Howitzer is Forever

ปืนใหญ่เป็นอาวุธหลักชนิดหนึ่งในสงครามที่ยังใช้อยู่จนถึงปัจจุบัน ทั้งๆที่หลังจากพัฒนามาจนใส่กระสุนด้านหลังแล้วก็แทบไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง หลักการทำงานยังคงไว้ซึ่ง กระสุนวิถีโค้งกับเสียงแวกอากาศก่อนกระทบเป้าสุดแสนคลาสลิก บางชนิดยังใส่กระสุนปากกระบอกอยู่เลย ถ้าจะเห็นพัฒนาบ้างก็คงเป็นระบบ supply กระสุนและเครื่องคำนวนพิกัดกระสุนตกเท่านั้น (การคัดปลอกกระสุนยังใช้ในปืนรถถัง ) ปืนใหญ่ที่ยิงวิถิโค้งนี้รู้จักกันในชื่อ Howitzer และ Mortar อย่างไรแล้วในสงคราม Total war จากนี้ไป(คศ. 2011)ที่ความพ่ายแพ้ส่งผลรุนแรงมากที่สุด มหาอำนาจจำเป็นต้องชนะ จึงมีแนวโน้มที่จะระดมใช้อาวุธที่ทันสมัยกว่า มีอำนาจทำลายสุงกว่า มีความแม่นยำกว่า ปืนใหญ่จึงถูกลดระดับความสำคัญลง ราวกับว่าเป็นอาวุธที่หมดยุดสมัยไปแล้ว ปล่อยให้ความเหนือกว่าทุกด้านของยุทธโธปกรอื่นๆแสดงหน้าเวที

อาวุธทันสมัยแค่ไหนถ้าการจัดองค์กรขาดความเชื่อมโยงอาวุธนั้นก็ไร้ค้า จึงมีการจัดองค์กรสำหรับทำสงคราม(กองทัพ)ใหม่ ซึ่งเป็นขั้นกว่าของ Command and control (C&C) นั้นก็คือ Military Intelligent(MI) และด้วยเทคโนโลยีการสื่อสารและคอมพิวเตอร์ (ICT)ที่ก้าวหน้าขึ้น ทำให้ระบบ Information warfare ( IW) มีประสิทธิภาพมากขึ้นอย่างมาก จากที่เคยติดต่อกับผู้บังคับหน่วย กลับติดต่อไปที่อาวุธได้เลย IW จึงสามารถให้ข้อมูลการตัดสินใจ ชนิด นาทีต่อนาที ประมวนผล ความสามารถของอาวุธ และผลการใช้อาวุธทุกชนิดได้ ในเวลาอันรวดเร็ว (อาวุธยุทธศาสตร์ทุกชนิด เช่น เครื่องบินรบ รถถัง เรือบรรทุกเครื่องบิน เรือดำน้ำ ขีปนาวุธทุกระยะและ อื่นๆที่เกียวข้อง ถูก identified และจัดระดับความสำคัญไว้ใน IW ทั้งสิ้น ) เรียกว่า อาวุธให้ข้อมูลผลการทำงานโดยตรงต่อ ผบสส เลย IW จึงกลายเป็นหัวใจของ MI สร้างความได้เปรียบและกำหนดผลของสงคราม Total war ในยุดสมัยนี้และในอนาคต เป็นเครื่องมือทางยุทธศาสตร์ที่หาซื้อไม่ได้

และเมื่อเทียบกันแล้วกับการจัดกองทัพแบบ MI ที่ทุกอย่าง High tech ปืนใหญ่จึงดูเป็นอาวุธที่ทึมๆ ที่ดูจะหมดยุดสมัยอาจดูฉลาดขึ้นมาเล็กน้อยจากความสามารถยิงหัวกระสุน Excalibur ที่ควบคุมด้วย GPS ได้ ดังนั้นเสนห์ของ(ปืนใหญ่) Howitzer และ Mortar ที่ทำให้ทุกกองทัพยังต้องมีไว้ จึงไม่ใช่อำนาจการทำลายล้างเมื่อเช่นในยุดก่อน แต่เป็นอาวุธสำหรับสงครามจำกัดขอบเขต (ที่ไม่ใช้ Total war )เหมาะกับสงครามขนาดเล็ก ซึ่งเป็นรูปแบบของสงครามที่เกิดขึ้นบ่อยที่สุด และบางครั้งก็เพียงพอที่จะตัดสินผลแพ้ชนะ ประสิทธิภาพของปืนใหญ่จึงให้ผลตอบแทนที่คุ้มค่าเมื่อเทียบกับต้นทุนของมัน

