ความต้องการเป็นจุดเริ่มต้นระบบเศรษฐกิจ
เพลโต กำหนด ความต้องการเป็นสองแบบ คือ ความต้องการตาม ธรรมชาติ ได้แก่ อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ยารักษาโรค ที่อยู่อาศัย ส่วนความต้องการที่ ไม่เป็นธรรมชาติ เช่น การสะสมทุน การมีอำนาจเหนือผู้อื่น เพื่อใช้ควบคุมทรัพยากรและกำหนดค่านิยม ทิศทางของสังคม เป็นต้น
ระบบการผลิตของโลกถูกพัฒนาจนมีประสิทธิภาพในการตอบสนองความต้องการตามธรรมชาติได้อย่างเพียงพอ ทุกคนน่าจะสามารถเข้าถึงและใช้ทรัพยากรได้อย่างไม่ต่างกันมากนัก ความเลื่อมล่ำที่เกิดขึ้นจึงไม่ได้เป็นเพราะขาดประสิทธิภาพในการจัดการทรัพยากร แต่เกิดจากการมีแล้วยังมีมากขึ้นไปอีกของผู้ที่มีอำนาจในการจัดสรรทรัพยากร ผู้มีอำนาจในการจัดสรรทรัพยากรและกำหนดทิศทางการพัฒนา ที่ไม่เห็นแก่ตัวจนมากเกินไป ความต้องการตามธรรมชาติของประชาชน ก็จะได้รับการตอบสนองทุกคน เช่น ในประเทศอาหรับ ที่นำรายได้จากการค้าน้ำมัน มาเฉลี่ยให้กับทุกคน แม้จะไม่เท่ากันแต่ความต้องการทางธรรมชาติก็ได้รับการตอบสนองอย่างทั่วถึง (มีความเชื่อทางศาสนาเป็นตัวกำหนด) ส่วนในประเทศที่ ผู้นำเห็นแก่ตัว ประชาชนส่วนใหญ่ก็จะอดอยาก ยากจน ขาดประสิทธิภาพในการผลิต ผลผลิตที่เป็นความต้องการตามธรรมชาติจึงมีไม่เพียงพอ ส่งผลให้ระบบเศรษฐกิจและสังคม มีความบอบบาง พร้อมที่จะแตกสลายนำไปสู่ความรุนแรงอยู่เสมอ ที่น่าแปลกก็คือ ประเทศไทยที่อยู่ในเขตสวงสวรรค์ของโลก เพาะปลูกได้ตลอดทั้งปี กลับพบว่า หลายคนในประเทศไม่มีความสามารถในการเข้าถึงอาหารที่มีสุขลักษณะที่ดี ต้องบริโภค หมูฉีดยา ผักมีพิษ ปลาพยาธิ แต่อาหารจากประเทศไทยกลับมีชื่อเสียงมากในต่างประเทศ เรียกได้ว่า ส่งออกของดี บริโภคของห่วย
ระบบทุนนิยม เป็นระบบการบูชาทุนไม่มีทุนแล้วร่างกายจะเกิดสั่น คล้ายกับ อัลกอฮอริซึม การสะสมทุนอันมีเงินตราเป็นหน่วยนับ ทำให้การสะสมเป็นไปได้อย่างไร้ขีดจำกัด แนวคิดของผู้คนให้มุ่งเน้นการสะสมทุน มักจะพยายามเปลี่ยนสิ่งที่ไม่เคยเป็นสินค้าให้กลายเป็นสินค้า เช่น การค้าทาส การขายหญิงสาวให้กับฮาเร็ม การค้าอาวุธในสงครามคูเสด เรื่องราวเหล่านี้ย้อนกลับไปได้ถึงสมัยที่ เวนิชควบคุมการค้าโลก การที่บูชาทุน มากกว่าสิทธิความเป็นมนุษย์ มากกว่าจริยธรรม เห็นความเสียหายของผู้อื่นเป็นสินค้า นำความวุ่นวายมาสู่สังคมมนุษย์ ถ้าควบคุมไม่ได้ก็จะนำไปสู่สงครามครั้งใหญ่ๆ เสมอ
อย่างไรก็ตามระบบทุนนิยมเป็นระบบที่มีประสิทธิภาพในการผลิตมาที่สุด การละทิ้งระบบนี้ อาจทำให้สังคมขาดการพัฒนาความรู้และเทคโนโลยี ทีช่วยให้มนุษย์รอดพ้นจาก ภัยธรรมชาติ เพื่อให้ระบบทุนนิยม เป็นกลไกในการสร้างสรรค์ เทคโนโลยีในด้านต่างๆ ระบบการเมืองจึงต้องพัฒนา สถาบันใหม่ๆขึ้นมาเพื่อควบคุม การเปลี่ยนทุกอย่างให้เป็นสินค้า เช่น การป้องกันการค้ามนุษย์ โดย สร้างจิตสำนึกในเรื่อง สิทธิความเป็นมนุษย์ขึ้นมา แม้ผลจะ ไม่สามารถหยุดการค้ามนุษย์ไปหมด แต่ทำให้ความร่ำรวยจากการกดขี่ผู้อื่นไม่เป็นที่ยอมรับในระดับ รัฐ (เหมือนในสมัยเวนิช) ที่ชวนให้คิดก็คือ เรื่องราวการเอารัดเอาเปรียบ ยังสามารถพบเห็นได้ในปัจจุบัน ความรู้สึกที่ สัมผัสได้ กับความละโมกที่ พยายามกดให้ผู้อื่นต้องทำตามและเชื่อฟัง ยังอยู่ เพียงเพื่อให้คนเหล่านั้นเป็นฐานอำนาจทางการเมืองและเศรษฐกิจ ยังไม่ได้เปลี่ยนแปลง ไปจากในอดีตซะเท่าไร เห็นได้จาก หนังAV ยี่ปุ่น ยิ่งเด็กลงทุกวัน กดขี่มันเข้าไป สนองความอยากความต้องการชั้นต่ำ ซ้ำร้าย รู้มาว่า ตัวผู้หญิงเองก็เต็มใจจะเป็นแค่สิ่งค้าเสียด้วย ทุกวันนี้โลกการค้าพลังทางเศรษฐกิจได้ครอบงำมาจนเข้าไปในใจแล้ว เคยได้ยินคำว่าต้องขายตัวเองให้ได้ไหม เป็นคำที่มันชักชวนให้รู้สึกว่า เป็นความ เก่ง เท่ห์ ถ้าขายตัวเองได้ พอใครไม่ยอมเซล ตัวเอง ก็โดนด่าว่า attitude ไม่ดี โธ่เอ๋ย ก็แค่ได้เป็นสินค้า สินค้ามันจะคุยภาษามนุษย์ ได้ยังไง ก็ต้องสินค้า คุยกันเอง Attitudeถึงจะตรงกันไง เป็นมนุษย์ก่อนแล้วค่อยมาคุยกัน
การที่สังคมหนึ่งสะสมทุนได้ในระดับหนึ่ง ช่วยให้สามารถจัดการให้บางกลุ่มคนที่มีความรู้ความสามารถ ทุ่มเทใช้เวลาให้กับการคิดค้นความรู้และเทคโนโลยี ในการผลิต โดยไม่ต้องวิตกในเรื่องความต้องการพื้นฐานของร่างกาย ความรู้ใหม่ๆ ช่วยยกระดับสภาพสังคมให้รอดพ้นจากความขัดสนตามธรรมชาติ เรามีอาหาร น้ำ อย่างเหลือเฟื้อ จนกระทั่งประชากรในบางประเทศต้องพยายามลดน้ำหนัก (ความอ้วนที่ไม่ได้เกิดจากโรคหรือ กรรมพันธ์จึงถูกรังเกียจ) เราเดินทางได้ไกลขึ้น รวดเร็วขึ้น ค่าใช้จ่ายถูกลง จนสามารถทำงานห่างออกจาก ที่พักได้มาก หรือ ขยายความเป็นเมืองออกไปได้ไม่มีที่สิ้นสุด เทคโนโลยีที่ถูกคิดค้น ช่วยให้เรามีชีวิตนานขึ้น มีสุขภาพที่ดีขึ้น และดูเหมือนจะทำให้ สังคมมีความสุขขึ้น ในประเทศที่ ระบบทุนนิยม มีความก้าวหน้า จึงมีความระมัดระวังในการหลีกเลี่ยงการกดขี่ผู้อื่นเพื่อสะสมทุนโดยตรง การค้นคิดเทคโนโลยีจึงเป็นไปอย่างเข้มข้น นั้นเป็นเพราะ ไม่มีใครยอมให้กับอำนาจ ที่ต้องการถูกชักจุงและ ชี้นำได้ด้วยการบังคับและลงโทษอีกต่อไป เทคโนโลยีจึงเป็นปัจจัยสำคัญในการเพิ่มผลผลิตโดยนัยยะที่ซ่อนไว้ก็คือ หลีกเลี่ยงการใช้แรงงานโดยตรง มีการสนับสนุนให้แรงงาน เรียนรู้ที่จะใช้ และคิดค้นเทศโนโลยี ผ่านกระบวนการศึกษาที่มีต้นทุนสุง รัฐจึงต้องสนับสนุนการศึกษา เพราะจะปล่อยให้ผู้ที่มีอันจะกิน ใช้ทุนส่วนตัวสนับสนุนลูกตัวเอง คนจนและลูกคนจนคงจนไปจนกว่าพระอาทิตย์จะดับ (ที่บอกว่าจากรัฐ เพราะคิดว่ารัฐสามารถบังคับให้ คนจนตระหนักถึงการให้การศึกษาแก่ลูก ที่จะกลายเป็นแรงงานพัฒนาประเทศสามารถใช้ความรู้เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกบังคับโดยตรงได้)
สำหรับประเทศทีระบบทุนนิยมล้าหลัง และไม่มีความรู้เพียงพอจะสร้างเทคโนโลยีเป็นของตนเอง (ในประเทศล้าหลัง การซื้อเทคโนโลยีมักจะต้นทุนต่ำกว่าการสร้างเอง) กระบวนการเปลี่ยนให้ทุกอย่างเป็นสินค้า ยังดำเนินต่อไป เช่น มีการใช้แรงงานเด็กในโรงงาน และ แรงงานผู้หญิงในไร่ จากนั้น ก็มีสถาบันขึ้นมาเพื่อปกป้อง ไม่ให้มีการสะสมทุนในลักษณะเช่นนี้ อีกหนทางหนึ่ง ในการสะสมทุน คือมีการเปลี่ยนวัฒนธรรมให้เป็นสินค้า ในยุดเริ่มต้น มีการซื้อขายกันตรงๆ อยู่ในรูปแบบการค้าของเก่า จนไปถึงขโมย ทับหลัง พระพุทธรูป กันเลย ต่อมาพัฒนาควบรวมไปกับการท่องเที่ยว ทำให้มีการรักษา วัตถุโบราณพร้อมไปกับการสะสมทุน และการท่องเทียว ก็เป็นเครื่องมือกระจายความมั่งคั่งได้อย่างดี
