แนวคิดเรื่อง Creative Economy อาจเป็นเรื่องใหม่สำหรับผู้ที่ไม่เคยศึกษาประวัติศาสตร์เศรษฐกิจ มีการให้ความสำคัญราวกับว่าเป็นเรื่องใหม่ใหญ่โต ถึงขนาดคิดกันเลยไปว่า Creative Economy จะเป็นยุดต่อจาก Industrial revolution เลยที่เดียว และถ้าเป็นเช่นนั้นความเข้าใจในทฤษฎีการพัฒนา วิวัฒนาการของสังคมหรือ รัฐศาสตร์ ที่เรียนกันมาเป็นร้อยๆปี ประวัติศาสตร์เราไม่เคยมีการใช้ Creativity ที่ส่งผลต่อระบบเศรษฐกิจอย่างนั้นเลยรึ และนี้คือ Creative Ecomomy ให้ความหมายของผม
แนวคิด
เพื่อความเข้าใจ ผู้เขียนใช้ทฤษฎี mode of production ของ นักคิดชาวเยอรมัน เชื้อสายยิว ที่กล่าวว่าวิวัฒนาการสังคมเกิดจากการเปลี่ยนแปลงพลังการผลิต (Production force) นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างส่วนบน(Super structure) เป็นฐานคิด
Great Theory นี้เป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวาง แม้จะมีการพัฒนา theory โดยนักคิดยุดถัดมาเพื่อปรับให้เหมาะสมกับสภาพสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป แต่การใช้ Mode of production ก็ยังสามารถแสดงให้เห็นได้ว่า ความคิดสร้างสรรค์ (Cretive) ได้ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจอย่างไร
เริ่มจาก การประดิษฐเครื่องจักรไอน้ำ และเครื่องปั่นฝ้าย เป็นความคิดสร้างสรรค์ในยุดเริ่มต้น ที่นำไปสู่การปฎิวัติอุตสาหกรรม เครื่องจักรของ Newcomen ถูกปรับใช้ในอุตสาหกรรมทอผ้า ในปี ค.ศ. 1799 ทำให้การผลิตมีประสิทธิภาพมากขึ้น การทำงานที่ เร็วขึ้น ทำให้ฝ้าย (ซึ่งเป็น Supplyของเครื่องจักร) มีไม่เพียงพอ และความต้องการฝ้าย ทำให้ขุนนาง ทำการล้อมรั่ว (Enclosure)ไล่ชาวนาออกจากที่ดินเพื่อ ปลูกฝ้าย ชาวนาไร้ที่ดินจึงต้องขายแรงงาน กลายเป็นกรรมกร เปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์ทางการผลิต (Relation of production) นำไปสู่การปฎิวัติอุตสาหกรรมในที่สุด ส่งผลกระทบและการเปลี่ยนแปลงต่อเนื่อง มีการสร้างสถาบันใหม่ๆ เพื่อใช้ควบคุมสังคม ระบบการเมือง ระบบการเงิน ระบบกรรมสิทธ์ ที่สถาบันของสังคมมีอยู่เดิมใช้ไม่ได้อีกต่อไป
การพัฒนาเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์และการสื่อสาร (ICT) ที่ล้ำหน้าในขณะนี้ มีลักษณะคล้ายกับการประดิษฐเครื่องจักรไอน้ำ ทำให้การติดต่อสื่อสารระยะไกลเป็นไปอย่างง่ายดาย การจัดเก็บข้อมูลในรูป Digital เพิ่มประสิทธิภาพในการเข้าถึงและใช้ข้อมูล มีราคาถูกลงอย่าง พลังการผลิตแม้ไม่ได้เพิ่มขึ้น แต่ก็ทำได้รวดเร็วขึ้นความสัมพันธ์ในการผลิตก็เช่นกัน ด้วย ICT เจ้าหน้าที่ บริษัทข้ามชาติ (Multinational