใช้ข้อมูล มีราคาถูกลงอย่าง พลังการผลิตแม้ไม่ได้เพิ่มขึ้น แต่ก็ทำได้รวดเร็วขึ้นความสัมพันธ์ในการผลิตก็เช่นกัน ด้วย ICT เจ้าหน้าที่ บริษัทข้ามชาติ (Multinational corporation: MNC) สามารถทำงานให้กับบริษัทตนเองได้ แม้จะอยู่ในสถานที่ต่างๆ ทั่วโลก เช่น ผู้ตรวจสอบบัญชีอยู่ที Hong Kong สามารถดูเอกสาร ของบริษัทลูกค้า ที่อยู่ใน Philippineได้ ทำให้คิดกันว่า นี้อาจจะนำไปสู่การปฎิวัติ รูปแบบการใช้ชีวิต ที่เป็นอีกก้าวขั้น หนึ่งของการพํฒนา เป็นการปฏิวัติ ด้านข้อมูลข่าวสาร (informational revolution) นำไปสู่การเปลี่ยนแปลง ด้านเศรษฐศาสตร์การเมือง ระหว่างประเทศ และอาจทำให้ ฐานคิดทางเศรษฐศาสตร์ ที่ใช้กันอยู่เปลี่ยนไป

 

 

 

การเปลี่ยนแปลง

 

พลังของ เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์และการสื่อสาร กลายเป็นสิ่งปกติทั่วไปในปัจจุบัน แต่สำหรับ ผู้ที่อยู่ก่อนการมี ICT การเปรียบเทียบทำให้ เห็นการเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน  เช่น คุณสามารถ ค้นหาเอกสารของ Sir John Bowring เรื่อง The Kingdom and People of Siam โดยที่แต่เดิม  การเข้าถึงเอกสารสำคัญทางประวัติศาสตร์ไทยนี้ มีต้นทุนมาก แต่ด้วย ICT แค่ใช้เวลาเพียงหายใจเข้าออกไม่กี่ครั้ง (books.google.com) ก็สามารถนำเอกสารดังกล่าว มาอยู่ที่โต๊ะพร้อมต่อการวิเคราะห์ (Sir Bowring คิดอย่างไร ต่อสภาพบ้านเมืองของสยามในขณะนั้น) ICT ได้ลดขั้นตอนค้นหารวบรวมข้อมูลทำให้ เรามีเวลาพินิจพิเคราะห์ข้อมูลมากขึ้น (การวิเคราะห์ข้อมูล เป็นคุณสมบัติที่สำคัญกว่า การเข้าถึงข้อมูล หมายความว่า ทักษะการวิเคราะห์ข้อมูลเป็น ทักษะที่ไม่สามารถถูกแทนด้วยเทดโนโลยีใดๆได้เลย)   

 

มีผู้เชียวชาญติดตามการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้อยู่หลายคน  ที่เป็นที่รู้จักกันอย่างทั่วไป คือ Peter Drucker ที่กล่าวว่า เรากำลังเข้าสู่ยุดของ New Economy และเสนอข้อสมมุติฐานทางเศรษฐศาสตร์ว่า ปัจจัยการผลิตได้เปลี่ยนไปแล้ว (Factors of production) 

 

Drucker มองว่า แรงงาน ที่อยู่รอดได้ในเศรษฐกิจแบบใหม่นี้ ต้องเป็น Knowledge worker เท่านั้น ดังนั้นทักษะที่จำเป็นของแรงงานที่เป็นที่ต้องการในตลาด ก็คือ มีความสามารถในการเรียนรู้ และใช้ ความรู้  รู้วิธีการสืบค้นและใช้ข้อมูล (ในอดีต แรงงานเรียนรู้งานจากขั้นตอนการทำงาน ที่เรียบง่าย แต่ผลกระทบจากการที่ ระดับบริหารสามารถติดต่อลูกค้าได้โดยตรง ผ่าน สื่อ ต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ICT ลดขั้นตอนในกระบวนการดำเนินงานอย่างมาก จึงเกิด นวัตกรรมทางการบริหาร การเงิน เช่น outsourcing, One2one marketing , ERP, CRM,  B2C เป็นต้น เหล่านี้ล้วนใช้ทุนอย่างเข้มข้น อยู่ในรูปของ เทคโนโลยี ทำให้แรงงานต้องปรับตัวเองเพื่อเรียนรู้และเป็นส่วนหนึ่งของ Technology)   ถ้าแรงงานไม่ปรับตัวโอกาศที่จะอยู่รอดในระบบเศรษฐกิจใหม่นี้น้อยมาก

 

เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงนี้  สถาบันการศึกษาซึ่งเป็นหน่วยงานหลักในการป้อนแรงงานเข้าสู่ระบบ จึงได้ปรับปรุงวิธีการเรียนการสอน เพื่อให้แรงงานรุ่นใหม่มีทักษะที่จำเป็น รองรับตลาดการจ้างงานทีผันผวนตลาดเวลา เช่น ในประเทศที่มีการบริโภคสุงอย่างสหรัฐอเมริกา ในช่วงแรกของการเปลี่ยนแปลง มีแนวโน้มบังคับให้นักศึกษาใหม่ต้องมีคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลทุกคน แต่ต่อมาก็เป็นเรื่องปกติทั่วไปการบังคับจึงหายไป สำหรับในประเทศไทยโครงการคอมพิวเตอร์ เอื้ออาทร ก็ดูราวกับว่าจะมีจุดมุ่งหมายเพื่อสร้างความคุ้นเคยการใช้เครื่องมือ สืบค้นข้อมูลนี้ แก่แรงงานในอนาคต เช่นเดียวกัน 

 

ใน New economy ความรู้ถูกทำให้เป็นสินค้า (commoditization) เมื่อมีต้องการความรู้มาก มันจึงมีราคาสุง และถ้าอยากเป็นผู้จัดการ ก็ต้องลงทุนหาความรู้ ใครทุนมากก็มีโอกาศมาก เราเชื่อว่า Creative เกิดจากแรงบันดาลใจ ที่ไม่ว่า ยาก ดี มี จน ทุกสิ่งที่เห็นก็สามารถเป็นแรงบันดาลใจได้ และเรายังเชื่ออีกว่าความคิดสร้างสรรค์ที่ประสบความสำเร็จ ย่อมเกิดขึ้นจาก ฐานความรู้ เสมอ ถ้าปราสจาก ฐานความรู้ ก็จะมีแต่ความคิด อุจาด เพ้อเจ้อ ไร้สาระ  และถ้าความรู้เป็นสินค้าที่มีราคาแพง จะมีกี่ คนในประเทศ เข้าถึงความรู้ได้ บ้าง

 

การเข้าสู่ New economy ดูจะมีเหตุพื้นฐานมาจากการพัฒนาเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์และการสื่อสาร

 

 