ต้นทุนในที่นี้รวมถึงค่าใช้จ่ายในการยิงทั้งหมด ตั้งแต่ การฝึกยิง (Mortar อายุ20ก็ยิงได้แล้ว) การกำหนดเป้าหมาย การผลิตกระสุน การนำปืนเข้าพื้นที่รบและการ supply กระสุน การบำรุงรักษา ล้วนแล้วมีต้นทุนต่ำมากเมื่อเทียบกับ ยูทโธปกรณ์ใน MI และที่สำคัญผลิตขายได้เนื่องจากความพื้นๆของมัน จึงไม่มีกฏหมายห้ามขาย ประเทศผู้ผลิตขายอาจทำกำไรจากคู่สงครามขนาดแจกปืนใหญ่ให้กองทัพประเทศตนเองใช้ฟรีๆเลยก็ได้ ซึงต่างกันมากกับระบบ MI ที่แม้จะทรงอนุภาพแต่กลับมีต้นทุนที่สูงริ้ว และความที่มันประกอบด้วยอาวุธทางยุทธศาสตร์หลายอย่าง ทำให้มีการออกกฏหมายห้ามซื้อขายอาวุธดังกล่าว จนเกือบจะไม่มีประเทศไหนเลยจัดกองทัพในระบบ MI ได้ รัฐบาลจึงแบกภาระต้นทุนการเป็น monopoly (แต่ไม่มีลูกค้า)ไว้สุงมาก ทั้งนี้ยังไม่นับรวมบุคคลกรที่อาศัยการอบรมสูง ใช้ทักษะมาก ระบบทรัพยากรบุคคลของชาติต้องสูญเสียให้กับกิจกรรมไม่ก่อให้เกิดการผลิต (นอกเสียจากจะมีการ transfer war technology to market technology) เมื่อไร้คู่แข่งจึงไม่มีความจำเป็นต้องจัดกองทัพในระดับ MI เพื่อรบจริงๆ ทำได้แต่ซ้อมถ่ายทำสารคดีเท่านั้น อย่างไรแล้วดูเหมือนความสำเร็จของMI จึงไม่ใช่การรบจริงๆ แต่กลับเป็นผลทางจิตวิทยามากกว่า เพราะมันสร้างภาพความไร้เทียมทานของประเทศได้ ภาพนั้นข่มขวัญคู่ต่อสู้ในระบบคิดเลย อำนาจเช่นนี้ถูกจัดอยู่ใน Solf Power ชนิดหนึ่ง

และอาจคิดว่าสามารถนำ IW มาใช้ในการจัดกองทัพในทุกระดับได้(อาจใช้ควบคุม หน่วยรบปืนใหญ่ได้) ซึงความจริงแล้วการประสานกัน ระหว่าง IW ในระดับ C&C ก็มักประสบปัญหาใช้งานไม่ได้ผลมากนัก เพราะจำนวนปืนใหญ่และกระสุน ไม่มีเทคโนโลยีสูงจนสามารถกำหนดในระบบ IW ได้(อาวุธไม่คุยกับระบบข้อมูลโดยตรง ต้องผ่านผู้บังคับหน่วย C&C) ปืนใหญ่จึงแค่อยู่ในระบบสรรพาวุธที่มีควบคู่กับกองทัพมากนานเช่นกัน และC&C ก็ยังคงซึ่งลักษณะการบริหารจัดการกองทัพเช่นที่ทำไว้ในอดีต คือไม่มี IW ก็รบได้ ดังนั้นการประสานกันที่ดีที่สุดระหว่าง IW กับหน่วยรบปืนใหญ่ก็คือ ภาพลักษณ์ของ MI ในจินตนาการของข้าศึกกับการปฎิบัติการของ C&C ทีมีความแน่นอน ส่งผลให้อาวุธทึ่มๆ มีความน่ากลัวและมีประสิทธิภาพมากขึ้น และมันทำให้เข้าถึงเป้าหมายของสงครามได้ด้วยต้นทุนถูกที่สุด

Mortar พร้อมกระสุน3ลูกสามารถนำเข้าสู่แนวหน้าด้วยคนเพียงสามคนเท่านั้น และจำนวนมากขึ้นถ้าไปกับฮัมวี่ ส่วน Howitzer ที่ใช้คนยิงมากกว่า ระยะหวังผลไกลกว่า จึงอยู่ในที่ตั้งได้ ยิ่งเสร็จนั้งเล่นเนต กินกาแฟ รอคำสั่งยิงครั้งต่อไป ผู้ตรวจการหน้าแค่เปลี่ยนจากการเดินลาดตะเวณเป็นการใช้ดาวเทียม กล้องจับความร้อน เพื่อกำหนดพิศัยการยิง ซึ่งการรายงานก็มีความแม่นยำมากกว่า GPSที่ขายกันอยู่ทั่วไป เป็นลักษณะการจัดการกองทัพแบบ C&C การใช้ปืนใหญ่ จึงสะท้อนความจำเป็นของการจัดกองทัพในสงครามด้วยเช่นกัน เช่น ใน อัฟกัน หรือ ซันดัม เป็นตัน ซึ่งล้วนเป็นสงครามจำกัดขอบเขต รบกับกลุ่มประเทศที่ไม่สามารถผลิตอาวุธใช้เอง(ล้าหลัง ด้อย หยิ่ง) หรือ แม้กระทั่งเป็นสงคราม Proxy ก็ยังสามารถให้ปืนใหญ่ กับนักรบท้องถิ่นได้

ปืนใหญ่และการยิงปืนใหญ่ จึงยังคงเป็นภาระกิจทางทหารที่ยังคงอยู่ ตราบใดที่ไม่มีประเทศใดๆในโลกก้าวขึ้นมาจัดกองทัพในระบบ MI ได้นอกจากสหรัฐอเมริกา (NATO ยังใช้ภาษาของตนในระบบ IW ทำให้การประสานงานในระหว่างประเทศสมาชิกด้วยกันไม่มีประสิทธิภาพเท่ากองทัพสหรัฐ สำหรับ NATO พวกเขาเพียงใช้ C&C ประสานการทำงานกับสมาชิกด้วยกันเท่านั้น)

About these ads
Post a comment or leave a trackback: Trackback URL.

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.

%d bloggers like this: