เรียงความที่ระลึกกรณีจ่ายชดเชยให้กับผู้สูญเสีย ปี 2555

รัฐบาลยิ่งลักษณ์ตัดสินใจนำเงินภาษี มาจ่ายเงินชดเชยผู้เสียชีวิตในเหตการณ์ที่ปะทุขึ้นต้นปีที่แล้ว แม้จะถูกวิจารณ์อย่างหนักจากฝ่ายตรงข้ามถึงความเหมาะสม แต่ก็มีความสำคัญมากสำหรับการเปลี่ยนแปลงทางสังคม   

กลุ่มคนที่ต้องชดเชยเยีบวยานี้  แม้จะเป็นเพียงเบี้ยที่ถูกปลุกให้สู้ตามอุดมการณ์ที่ลอกตะวันตกมา ถูกใช้เป็นเครื่องมือต่อรองทางการเมืองของกลุ่มอำนาจที่ต้องการความชอบธรรมในตรรกะของตน ดูจะเป็นเหยือทางการเมืองอย่างไร้เมตตา เพื่อให้ผู้นำของตนเข้าสู่อำนาจปกครอง.. แต่ก็มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่ง ในนำการเปลี่ยนแปลงมาสู่สังคมไทย

 การต่อสู้ทางสังคมครั้งให้บทเรียนว่า อำนาจ จะไม่ผูกขาดโดยสถาบันใดสถาบันหนึ่งอีกต่อไป ถ้าลองนึกย้อนกลับไปช่วงเวลาหลัง 19 กย ใหม่ๆ  บรรยกาศในเวลานั้น มีทั้งความแปลกใจ ความยินดี คละเคล้ากันไป  แต่มันก็ผลิตซ้ำน่านิยมในโครงสร้างอำนาจเดิม ซึ่งแสดงให้เห็นจากการที่มีนายทหารรุ่นใหม่ หลายคน ถึงกับเอ่ยชื่นชมการกระทำครั้งนี้ของรุ่นพี่ ราวกับว่าเป็นจุดสุดยอดของอาชีพทหาร และตัวเขาเองโตขึ้นก็อยากโค่นรัฐบาล ..โค่นอำนาจรัฐบ้าง

. ซึงผลของการต่อสู้ยิบตาของอำนาจใหม่นี้ ได้สั่งสอนคนพวกนี้ให้ตระหนักถึงการเปลี่ยนแปลง ที่เกิดขึ้นบนโลกใบนี้ (เราน่าจะเตือนให้ทหารตระหนักไว้ว่า สัดส่วนที่เหมาะสมระหว่างขนาดของประเทศกับกองทัพ ในความเห็นของ พ.อ. พระยาทรงสุรเดช มีแค่ระดับนายพันเท่านั้น การจัดองค์กรให้มีถึงขั้นนายพล เป็นภาระที่มากเกินไป ต่อระบบเศรษฐกิจ)

นี้ยังไม่นับการเปลี่ยนแปลงทางสังคมในหลายๆมิติ เช่น มันได้ดึงผู้คนทั้งหมด ให้หันมาสนใจปัญหาการเมือง ดึงดูดทุกอาชีพตั้งแต่คนมีรายได้มากจนถึงรายได้ไม่มาก (เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยทีตลอดสิบปีไม่เคยถามเรื่องราวทางการเมืองก็เริ่มสอบถามพูดคุย) ปรับทัศคติของกลุ่มอำนาจเดิม ที่เคยคิดว่าการเมืองเป็นเรื่องเฉพาะผู้มีหน้าที่ เช่น นักรัฐศาสตร์ นักเศรษฐศาสตร์ นักกฏหมาย (การเมืองแยกจากการทหารมาตั้งแต่ลัทธิพาณชยนิยมเสื่อมลง) เริ่มมีกระบวนทบทวนการเปลี่ยนแปลงทางสังคมที่ผ่านมาที่ส่งผลให้บางกลุ่มบางพวกออกอาการกระแดะ ถึงขั้นปรามาสคนจนว่า พวกเขาอาจเมตตาส่งคืนปัญญาให้สักที เป็นต้น และมีตัวอย่างอีกมากมายที่สะท้อนว่า สังคมเปลี่ยนแปลงไปแล้ว

ถ้าใครลองนึกย้อนกลับไปไม่ถึง สิบปี คงไม่มีใครสามารถจินตนาการได้ว่า องคมนตรีจะโดนว่าร้ายได้ขนาดนี้ หรือแม้แต่ ประมุขสุงสุดก็ตาม แต่ถึงตอนนี้ ทุกอย่างก็เป็นไปได้

โดยสรุปก็คือ สังคมกำลังเริ่มต้นกระบวนการเลิกกระแดะบนสมมุติฐานที่แต่งเติม และหันกลับมาใช้ความจริงเป็นฐานในการก้าวเดินต่อไป ถึงแม้จะยังไม่อาจเรียกได้ว่า ความฝันของสังคมไทยได้ก่อตัวขึ้นแล้วก็ตาม

อาจกล่าวได้ว่า เบี้ยไพร่ที่ได้รับการชดเชยในครั้งนี้ เป็นการตอบแทนคุโนปการต่อสังคม ควรต้องจ่าย และเมื่อเทียบดูจะน้อยเกินไปด้วยซ้ำ

แต่การแยกพวกเขาออกเป็นสองท่อนง่ายๆ แบบ เบี้ยกับขุน เพื่อให้เกิดความเห็นอกเห็นใจซึ่งกันและกัน เพราะเราต่างก็เป็นเบี้ยด้วยกันทั้งสิ้น โดยชี้ให้เห็นว่า พวกเบี้ยเหล่านี้สู้โดยไม่คิดว่าหลังจากนั้นรวยหรือไม่ เขาสู้เพราะอยากเห็นการเปลี่ยนแปลงจริงๆ และเชื่อว่าทุกคนต่างรู้ว่าสังคมกระแดะนี้ต้องการการเปลี่ยนแปลงจริงๆ การต่อสู้ของเบี้ยจึงมิใช่การสู้เพื่อรวย ..(แม้จะเกิดผลทางจิตวิทยาอย่างมากต่อกลุ่มเบี้ยที่ยังมีชีวิตอยู่ ถ้าสมมุติว่าต้องต่อสู้กันอีกครั้ง).

และเราต่างก็เชื่อกันว่า ผู้นำหรือ ขุน ที่เต็มไปด้วยการแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตัวไม่ได้มีเป้าหมายจะปรับเปลี่ยนสังคมกระแดะนี้จริงๆ เพราะเขาเองก็ยังคงได้ประโยชน์จากการใช้เบี้ย ที่มีจิตใจมากกว่าความคิดด้วย และเราก็มารอดูกันว่า เมื่อพวกเขา (ท่อนที่เป็นขุน) ได้อำนาจปกครองนี้แล้ว จะทำเพื่อใคร เพื่อไทยของเขาคือ นายทุน หรือคนจน (พวกเบี้ยที่สู้ยิบตาเพื่อมอบอำนาจปกครองให้ขุน(นางใหม่)) …. กันแน่

Post a comment or leave a trackback: Trackback URL.

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.