จากแนวคิด mode of production นี้เป็นข้อสมมุติฐาน ที่เปรียบเทียบผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจที่เกิดจากความคิดสร้างสรรค์  เช่น การประดิษฐ์เครื่องจักรไอน้ำ ได้นำไปสู่การปฎิวัติอุตสาหกรรม  หรือ เทคโนโลยี ICT ที่คิดกันว่าจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหม่ (Paradigm)  ซึ่งเห็นว่าเป็นเพียงอีกขั้นตอนหนึ่งของการสะสมทุนในระบบทุนนิยม เท่านั้น และทิศทางการพัฒนามาสู่ Creative Economy เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการแข่งขันที่ อาจจะลดความดุเดือดและรุนแรง ในการแย่งชิงทรัพยากร ลงได้ ความคิดสร้างสรรค์เป็น พื้นที่เฉพาะผู้ที่มีความรู้ความเข้าใจ ถ้ามีโอกาศนำมาใช้จะนำไปสู่การปรับปรุงยกระดับ คุณภาพชีวิต ความสงบร่มเย็น ของสังคม      

  

Creative Economy กำลังจะกลายเป็น นโยบายของ รัฐบาล และเมื่อเดือนที่ผ่านมา มีสมัมนาเรื่อง Creative Economy จัดขึ้นโดยหน่วยงานของรัฐ คือ   TCELS และ TCDC (เป็นหน่วยงานภายใต้ องค์การมหาชนเดียวกัน)

 

 

วันที่ 28.5.2551 Creative Economy เป็น สมัมนาหัวข้อแรก ของงาน “Life Science Life quality TCELS Day” จัดที่ ศูนย์ประชุมสิริกิติ์ 

 

ดร. ณรงค์ชัย อัครเศรณี แนะนำตัวท่านเองว่ามีอาชีพเป็น Develop Economist และขณะนี้ในฐานะที่เป็น ประธานกรรมการ ของ สบร. องคการมหาชน กล่าวถึง CE โดย อธิบายว่า คืออะไร ธุรกรรมของ CE และทำไมต้อง สนับสนุน

Creativity มีความหมายหลายมิติ เช่น ใน มิติ ของศาสนา ปรัชญา หรือ มิติทาง การเมือง และ มิติอื่นๆ 

Economy หมายถึง การจัดการทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด การค้นพบอะไรใหม่ๆมัน เกี่ยวข้อง กับเศรษฐกิจ อย่างไร CE นำความคิดสร้างสรรค์มาทำให้ เกิดมูลค่า สมัยก่อนคนคิดเป็นแต่ มักจะขายไม่เป็น ในอดีตคนคิดไม่ได้ประโยชน์ จากสิ่งที่ตนเองคิด ดังนั้น การทำ CE ก็คือให้ เขาได้ประโยชน์จากสิ่งที่ เขาคิด

 

ธุรกรรมของ CE  

เป็น สินค้าหรือ บริการ ที่ มี ศิลปมากกว่า (วิทยา) ศาสตร์ กำหนดวัดจากการมี IPR (intellectual property right), Patent , Trademark

 

ต้องมีระบบที่ ส่งเสริม สิทธิในสิ่งที่เขาคิดค้นขึ้นมา จากการที่เคยผ่านงานดูแล งบประมาณ   พบว่าการจัดแบ่ง งบประมาณแยก เป็น เกรด กระทรวง เกรด A จะได้งบประมาณ มาก ส่วน B C ก็ รองลงมา กรมก็เช่นกัน แบ่งเป็น A B C เช่นกัน ในกระทรวงพาณิชย์  กรมทรัพย์สินทางปัญญา จัดอยู่ใน เกรด C  

ตัวอย่างการเพิ่มมูลค่า ในสินค้า เช่น โทรศัทพ์ LG พอมีคำว่า PRADA ก็มีมูลค่าเพิ่มขึ้น อย่างมากมาย

สินค้าที่เกี่ยวข้องได้แก่  สินค้า ที่อยู่ในหมวด การออกแบบ Fashion Music Media หนังสือ เป็นต้น

ด้าน บริการ ก็เช่น  การโฆษณา  เสริมความงาม เวลาคนมีเงินมากขึ้น ก็อยากมีความสวยงาม  

 

ทำไมต้องส่งเสริม

เวนิชมี Patent มาตั้งแต่ปี ค.ศ.1474 อิตาลีจึงเป็น ชาติแรกในโลกที่เข้าใจเรื่องนี้ ตรงกับสมัยที่ ราชวงค์สุพรรณบุรีปกครอง อยุธยา อังกฤษเริ่มมี ในปี ค.ศ 1570 (มีการเริ่มมาก่อนหน้านี้ แต่ประโยชน์ยังตกเป็นของพวกขุนนาง) และ อเมริกา ในปี ค.ศ. 1781 (check at: http://en.wikipedia.org/wiki/History_of_patent_law) การส่งเสริม CE เป็นการเพิ่มค่า เพิ่มความสามารถในการแข่งขัน

ศิลปะวัฒนธรรมไทย มีความต่อเนื่องคิด ว่าน่าจะมีโอกาศมากว่า ที่อื่น

 

เครื่องมือ

สำหรับ Creative Economy คือ ต้องส่งเสริมการ เรียนรู้ การคิด การออกแบบ ประดิษฐ์

รวมไปถึง การขาย การตลาด  ตัวอย่างเช่น เมือง อุบุป (Ubud) ในเกาะบาหลี หรือ โรงงานที่ ดัดแปลงเป็นDesign center ในจีน กลางวันดูงานศิลป  กลางคืนเป็น ตลาด ศิลปินต้องมีรายได้ ต้องมีการคุ้มครองสิทธิความคิด ในจีนมีการปรับ ถ้าไป copy ฝรั่ง (หนึ่ง หยวน)  เเละ ต้องมีตลาดทุน สำหรับ กิจกรรมของ CE

 

 

เผยแพร่ใน:  on มิถุนายน 11, 2008 at 5:42 am ความเห็น (6)

delimma in public policy

ปัญหาระดับคลาสสิก  ในการบริหารทรัพยากรของรัฐ คือการต้องเลือกระหว่าง การขยายตัวทางเศรษฐกิจ หรือ การกระจาย ความมั่งคั่ง อย่างทั่วถึง  ทำไมถึงต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง  ภายใต้สมมุติฐานที่ว่า ทรัพยากร มีอยู่จำกัดในขณะที่ความต้องการมี อยู่อย่างไม่จำกัด  ไม่ว่าจะด้วยวิธีไหน ก็ไม่สามารถที่จะใช้ทรัพยากรที่มีอย่างจำกัดนี้ กระจายเพื่อตอบสนองความต้องการที่หาขอบเขตไม่ได้  ดังนั้นในภาวะที่ทรัพยากรเป็นเช่นนี้  นโยบายด้านเศรษฐกิจ จึงมักเลือก นำทรัพยากรมาใช้เพื่อสร้างความเติบโต นั้นคือ นำมาใช้เพื่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจ สร้างนวัตกรรมใหม่ๆ (อาจจะอยู่ในรูปของ Technology) โดยหวังว่าสิ่งประดิษฐใหม่ๆ นี้ จะเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดการทรัพยากรไม่ให้มีการใช้โดยสูญเปล่า  เริ่มจากการสร้างสถาบันที่รักษาดูแลกรรมสิทธ์ ส่วนบุคคลขึ้นมา เพื่อเป็นสิ่งรับประกันว่า ถ้าใครมุ่งมั่นมีความสามารถใช้ทรัพยากรได้ดีที่สุด ส่วนเกินจากการใช้ทรัพยากรนั้น จะเป็นสิทธ์ แต่เพียงบุคคลผู้นั้น อยู่ภายใต้ความคิดที่ว่า ถ้าทำแล้วไม่ได้อะไร จะไม่มีใครอยากทำอะไร และใช้กรรมสิทธ์ส่วนบุคคลนี้ เป็นพลังขับเคลื่อนให้เกิดการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ  เกิดการนำสติปัญญามาใช้จัดการกับทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุง เมื่อเป็นเช่นนี้ จึงเกิดปัญหาการพัฒนาที่ขาดสมดุล  และเลี่ยงที่จะเกิดชนชั้นทางสังคมไม่ได้ ซึ่งดูอย่างง่ายๆ จะแบ่งออกเป็น ชนชั้นของผู้มีปัญญา และ ของผู้ด้อยปัญญา เรื่องแบบนี้ดูเหมือนจะถูกยอมรับราวกับว่าเป็น ภาวะทางธรรมชาติ ที่คนเก่งกว่าเท่านั้นจะอยู่รอด

+

แต่โลกไม่ได้อยู่ในหลักความจริงเช่นนี้ ในสังคมที่พบเห็นปรากฎ สิ่งที่เรียกว่า ความละโมก ซึ่งยิ่งมีระดับการมีสติปัญญาเท่าไร ความละโมกก็ แปลเปลี่ยนเป็นพลังที่ส่งกระทบรุนแรงได้เช่นกัน เรียกว่าเป็นปัญญาทราม( ถ้าเทียบกับหลักความเมตตา) ตัวอย่าง การใช้ปัญญาทราม เช่น ใช้เพื่อ กีดกัน ผู้อื่นออกจาก สิทธิในการใช้ทรัพยากรที่ธรรมชาติเป็นเจ้าของโดยแท้จริง การกีดกันมีรูปแบบที่หลายหลาก เช่น กำหนดไปเลยว่า ไม่มีสิทธิจากการกำเนิดเลย เรียกได้ว่า เกิดมาอย่างไรก็ต้องเป็น อย่างนั้น เกิดเป็นขุนนางก็มีสิทธิใช้ จัดสรร และโยกย้ายทรัพยากร  แต่ถ้าเกิดเป็นชาวนาก็มีหน้าที่ปลูกข้าว ส่งส่วย ไม่มีสิทธิอื่นใดและเปลี่ยนไม่ได้จนตาย หรืออีกรูปแบบหนึ่งก็คือ  สิทธิที่เกิดจากราคา มีเงินก็ซื้อได้ หรือ กีดกันในการเข้ารับการศึกษา ลูกขุนนาง  มักจะได้รับโอกาศในการศึกษาที่ดีกว่าลูกชาวนา มีครูที่สั่งสอนได้ดีกว่า มีเวลาในการศึกษาหาความรู้ ในขณะที่ลูกชาวนา ต้องใช้เวลาส่วนมากไปกับการช่วยเหลือ ครอบครัวปลูกข้าว ซึ่งภาวะที่ว่า ทรัพยากรควรต้องตกเป็นของผู้มีปัญญา(ทราม) ก็จะเป็นเช่นนี้ไปไม่รู้จักจบสิ้น  เพราะลูกชาวนา ไม่มีโอกาศได้รับการศึกษาเช่นเดียวกับลูกขุนนาง 

กลายเป็นว่า คนกลุ่มน้อย ยึดครองทรัพยากรส่วนมาก คนโง่มีมากกว่าคนฉลาด คนจน มีมากกว่าคนรวย ระบบประชาธิปไตยที่คำนึงถึงเสียงข้างมาก จึงกลายเป็น ระบบที่ คนโง่ และคนจน ได้เข้ามาจัดการบริหารบ้านเมือง และใช้โอกาศที่ได้อำนาจรัฐ ในฐานะตัวแทนของคนกลุ่มมาก ทำการ ผลิตซ้ำ (Reproduction) เรื่องแบบนี้อีก คือกีดกั้นให้คนที่ไร้ความรู้อื่นๆที่ไม่ใช่กลุ่มของตนออกจาก การใช้ทรัพยากร ตรงตามสุภาษิต ที่กล่าวว่า ทีใครทีมัน มือใครยาวสาวได้สาวเอา น้ำขึ้นให้รีบตัก

อาการเช่นนี้ บรรเทาได้บ้าง ถ้าทุกชนชั้น สามารถผลัดขึ้นมาใช้อำนาจรัฐ ในเวลาที่เหมาะสม โดยไม่มีกลุ่มใดยึดอำนาจได้เป็นเวลานาน แต่ในเมื่อ ความรู้ที่เริ่มจะแตกต่างมากขึ้น อุดมการณ์ที่สั่นครอน การผลัดกันใช้อำนาจรัฐแบบนี้ ดูจะเป็นไปได้ลำบากขึ้น เพราะรูปแบบของการกีดกั้นนี้ ก็พัฒนาขึ้นไปอีกเช่นกัน 

การเลือกใช้นโยบายขยายตัว เพื่อประโยชน์สุงสุด ในการจัดสรรทรัพยากร จึงนำมาสู่ปัญหา ความแตกแยก ในสังคม อย่างเลี่ยงหลีกไม่ได้    

วิธีที่ น่าจะเป็นทางออกก็คือ การศึกษา และอุปนิสัยในการหาความรู้ด้วยตนเอง ของพลเมือง แค่ทุกคนตั้งคำถามให้กับตัวเองว่า ทำไม สิทธิการใช้ทรัพยากรจึงไม่เป็นของเรา และมันเกิดขึ้นได้อย่างไร โดยรัฐมีหน้าที่ จัดให้ พลเมืองสามารถเข้าถึงความรู้เพื่อหาคำตอบนี้ได้  โดยไม่กีดกัน ทั้งในมิติ ทางสังคม  สถานที่ และ เวลา  ความรู้เป็นทรัพยากรที่ สามารถตอบสนองผู้ที่อยากรู้ได้อย่างไม่จำกัดเช่นกัน และเป็นพิ้นฐานที่จำเป็นในการเข้า สู่ Creative Economy ของประเทศไทย     

เผยแพร่ใน:  on กุมภาพันธ์ 14, 2008 at 4:19 am ให้ความเห็น

Value and solution

Difference in philosophy of life, social and world has generated verities solutions that depend on value and interest in each person. The mean to understand problems issue that form solution in scope of value and objective has to apply by difference logic, is fundamental of thinking development.  

 People who never beware on the difference value and interest that is origin of solution, they will insist only on their own believe and never doubt about it. In this case, a change could not be occurred. However, inappropriate manner to cope with unknown value is justify it by they own standard and destroy.

When a solution is critiqued, the smart who create the solution should first ask what your value is.  For the question such “what is your solution” is strong evident that they not realize the exist of other value. The problem is not the denial but ability of their thinking will never develop.  

 

have a nice day

เผยแพร่ใน:  on มกราคม 25, 2008 at 12:37 pm ให้ความเห็น

Noname designers and the support

สวัสดีครับ

 ได้ ทักทาย สมาชิกชื่อ  บุศกร หรือ เบียร์  อาชีพเป็น นักออกแบบอิสระ ส่วนใหญ่ออกแบบเสื้อผ้า มีงานออกแบบกระเป๋าบางเล็กน้อย ใช้ห้องสมุดTCDC เป็นที่ทำงาน  มาตั้งแต่เริ่มแรก และเป็นผู้หนึ่งที่ บ่นเสียดาย ถ้าต้องย้ายไปอยู่ที่ใหม่ เพราะไกลบ้าน 

  ข้อมูลนี้อาจนำไปสู่ความร่วมมือ ระหว่างนักออกแบบอิสระด้วยกัน  การร่วมมือกันอย่างไม่เป็นทางการนี้มีต้นทุนต่ำ และใช้ต่อรองทางเศรษฐกิจได้

เรื่องที่ ได้จากการคุย เรียงใหม่ได้แบบนี้ ครับ

 

นักออกแบบอิสระ แม้สามารถควบคุมจังหวะชีวิตได้เอง แต่ต้องแลกกับปัญหาอื่นๆ หลายด้าน  ที่ถ้ามีสังกัดปัญหานี้สามารถหลีกให้บริษัทเป็นผู้รับ ได้ เช่น  การติดต่อกับ ผู้ที่จะนำแบบไปผลิต ซึ่งหลักๆ ได้แก่ เจ้าของ Brand และ โรงงาน เนื่องจาก ผู้ออกแบบไร้ชื่อเสียง การต่อรอง จึงอยู่ในฐานะที่ไม่เท่าเทียม และมักต้องยอมตาม ข้อเสนอที่อีกฝ่ายเป็นผู้กำหนด  ผู้ออกแบบไม่รู้ งานออกแบบของตนควรมีราคาเท่าไร ถ้าคิดจากยอดขาย ก็ไม่มีทางรู้ว่าผู้ผลิต นำไปผลิตเท่าไร  หรือแม้แต่งานออกแบบที่นำเสนอถูกปฏิเสธก็ไม่รู้ว่าหลังจากนั้น จะมีการผลิตตามแบบที่เสนอโดยไม่แจ้งผู้ออกแบบหรือไม่ ไม่รู้ว่ามีกฎหมายคุ้มครองที่เกี่ยวข้องหรือไม่

 

เพื่อลดข้อกังวล การนำงานออกแบบไปผลิตโดยไม่จ่ายค่าจ้าง   ผู้ผลิตจะจ้างนักออกแบบตั้งแต่เริ่มกระบวนผลิตเลย คือให้เข้าไปคุยกับ พ่อค้า ซึ่งถูกสมมุติจากเจ้าของโรงงานว่า เป็นผู้ที่เข้าใจการเปลี่ยนแปลงในตลาดดี (ที่ผู้เขียนใช้คำว่าสมมุติเพราะเป็นความเข้าใจเฉพาะของเจ้าของโรงงานซึ่งอาจจะถูกก็ได้ แต่ความเข้าใจของผู้เขียนคิดว่า พ่อค้าก็ต้องบอกว่า แบบนี้ขายดี และให้นักออกแบบทำแบบนี้ มันก็คือ ทำตามตลาด นั้นเอง) นักออกแบบก็ต้องออกแบบตามความเห็นของ พ่อค้า ผู้ผลิตก็ได้แบบที่พ่อค้าคิดว่าต้องขายได้แน่ๆ

การได้งานส่วนมากมาจากการแนะนำ เช่น โรงงานเคยจ้างคนอิตาลีออกแบบ แต่พอสถานการณ์เปลี่ยนแปลง ก็มีการแนะนำ เบียร์ ซึ่งเป็นลูกศิกย์ เป็นผู้ออกแบบแทน ซึ่งบางครั้งก็ไม่เพียงแค่ออกแบบ ยังต้องเป็นผู้ควบคุมการผลิตในทุกขั้นตอนอีก  โดยเจ้าของ โรงงานให้ความเห็นว่า ผู้ออกแบบจะเป็นผู้ที่รู้ว่า งานผลิตได้ตามที่ตนตั้งใจไว้หรือไม่  และถ้าเจ้าของโรงงาน เห็นว่า แบบนี้ น่าจะขายได้เรื่อยๆ ก็จะขอ ซื้อสิทธ์การออกแบบนั้น เอาไว้เลย ห้ามไม่ให้นำไปเสนอ ที่อื่นอีก  

การขาดความรู้ กฎหมายที่เกี่ยวข้อง เช่น ลิขสิทธ์การออกแบบ สัญญาการจ้าง หมายความว่า เจ้าของโรงงาน อาจจะไม่จ่ายค่าจ้างได้ ทำได้แค่เพียงบอกเพื่อนๆใกล้ชิด ไม่ทำงานให้ เจ้าของโรงงานนั้นอีกต่อไป

 

เบียร์  ให้ความเห็นเชิงเห็นใจว่า เป็นเพราะเจ้าของโรงงาน หรือ ผู้ผลิต ไม่มีระบบภายใน รองรับการจ้างนักออกแบบอิสระ  ระบบจัดการภายในมีไว้ เพื่อบริหารต้นทุนการผลิต เช่น วัสดุ ค่าจ้างแรงงานที่สามารถคำนวนได้จากผลงาน (อาจจะเป็น เหมารวม หรือ จ่ายเป็น ชิ้นๆ)  ส่วนการจ้างผู้ออกแบบ ซึ่งบอกได้ยากว่าจะขายได้หรือไม่ การกำหนดราคาจึงทำได้ยาก

 

แต่ก็มีวิธีคิดค่าออกแบบอยู่บ้าง เหมือนการคำนวน ราคาบ้าน คือ คิดราคาค่าวัสดุที่ใช้ในงานออกแบบทั้งหมด จากนั้นพิจารณาราคาขาย ส่วนที่เป็นกำไรก็เอามาคิดเป็นค่าออกแบบ ซึ่งเท่ากับแบ่งกำไรกับ นายทุน จึงไม่น่าแปลกใจว่า ทำไมค่าออกแบบถึงได้น้อย มาก (พอถึงตรงนี้ ก็นึกเรื่อง Branding ได้เหมือนกัน เจ้าของโรงงานรู้ต้นทุนการผลิต และต้องการขายสินค้าให้หมด ในราคาที่พอได้กำไร ในขณะที่พ่อค้าจะเข้าใจ ความต้องการของลูกค้าว่าอยากจะจ่ายเท่าไร ส่วนนี้มีองค์ประกอบแวดล้อมมากกว่าแค่เพียง ต้นทุนของสินค้า เช่น สมมุติว่า โรงงานผลิตสินค้าได้ คุณภาพเหมือนกันหมด ใช้วัสดุ เหมือนกันหมด พ่อค้าจะเป็นผู้อำนวยความสะดวกให้กับลูกค้าในการเข้าถึงสินค้า เช่น จัดให้อยู่ที่ ที่ เดินทางสะดวก มีบริการสินเชื่อ รับประกันความพึงพอใจ ถ้ากรณีที่พ่อค้ามีกำลังทางเศรษฐกิจมาก ก็สามารถซื้อสินค้ารูปแบบเดียวกันจากเจ้าของโรงงานได้หมด เป็นการปกป้องไม่ให้สิ่นค้าแบบนี้มีจำหน่ายทั่วไป ลูกค้าบางคนอยากใช้สินค้านั้นเพื่ออวดความมั่งคั่ง หรือ รสนิยม พ่อค้าจึงต้องปกป้องสินค้าไม่ให้ซื้อได้โยง่าย เป็นต้นทุนที่  ดังนั้น ถ้าเทียบระหว่าง เจ้าของโรงงานกับพ่อค้าแล้ว ผู้ที่ต้องทำ Branding น่าจะมาจากพ่อค้ามากกว่าเพราะ การสร้าง Brand ต้องการเข้าใจ พฤติกรรมของลุกค้า เห็นได้จาก Brand ดังๆ ก็ไม่มีหน่วยผลิตเป็นของตนเอง) แต่สำหรับนักออกแบบอิสระ การต่อรอง เพื่อรายได้ที่มากขึ้นโดยเพิ่มช่วงกำไรระหว่างต้นทุนในการผลิต กับราคาขายให้พ่อค้า จึงเป็นไปอย่างลำบาก

 

ในความเห็นของ เบียร์ ชื่อเสียงของนักออกแบบเท่านั้น ที่ช่วยได้

 

แล้วทำไมนักออกแบบไม่ผลิตเอง คำตอบเดาได้ไม่ยาก ก็คือ ไม่มีทุนเพียงพอ และไม่มีความรู้เรื่องตลาด แล้วยังต้องหาผู้ที่สามารถแกะแบบ เพื่อนำไปผลิตอีก   ถึงตอนนี้  เบียร์ ได้แนะนำให้ผู้เขียนรู้จักกับ Pattern Maker หน้าที่ของคนนี้ คือเป็นตัวเชื่อมต่อ ระหว่างร่างแบบ กับ ผลผลิต ผลงานการออกแบบจะดีหรือไม่ดี Pattern Maker เป็นผู้มีบทบาทสำคัญอย่างมาก

 Pattern maker จะเป็นพนักงานประจำ ค่อยรับร่างแบบ แล้วมาเปลี่ยนเป็น ชิ้นวัสดุ กำหนดขนาด เพื่อส่งให้เครื่องจักร หรือ คนเป็นผู้ตัดชิ้นวัสดุ จัดลำดับการประกอบวัสดุ จากนั้นก็ให้ คนงานรับจ้างเย็บ ชิ้นงาน ซึ่งเป็น ผู้เชียวชาญเฉพาะ ทำการผลิต เห็นได้ว่า การออกแบบจะสวมใส่สบาย หรือไม่ ขึ้นอยู่กับ Pattern Maker

                                                                                                                       

และบ่อยครั้งที่ เจ้าของโรงงานจะหาแบบสวยๆ จากหนังสือแฟชั่น แล้วมาให้ Pattern Maker แกะแบบ ไม่จำเป็นต้องอาศัย นักออกแบบเลย 

ที่นี้ เลยถามว่า ถ้ายังนั้น ทำไมไม่พัฒนาให้ Pattern maker เป็น นักออกแบบเลย เบียร์ บอกว่า มันเป็นคนละ สายงานกัน เพราะ เขาจะไม่รู้ว่า อารม ของ สี เส้นสาย ควรเป็นอย่างไร ไม่รู้ว่าถึงเหตุผล แนวคิด ในการออกแบบ เขารู้เพียงแต่ว่า ทำอย่างไรให้ สามารถ นำแบบนั้นออกมาเป็นชิ้นงานให้ได้ ในทางกลับกัน ทำไมนักออกแบบไม่ไปเป็น Pattern maker เบียร์ บอกว่า มันคนละแนวกัน แล้วเขาก็ ไม่ชอบที่จะมาแกะงานของ คนอื่นด้วย เห็นได้ว่า ในสถานการณ์ ตลาดการออกแบบไทย ผู้ผลิตอาจจะมองข้าม นักออกแบบโนแนมไปได้เลย  ปล่อยให้ Pattern maker มีบทบาทสำคัญ

 เท่าที่ทราบมา โรงเรียนสอน ออกแบบ เสื้อผ้า จำเป็นต้องสอนการวาง Pattern เป็นวิชาพื้นฐานที่สำคัญเสมอ ซึ่งการเข้าใจเรื่องของ Pattern สามารถนำไป ใช้สำหรับ งานเย็บอื่นๆ ทั่วไปได้ เช่น กระเป๋า รองเท้า และงานที่ อาศัยการตัดเย็บอื่นๆ เป็นต้น   

พูดถึงเรื่องนี้ เลยนึกถึง ช่างเย็บเสื้อชาวไทยในฝรั่งเศส ที่เป็นข่าวของกระทรวงการต่างประเทศ เกี่ยวกับปัญหาการใช้แรงงานในต่างแดน นักออกแบบชาวฝรั่งเศส มักจะจ้าง ช่างเย็บเสื้อชาวไทยแล้วซ่อนไว้ ภายในใต้ถุน ตึกสมัย เรเนซ้อง อันโอ่อ่าของตน เมื่อออกแบบได้ ก็นำมาให้ ช่างไทยเหล่านี้แกะแบบแล้วตัดเย็บ จนเป็นที่พอใจ จากนั้นก็นำออกขาย โดยให้ค่าจ้าง เพียงเล็กน้อย เมื่อเทียบกับ ราคาขายผลผลิตนั้นๆ ที่จำหน่ายใน กรุงปารีส อย่างไรก็ตาม ค่าจ้างเพียงเล็กน้อยเหล่านั้นก็ ยังมากกว่า ค่าจ้างที่จ่ายกันในเมืองไทย  เป็นเหตุให้ ช่างเย็บเสื้อผ้าเหล่านั้น ยังทนอยู่ทำงานอยู่ที่ปารีส โดยหวังจะสะสมเงินเพื่อกลับมาใช้ในเมืองไทย  ในตลาดปารีส นักออกแบบมีอิทธิพล พอที่จะกดค่าจ้าง Pattern maker และผู้ผลิตให้ต่ำได้ เพื่อที่ตนเองจะได้ผลกำไรจากราคาขายให้มากที่สุด และวิธีหนึ่งก็ คือใช้ วิธีจ้างช่างจากเมืองไทย ในราคาถูกแล้วซ่อนพวกเขาเหล่านั้นไว้ใต้ถุนบ้านนั้นเอง 

 

อย่างไรก็ตาม มันก็เป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ อยู่อย่างหนึ่งว่า ช่างไทย ของเรามีความสามารถในการนำงานออกแบบ มาทำให้เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพเพียงพอที่จะขายได้ในตลาดปารีส เพียงแต่ผลกำไรส่วนมากไม่ได้ถูกนำกลับมาใช้เป็นทุนพัฒนาตลาดการออกแบบภายในประเทศไทย แต่กลับไปอยู่ในมือของคนปารีส 