corporation: MNC) สามารถทำงานให้กับบริษัทตนเองได้ แม้จะอยู่ในสถานที่ต่างๆ ทั่วโลก เช่น ผู้ตรวจสอบบัญชีอยู่ที Hong Kong สามารถดูเอกสาร ของบริษัทลูกค้า ที่อยู่ใน Philippineได้ ทำให้คิดกันว่า นี้อาจจะนำไปสู่การปฎิวัติ รูปแบบการใช้ชีวิต ที่เป็นอีกก้าวขั้น หนึ่งของการพํฒนา เป็นการปฏิวัติ ด้านข้อมูลข่าวสาร (informational revolution) นำไปสู่การเปลี่ยนแปลง ด้านเศรษฐศาสตร์การเมือง ระหว่างประเทศ และอาจทำให้ ฐานคิดทางเศรษฐศาสตร์ ที่ใช้กันอยู่เปลี่ยนไป
การเปลี่ยนแปลง
พลังของ เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์และการสื่อสาร กลายเป็นสิ่งปกติทั่วไปในปัจจุบัน แต่สำหรับ ผู้ที่อยู่ก่อนการมี ICT การเปรียบเทียบทำให้ เห็นการเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน เช่น คุณสามารถ ค้นหาเอกสารของ Sir John Bowring เรื่อง The Kingdom and People of Siam โดยที่แต่เดิม การเข้าถึงเอกสารสำคัญทางประวัติศาสตร์ไทยนี้ มีต้นทุนมาก แต่ด้วย ICT แค่ใช้เวลาเพียงหายใจเข้าออกไม่กี่ครั้ง (books.google.com) ก็สามารถนำเอกสารดังกล่าว มาอยู่ที่โต๊ะพร้อมต่อการวิเคราะห์ (Sir Bowring คิดอย่างไร ต่อสภาพบ้านเมืองของสยามในขณะนั้น) ICT ได้ลดขั้นตอนค้นหารวบรวมข้อมูลทำให้ เรามีเวลาพินิจพิเคราะห์ข้อมูลมากขึ้น (การวิเคราะห์ข้อมูล เป็นคุณสมบัติที่สำคัญกว่า การเข้าถึงข้อมูล หมายความว่า ทักษะการวิเคราะห์ข้อมูลเป็น ทักษะที่ไม่สามารถถูกแทนด้วยเทดโนโลยีใดๆได้เลย)
มีผู้เชียวชาญติดตามการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้อยู่หลายคน ที่เป็นที่รู้จักกันอย่างทั่วไป คือ Peter Drucker ที่กล่าวว่า เรากำลังเข้าสู่ยุดของ New Economy และเสนอข้อสมมุติฐานทางเศรษฐศาสตร์ว่า ปัจจัยการผลิตได้เปลี่ยนไปแล้ว (Factors of production)
Drucker มองว่า แรงงาน ที่อยู่รอดได้ในเศรษฐกิจแบบใหม่นี้ ต้องเป็น Knowledge worker เท่านั้น ดังนั้นทักษะที่จำเป็นของแรงงานที่เป็นที่ต้องการในตลาด ก็คือ มีความสามารถในการเรียนรู้ และใช้ ความรู้ รู้วิธีการสืบค้นและใช้ข้อมูล (ในอดีต แรงงานเรียนรู้งานจากขั้นตอนการทำงาน ที่เรียบง่าย แต่ผลกระทบจากการที่ ระดับบริหารสามารถติดต่อลูกค้าได้โดยตรง ผ่าน สื่อ ต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ICT ลดขั้นตอนในกระบวนการดำเนินงานอย่างมาก จึงเกิด นวัตกรรมทางการบริหาร การเงิน เช่น outsourcing, One2one marketing , ERP, CRM, B2C เป็นต้น เหล่านี้ล้วนใช้ทุนอย่างเข้มข้น อยู่ในรูปของ เทคโนโลยี ทำให้แรงงานต้องปรับตัวเองเพื่อเรียนรู้และเป็นส่วนหนึ่งของ Technology) ถ้าแรงงานไม่ปรับตัวโอกาศที่จะอยู่รอดในระบบเศรษฐกิจใหม่นี้น้อยมาก
เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงนี้ สถาบันการศึกษาซึ่งเป็นหน่วยงานหลักในการป้อนแรงงานเข้าสู่ระบบ จึงได้ปรับปรุงวิธีการเรียนการสอน เพื่อให้แรงงานรุ่นใหม่มีทักษะที่จำเป็น รองรับตลาดการจ้างงานทีผันผวนตลาดเวลา เช่น ในประเทศที่มีการบริโภคสุงอย่างสหรัฐอเมริกา ในช่วงแรกของการเปลี่ยนแปลง มีแนวโน้มบังคับให้นักศึกษาใหม่ต้องมีคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลทุกคน แต่ต่อมาก็เป็นเรื่องปกติทั่วไปการบังคับจึงหายไป สำหรับในประเทศไทยโครงการคอมพิวเตอร์ เอื้ออาทร ก็ดูราวกับว่าจะมีจุดมุ่งหมายเพื่อสร้างความคุ้นเคยการใช้เครื่องมือ สืบค้นข้อมูลนี้ แก่แรงงานในอนาคต เช่นเดียวกัน
ใน New economy ความรู้ถูกทำให้เป็นสินค้า (commoditization) เมื่อมีต้องการความรู้มาก มันจึงมีราคาสุง และถ้าอยากเป็นผู้จัดการ ก็ต้องลงทุนหาความรู้ ใครทุนมากก็มีโอกาศมาก เราเชื่อว่า Creative เกิดจากแรงบันดาลใจ ที่ไม่ว่า ยาก ดี มี จน ทุกสิ่งที่เห็นก็สามารถเป็นแรงบันดาลใจได้ และเรายังเชื่ออีกว่าความคิดสร้างสรรค์ที่ประสบความสำเร็จ ย่อมเกิดขึ้นจาก ฐานความรู้ เสมอ ถ้าปราสจาก ฐานความรู้ ก็จะมีแต่ความคิด อุจาด เพ้อเจ้อ ไร้สาระ และถ้าความรู้เป็นสินค้าที่มีราคาแพง จะมีกี่ คนในประเทศ เข้าถึงความรู้ได้ บ้าง
การเข้าสู่ New economy ดูจะมีเหตุพื้นฐานมาจากการพัฒนาเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์และการสื่อสาร
จากแนวคิด mode of production นี้เป็นข้อสมมุติฐาน ที่เปรียบเทียบผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจที่เกิดจากความคิดสร้างสรรค์ เช่น การประดิษฐ์เครื่องจักรไอน้ำ ได้นำไปสู่การปฎิวัติอุตสาหกรรม หรือ เทคโนโลยี ICT ที่คิดกันว่าจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหม่ (Paradigm) ซึ่งเห็นว่าเป็นเพียงอีกขั้นตอนหนึ่งของการสะสมทุนในระบบทุนนิยม เท่านั้น และทิศทางการพัฒนามาสู่ Creative Economy เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการแข่งขันที่ อาจจะลดความดุเดือดและรุนแรง ในการแย่งชิงทรัพยากร ลงได้ ความคิดสร้างสรรค์เป็น พื้นที่เฉพาะผู้ที่มีความรู้ความเข้าใจ ถ้ามีโอกาศนำมาใช้จะนำไปสู่การปรับปรุงยกระดับ คุณภาพชีวิต ความสงบร่มเย็น ของสังคม
Creative Economy กำลังจะกลายเป็น นโยบายของ รัฐบาล และเมื่อเดือนที่ผ่านมา มีสมัมนาเรื่อง Creative Economy จัดขึ้นโดยหน่วยงานของรัฐ คือ TCELS และ TCDC (เป็นหน่วยงานภายใต้ องค์การมหาชนเดียวกัน)