 ขอกลับมาพูดถึงตลาดการออกแบบในเมืองไทย เพื่อฉายให้เห็นสภาพตลาดชัดขึ้น กับกรณีเปิดเสรีการค้า ที่ให้ แบรค์สินค้าเสื้อผ้าจากต่างประเทศ นำเสื้อผ้าสำเร็จรูปเข้ามาขายในตลาดไทย การนำเข้าสินค้าสำเร็จรูปนี้ นอกจากจะไม่ได้จ้างแรงงานเราแล้ว ยังเข้ามาเอาส่วนแบ่งตลาดภายในประเทศออกไปอีก (คือผู้เขียนไม่ทราบว่า แบรด์ ที่ เป็นของไทย สามารถแย่งชิงตลาดภายในประเทศอื่นได้เท่าไร ใครมีข้อมูลลองหามาแลกกันก็ได้ครับ)  ผู้ประกอบการของไทยเกี่ยวกับเรื่องนี้ ผู้เขียนแบ่งเป็นสองกลุ่มใหญ่ คือ กลุ่มผู้ผลิตได้แก่  โรงงาน ซึ่งได้เล่าให้ฟังไปแล้ว และอีกกลุ่มก็คือ กลุ่มที่มีแบรด์ใหญ่เป็นของตัวเอง โดยที่ กลุ่มนี้จะเสนอสินค้าที่เน้นการออกแบบ มีร้านค้าของตนอยู่ในสถานที่ง่ายต่อการเข้าถึง กลางใจเมืองหลัก เป็นกลุ่มที่ต้องปะทะกับแบรด์จากต่างประเทศโดยตรง  (แม้มีอีกกลุ่มที่ ดักลูกค้า ตามทางหลวง ใหญ่ๆ ที่กลับจากจังหวัดท่องเที่ยว ซึ่งดูเหมือนจะเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบ จาก การเปิดเสรี น้อยกว่า) เจ้าของแบรด์ภายในประเทศ ลดต้นทุน โดยพยายาม ให้บริษัทตนเองไม่มี หรือมี หน่วยที่ใช้ผลิตให้น้อยที่สุด เนื่องจาก กฎหมายการจ้างงานเกี่ยวกับสวัสดิการของลูกจ้างเข้มข้นขึ้น  ข้อกฎหมายนี้ทำให้โครงสร้างการจ้างคนงานจำนวนมากยากต่อการบริหารเพื่อปรับเปลี่ยนในทันต่อสภาพตลาดที่เปลี่ยนอย่างรวดเร็ว ดังนั้น เจ้าของแบรด์จึงเน้นลงทุนการสร้างเสริมแบรด์ให้เข้มแข็งขึ้น แทนการลงทุนเพิ่มหน่วยการผลิต จากนั้นก็จ้างให้หน่วยผลิต ซึ่งเป็นโรงงานที่มีเครื่องมือให้การตัดเย็บดีกว่า ครัวเรือนหรือรายย่อย และด้วยการเป็นเจ้าของแบดร์ใหญ่ ที่สามารถ  สั่งตัดได้ในจำนวนมากมีความแน่นอนในการสั่งตัด ทำให้ เจ้าของแบรด์ สามารถใช้อำนาจทางเศรษฐกิจควบคุม งานออกแบบของตนจากการที่โรงงานจะนำออกไป ขายเอง โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งข้อกฎหมาย และเป็นผู้ที่ได้ดอกผลจากงานออกแบบของตนอย่างแท้จริง ซึ่งนักออกแบบอิสระที่โนแนมทำไม่ได้  

 

   นักออกแบบอิสระมีทางเลือกน้อย คือถ้าไม่ได้จบจากสถาบันออกแบบที่มีชื่อเสียง และมีทุน ที่มาจากครอบครัวของตนเองอยู่แล้วก็ยากที่จะหลุดขึ้นมามีชื่อเสียงได้ การเข้าไปเป็น นักออกแบบภายใต้ แบรด์ ดัง คงเป็นหนทางที่ดูจะให้ความมั่งคงต่ออาชีพมากกว่า  การที่ตลาดไม่เปิดโอกาศให้ นักออกแบบอิสระ อาจเป็น เพราะกำลังซื้อในประเทศ มีน้อยเกินไป สำหรับงานออกแบบเฉพาะกลุ่ม ถ้าเปรียบกับการเติบโตของธุรกิจของ วิเวียน ที่เริ่มจากการเน้นไปที่กลุ่มเฉพาะ และกลุ่มที่ วิเวียน เน้น มีกำลังซื้อพอสมควร ทำให้ วิเวียน สามารถสะสมทุน จนไต่ระดับขึ้นไปได้ แต่สภาพตลาดและรสนิยม ภายในเมืองไทยตอนนี้ ดูเหมือนจะไม่เอื้ออำนวยให้นักออกแบบอิสระได้แสดงผลงาน  กำลังซื้องานออกแบบส่วนมากตกเป็นของแบรด์ต่างประเทศ หรือไม่ ก็แบรด์ไทยใหญ่ๆเท่านั้น โอกาศดูเหมือนจะไม่เปิดหน้าต่างให้กับนักออกแบบอิสระ เลย  มีคนกล่าวว่าโอกาศมีอยู่ทั่วไป  การที่นักออกแบบอิสระไม่สามารถเกิดได้ เพราะตนเองไม่ทราบสภาพตลาดและการเปลี่ยนแปลงภูมิศาสตร์เศรษฐกิจ หรือเพราะ ไม่ทราบแหล่ง ทุน และวิธีการเข้าสู่แหล่งทุน นั้นๆ  เรื่องนี้อาจจะแก้ไขได้จาก การศึกษาเพิ่มเติม   (เพิ่มเติม…)

เผยแพร่ใน:  on มกราคม 14, 2008 at 7:40 am ให้ความเห็น

Fra Mauro Map @ TCDC

เขียน หลังวันเลือกตั้ง ปี 2550 สองวัน  

สวัสดี ครับ

 ใครที่ มาเยี่ยม ศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ คงสังเกตุเห็น แผนที่ใหญ่ ติดอยู่ข้างฝา ทางเข้าอุโมงค์ไปห้องสมุด ถ้าดูใกล้ๆก็จะเห็นว่า ตัวหนังสือในแผนที่ก็ไม่ได้จัดเรียงในแบบทีเข้าใจได้ง่าย เลยสงสัยว่าแผนที่ นี้ มันจะต้องทำความเข้าใจอย่างไร ถึงจะสนุกกับมัน สมราคาที่ คุณ พันศักดิ์  มอบไว้ให้เป็นทรัพย์สินของ สบร. 

เป็นแผนที่ที่จำลองแบบเท่าขนาดจริง ที่ นาย มาร์เชลโล เปรา ประธานวุฒิสภา ของ สาธารณรัฐ อิตาลี เป็นผู้มอบให้ ประธานที่ปรึกษาด้านนโยบายนายกรัฐมนตรีของประเทศไทย  โดยผู้เขียนต้นฉบับของแผนที่นี้ ชื่อ Fra Mauro เป็น บาทหลวง นิกาย คามาโดลิส (Camaldolese) อยู่ที่อาราม ซาน มิเกล ใน มูราโน (San Michel in Murano) ต้นฉบับแผนที่นี้ เก็บอยู่ใน หอสมุดแห่งชาติ มาร์ชีอานา (Biblioteca Nazionale Marciana) ซึ่งในช่วงเวลาที่เขียนแผนที่นี้ กลุ่มคนที่มีความสามารถในการเขียน จดบันทึก ก็คือ พวกบาทหลวง

 

 ผมอาจจะรู้สึกไปเองว่า  ถ้าเป็นเจ้าหน้าที่ TCDC และดูแผนที่ที่ ผู้ก่อตั้งมอบไว้ไม่รู้เรื่อง ก็มีความต่างกับ ยามเฝ้าพิพิธภัณฑ์ น้อยมาก (แม้แผนที่ นี้เป็นเพียงของจำลอง แต่ก็เพียงพอที่จะกระตุกให้ผู้ชม คิด ฝันได้เหมือนกัน) พอเริ่มเปิดหาข้อมูลก็รู้ว่า มันใช้เวลาและความพยายามอยู่มากพอสมควร และดูเหมือนจะให้ผลตอบแทนไม่คุ้มกัน อย่างไรก็ตาม ในขณะที่ยังเป็นเจ้าหน้าที่ TCDC เรื่องนี้รู้ไว้ก็ดีกว่าไม่รู้แน่ๆ

ช่วงแรกความสนใจผมอยู่ที่ประวัติศาสตร์ จีน จากการดูสารคดี เรื่อง 1421 The year China discover America ของ  Gavin Menzies ส่วนหนึ่งในสารคดี ได้พูดถึง แผนที่ Mauro นี้

 

แมนซี่ เป็นอดีต ผู้บัญชาการเรือดำน้ำ แห่งราชนาวี อังกฤษ ได้ทำการศึกษา ขีดความสามารถ และศักยภาพของ จีน เกี่ยวกับการเดินเรือ ในมหาสมุทร ผ่านเรื่องราว กองเรือมหาสมบัติ (เปาฉ่วน) ของ เจิ้นเห่อ (Zheng He หรือ Cheng Ho) การสร้างเรือเดินสมุทรขนาดใหญ่ เครื่องมือบอกเวลาและทิศทาง การกำหนดภูมิอากาศ ทิศทางลมที่เป็นแหล่งพลังงานเดียวสำหรับการเดินเรือ  รวมถึงเทดนิดการควบคุมกองเรือ ขนาดใหญ่ การสื่อสารระหว่างเรือแต่ละลำ การจัดทำเอกสาร เพื่อบอกเล่าเรื่องราวระหว่างการเดินทาง การคัดสรรลูกเรือ ที่ล้วนแล้วแต่ ยืนหยัดความยิ่งใหญ่ของอารยะธรรม จีน แมนซี่ ต้องการจะชี้ให้เห็นว่า ณ เวลานั้น จีน เป็นชนชาติแรกที่ ค้นพบทวีป อเมริกา ก่อน คริสโตเฟอร์โคลัมบัส (ถ้าใครได้อ่าน National Geographic ฉบับต้นปี 2000 จะมีการกล่าวถึงว่า ในช่วงพันปีที่ผ่านมาจีน เป็น ชาติแรกที่ มีศักยภาพเดินเรือได้รอบโลก แต่ไม่ได้ทำ เพราะอะไร ไว้มาคยุกันวันหลัง) แต่ ด้วยการให้เหตุผลที่อยู่บนหลักฐานที่ไม่หนักแน่นพอ เลยมีคนแนะนำให้ แมนซี่ เขียนเป็นนิยาย น่าจะเหมาะกว่า เสนอข้อสมมุติฐานนี้ในรูปแบบวิจัยทางวิชาการ (ผมเดาเอาว่า แดน บราว อาจจะเห็นว่า ถ้าให้การเชื่อมโยง เรื่อง แมรี่ แมกดาแรน กับหลักฐานที่ปรากฎ เป็นบทความทางวิชาการเมื่อไร คงโดนถล่มเหมือนกับ แมนซี่ เลยเปลี่ยน เป็นนิยาย ผลคือ  ดาวินชี โค๊ด กลายเป็นเรื่องโด่งดัง ติดอันดับ world classได้อย่างไม่ยากเย็น) อย่างไรก็ตาม แม้หลักฐานที่ แมนซี่ ให้ไว้ จะไม่เพียงพอที่จะยึดหยัดได้ว่า จีน เป็นชาติแรกที่ค้นพบอเมริกา ความยิ่งใหญ่ในอดีตของ จีน ที่ แมนซี่ นำเสนอ ก็กำลังทำท่าว่าจะกลับมาอวดให้ ชาวโลกได้ยอมรับมันอีกครั้งหนึ่ง ในฐานะ หนึ่งใน มหาอำนาจทางเศรษฐกิจ ในโลกปัจจุบัน

 

ในสารคดีของ แมนซี่ ปรากฎแผนที่ ที่เป็นอันเดียวกัน กับ ที่แสดงอยู่หน้าศูนย์สร้างสรรค์การออกแบบ เห็นบาทหลวง Fro Mauro เดินดุ่มๆ นำแผนที่ไปให้ King Alfonso V แม้ได้มีการเชื่อมโยง การจัดสร้างแผนที่ นี้กับ เจิ้นเห่อ ผ่าน เรื่องราวของการเดินทางของ มาโคโบโร พอให้คิดตามไปว่า Fro Mauro ได้รับอิทธิพลการสร้างแผนที่ จาก จีน  แต่ มันก็ยังไม่ได้บอกว่า แผนที่นี้ดูอย่างไร

  

พอค้นต่อ ก็เจอหนังสือ เรื่อง กรุงศรีอยุธยาในแผนที่ฝรั่ง ของ ธวัชชัย ตั้งศิริวานิช   หนังสือเล่มนี้ ตอนหนึ่งมีการอ้างถึง แผนที่ ของ Fra Mauro เลยได้เรื่องมาเล่าให้ฟังอย่างย่อดังต่อไปนี้ 

เวนิส เรียกกรุงศรีอยุธยา ว่า  เชโน (SCENO) หรือ ชิแอร์โน (SCIERNO) แปลว่า เมืองใหม่ เข้าใจว่าเป็นสำเนียง มาจาก ชะหรีเนาว์ (Shahari nau) ตาม ภาษาของชาวเปอร์เชีย ในขณะนั้นใช้เป็นภาษาสากล ยุโรปเลยต้องเรียกกรุงศรีอยุธยา ตาม ชาวเปอร์เชีย  ยืนยันการเป็นมหาอำนาจของพวกอิสลาม (เปอร์เชีย) ที่ยึดน่านน้ำเมดิเตอร์เรเนียน ผ่านความสามารถในการเดินเรือมาตั้งแต่หลังการล้มสลายของอาณาจักรโรมัน ซึ่งการครอบครองน่านน้ำนี้จบลง ในช่วงต้นของสงครามครูเสด เป็นหลักฐานที่เชื่อมโยงกันอีกอย่างหนึ่ง ที่แสดงให้เห็นถึงความศักยภาพการเดินเรือ ที่เป็นเสมือนคุณสมบัติเฉพาะของ พวกมุสลิม (เจิ้งเห่อ ซึ่งเป็นผู้คุมกองเรือมหาสมบัติ ของ ย่งเล่อ ก็เป็นคนที่มีเชื้อสายอิสลาม เช่นกัน )    

 แล้วตรงไหน คือ ชิแอร์โน  ชิแอร์โน อยู่บริเวณ สิบนาฬิกา ของแผนที่ ให้สังเกตุ ข้อความ     “Qucfta cita de fcierno e.vi cornace frat err.. ef fuo funne nominato fcierno ourer ganges ebabucaoo circa xxx cornaoe dauno daqieqalal tro.de citade  csftellu cpalacimnabelmete (ลอก อักขระ มาโดยไม่มีความรู้เลย แต่ก็ประมาณนี้ครับ)

o แปลว่านคร ชิแอร์โน แห่งนี้ ใช้ระยะเวลาเดินทางทางบก เป็นเวลา 6 ถึง 7 วัน บนฝากหนึ่ง ของแม่น้ำ ชิแอร์โน หรือ คงคา จะพบผู้คนอาศัยอยู่เรียงราย ตลอดเวลาเดินทางราว 30 วัน ส่วนอีกฝากหนึ่งของแม่น้ำ ก็เต็มไปด้วยบ้านเรือน ประสาท และพระราชวังที่วิจิตรตระการตา (ธวัชชัย, กรุงศรีอยุธยาในแผนที่ฝรั่ง, หน้า )  

หรือ ดูคำว่า SINVS GANGETIGVS เขียนอยู่บริเวณพื้นสีฟ้าที่เป็นทะเล อยู่ตรงบริเวณ สิบนาฬิกา ของแผนที่ อันนี้แปลว่า อ่าวสยาม ครับ

 

จุดประสงค์ของบทความนี้ก็คือ เมื่อกำหนดที่ตั้งของ ชิแอร์โน ได้ ก็ใช้ เป็นจุดตั้งต้น บวกกับความรู้แผนที่ในปัจจุบัน ก็จะหาประเทศอื่นๆ ได้ไม่ยาก  เช่น อินโดนิเชีย ก็อยู่เป็นเกาะถัดขึ้น จาก ชิแอร์โน  (ในยุดสมัยนั้นจะเห็นได้ว่าไม่สามารถหา ทวีปอเมริกาได้)

 สำหรับสมาชิกที่มีโอกาสมาเยี่ยมชม หวังว่าจะดูแผนที่นี้ได้สนุกขึ้น (ถ้าให้ดี แผนที่นี้ควร แขวให้ส่วนล่างตั้งติดกับพื้นเลย การแขวไว้สุง ทำให้ลำบากมากในการดู รายละเอียด) 

 มีหนังสือเกี่ยวกับ Fra Mauro ในตลาดอยู่มาก แต่ TCDC ที่ขึ้นชื่อว่าใส่ใจในรายละเอียด ไม่มีหนังสือที่เกี่ยวกับแผนที่นี้โดยตรงเลย อาจเข้าใจกันไปว่าตู้ปลา (touch screen) ดึงดูดความสนใจได้มาก ซึ่งผิดกับผมที่เชื่อว่า ความรู้ใหม่ๆ มีเสน่ห์ดึงดูดมากกว่า ถ้าTCDC เปรียบเหมือนผู้หญิง ก็ต้องเป็นผู้หญิงที่สวยและมีเสน่ห์ ไม่อย่างนั้นก็ทำได้เพียงจุงใจคนใหม่ๆ ไม่สามารถมัดใจใครๆไว้ได้นาน   

 

แต่ถ้าสมมุติว่า ไม่ชอบหาอะไรในแผนที่ ก็ยังพอจะได้ความรู้ จากแผนที่นี้อยู่เหมือนกัน เช่น

ด้านการริเริ่ม  

แผนที่นี้แม้ถูกจัดทำด้วย สัดส่วนทิศทางที่ไม่ถูกต้อง แต่สำหรับผู้ใช้งานจริงย่อมพบกับปัญหา และได้นำปัญหานั้น กลับมาใช้เป็นแนวทางการพัฒนารูปแบบการทำแผนที่ ให้ความสำคัญกับ มาตราส่วน และทิศทาง

 

ด้านการเมือง

ลองคิดว่าถ้า ตัวเองเป็น Mauro อะไรเป็นแรงบันดาลใจให้ จัดทำแผนที่ อันลือลั่นนี้ขึ้นมา ความต้องการถ่ายทอดความรู้ ให้ปรากฎเป็นเอกสาร มอบให้กับ King    เพื่อไว้ ขยายอาณานิคม โปตุเกส โดยที่ความผิดพลาดอาจส่งผลเสียต่อ อาณาจักรและตนเอง Mauro ต้องมีความรู้และข้อมูลอยู่ระดับหนึ่งที่มั่นใจว่าจะไม่ผิดเพี้ยน หรือ เป็นเพราะ  King ไม่สามารถลงโทษ บาทหลวงได้ สถาบัน King กับ ศาสนา ในยุโรปเป็นสองสถาบัน ที่เอื้อประโยชน์ ซึ่งกันและกัน  แผนที่นี้ ก็แสดงให้เห็น ถึงความเอื้อประโยชน์ ดังกล่าวได้ น่าสนใจในการตั้งข้อถกเถียง สำหรับ พวกคอการเมือง 

 

ด้านการจัดพิมพ์

 การออกแบบให้มีขนาดใหญ่ ไม่ได้คำนึงถึงการพกพา สามารถจดจำลักษณะของโลกจากภาพที่เห็นทั้งหมดในเวลาเดียว  

 

ทางด้านเทคนิดสี            

เวนิส  มีความสามารถพัฒนา สี ได้หลากหลายเพื่อใช้ ในงานศิลปะ ซึ่งในช่วงเวลาเดียวกัน อยุธยายังไม่สามารถพัฒนาสีโทนน้ำเงินหรือ สีกรมท่า ได้ สังเกตุได้จาก งานเขียนที่ฝาผนังวัดในสมัยอยุธยา ที่มีแต่โทนแดงส้มเท่านั้น       

 

สำหรับสมาชิก หรือ ผู้สนใจ ถ้ามีโอกาศแวะ มาศูนย์สร้างสรรค์ อย่าลืมมาลองหา เมือง ชิแอร์โน ในแผนที่ของ Mauro เล่นๆ นะครับ (เมื่อยคอหน่อย)   เพราะ จากนี้ยังไม่รู้ว่า แผนที่นี้จะถูกส่งกลับคืนเจ้าของเดิม หรือ อาจจะไม่นำออกมาแสดงอีก        

 

สวัสดีปีใหม่ 2551 ครับ ขอให้ ทุกคนมีความสุขมากๆ

แค่คิดดีๆ ก็ได้รับสิ่งดีดี แล้ว

 

เผยแพร่ใน:  on ธันวาคม 25, 2007 at 8:36 am ให้ความเห็น