วันที่ 28.5.2551 Creative Economy เป็น สมัมนาหัวข้อแรก ของงาน “Life Science Life quality TCELS Day” จัดที่ ศูนย์ประชุมสิริกิติ์
ดร. ณรงค์ชัย อัครเศรณี แนะนำตัวท่านเองว่ามีอาชีพเป็น Develop Economist และขณะนี้ในฐานะที่เป็น ประธานกรรมการ ของ สบร. องคการมหาชน กล่าวถึง CE โดย อธิบายว่า คืออะไร ธุรกรรมของ CE และทำไมต้อง สนับสนุน
Creativity มีความหมายหลายมิติ เช่น ใน มิติ ของศาสนา ปรัชญา หรือ มิติทาง การเมือง และ มิติอื่นๆ
Economy หมายถึง การจัดการทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด การค้นพบอะไรใหม่ๆมัน เกี่ยวข้อง กับเศรษฐกิจ อย่างไร CE นำความคิดสร้างสรรค์มาทำให้ เกิดมูลค่า สมัยก่อนคนคิดเป็นแต่ มักจะขายไม่เป็น ในอดีตคนคิดไม่ได้ประโยชน์ จากสิ่งที่ตนเองคิด ดังนั้น การทำ CE ก็คือให้ เขาได้ประโยชน์จากสิ่งที่ เขาคิด
ธุรกรรมของ CE
เป็น สินค้าหรือ บริการ ที่ มี ศิลปมากกว่า (วิทยา) ศาสตร์ กำหนดวัดจากการมี IPR (intellectual property right), Patent , Trademark
ต้องมีระบบที่ ส่งเสริม สิทธิในสิ่งที่เขาคิดค้นขึ้นมา จากการที่เคยผ่านงานดูแล งบประมาณ พบว่าการจัดแบ่ง งบประมาณแยก เป็น เกรด กระทรวง เกรด A จะได้งบประมาณ มาก ส่วน B C ก็ รองลงมา กรมก็เช่นกัน แบ่งเป็น A B C เช่นกัน ในกระทรวงพาณิชย์ กรมทรัพย์สินทางปัญญา จัดอยู่ใน เกรด C
ตัวอย่างการเพิ่มมูลค่า ในสินค้า เช่น โทรศัทพ์ LG พอมีคำว่า PRADA ก็มีมูลค่าเพิ่มขึ้น อย่างมากมาย
สินค้าที่เกี่ยวข้องได้แก่ สินค้า ที่อยู่ในหมวด การออกแบบ Fashion Music Media หนังสือ เป็นต้น
ด้าน บริการ ก็เช่น การโฆษณา เสริมความงาม เวลาคนมีเงินมากขึ้น ก็อยากมีความสวยงาม
ทำไมต้องส่งเสริม
เวนิชมี Patent มาตั้งแต่ปี ค.ศ.1474 อิตาลีจึงเป็น ชาติแรกในโลกที่เข้าใจเรื่องนี้ ตรงกับสมัยที่ ราชวงค์สุพรรณบุรีปกครอง อยุธยา อังกฤษเริ่มมี ในปี ค.ศ 1570 (มีการเริ่มมาก่อนหน้านี้ แต่ประโยชน์ยังตกเป็นของพวกขุนนาง) และ อเมริกา ในปี ค.ศ. 1781 (check at: http://en.wikipedia.org/wiki/History_of_patent_law) การส่งเสริม CE เป็นการเพิ่มค่า เพิ่มความสามารถในการแข่งขัน
ศิลปะวัฒนธรรมไทย มีความต่อเนื่องคิด ว่าน่าจะมีโอกาศมากว่า ที่อื่น
เครื่องมือ
สำหรับ Creative Economy คือ ต้องส่งเสริมการ เรียนรู้ การคิด การออกแบบ ประดิษฐ์
รวมไปถึง การขาย การตลาด ตัวอย่างเช่น เมือง อุบุป (Ubud) ในเกาะบาหลี หรือ โรงงานที่ ดัดแปลงเป็นDesign center ในจีน กลางวันดูงานศิลป กลางคืนเป็น ตลาด ศิลปินต้องมีรายได้ ต้องมีการคุ้มครองสิทธิความคิด ในจีนมีการปรับ ถ้าไป copy ฝรั่ง (หนึ่ง หยวน) เเละ ต้องมีตลาดทุน สำหรับ กิจกรรมของ CE