แต่การมีวัฒนธรรมเก่าแก่ และภูมิศาสตร์ที่ดี วิธีการในการสะสมทุน จึงมีความพยายามน้อยที่จะพัฒนาให้มีเทคโนโลยีเป็นของตัวเอง แต่กลับมีความพยายามที่จะเปลี่ยน อะไรก็ตามที่คิดว่าขายได้ให้เป็นสินค้าเสียเลย สิ่งที่น่าตะหนกมันอยู่ที่ว่ามีบางคนเข้าใจว่า ถ้าเปลี่ยนให้เป็นสินค้าไม่ได้ จะทำให้ระบบเศรษฐกิจของประเทศอับจน แล้วขยายความเข้าใจเช่นนี้ต่อสาธารณะให้เข้าใจแบบนี้ด้วย เรียกว่า หลอกตัวเองยังไม่พอยังเที่ยวไปหลอกคนอื่นอีก ก็มีคนยอมให้หลอก แต่ก็มีบางที่ไม่ยอมถูกหลอก ดันคิดไปว่า ความเห็นแตกต่างนำไปสู่ข้อสรุปที่เหมาะสม สติปัญญาที่เพิ่มขึ้น ก็เพิ่งรู้ว่ามันใช้ไม่ได้กับองคกรที่ใช้อำนาจเป็นหลัก สงสารคนอื่นต้องยอมเชื่อเช่นนั้น เพียงเพราะว่า ไม่รู้จัก คิด ในแบบที่เขาไม่ได้สอนมายังไง
ที่ต้องเกริ่นมายาวก็เพราะ อยากให้เห็นว่า ความต้องการที่จะสะสมความมั่งคั่งผ่านหน่วยนับไร้ขีดจำกัด ทำให้มีการเปลี่ยนสิ่งต่างๆให้เป็นสินค้าได้เกิดขึ้นมาตลอด โดยที่บางประเทศก็พัฒนาตลาดใหม่ ผ่านการพัฒนาTechnology แต่บางประเทศก็สะสมทุนผ่านการเปลี่ยนทุกอย่างให้เป็นสินค้า เป็นอย่างนี้เรื่อยไปตราบเท่าที่ ความต้องการ ยังคงอยู่ ความต้องการไม่ใช่เรื่องผิด แต่ที่เป็นความถามก็คือ ความต้องการทีนำไปสู่ความเศร้า ความทุกข์ เช่น ความต้องการที่จะฝืนธรรมชาติ เป็นเรื่องที่ให้ผลดีกับใคร ต่างหาก
TCDC อาศัยความต้องการ คงความสวยงาม ของมนุษย์ ผู้เต็มไปด้วยกิเลส ความปราถณาที่จะสวยและรักษาความสวยนั้นไว้ ความเข้าใจและความสามารถในการตอบสนองความต้องการดังกล่าว สร้างตลาดใหม่ขึ้นมา สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้ โดยTCDC จัด นิทรรศการ ภายใต้ชื่อ ว่า อจีรัง คือโอกาศ (โอกาศทางธุรกิจ) โดยส่วนตัวแล้วนิทรรศการนี้ ดูขัดใจบ้าง เริ่มจาก การจัด โต๊ะอาหาร (ข้ามเรื่องอวกาศในโลงศพฝรั่งไปเพราะไม่เห็นประโยชน์ต้องเอามาใส่ไว้เลย นอกจาก ทำให้งงๆ แค่รู้สึกว่า ถ้าทุกคนรู้ว่าตัวเองเป็นเพียงแค่จุดเล็กๆในโลกสีน้ำเงินที่โดดเดียวในจักรวาลจริงๆ ก็คงต้องรักกันมากกว่านี้ ) ที่อาหารบนโต๊ะเน่าลงไปเรื่อยๆ (ก๊าซมีเทนจากกระบวนการเน่าเกาะอยู่ที่กระจกจนมองไม่เห็นแล้ว) เหมือนเป็นการบอกว่า ความมั่งคั่งไม่แน่นอน รีบกินกันก่อนที่ทุกสิ่งมีการเปลี่ยนแปลง เสื่อมลง
กระจกที่กั้นกลิ่นเน่าของอาหารกับผู้ชม มีข้อความอธิบายว่า มีวิธีเก็บอาหารให้ยาวขึ้นได้ อย่างไรบ้าง เช่น ทำให้แห้ง ใช้เกลือ เป็นต้น ช่วงนี้ผมตีความว่า มันเป็นความจำเป็นสำหรับชีวิต ที่จะต้องจัดเก็บอาหารที่เกี่ยวเก็บเกี่ยวได้ ในช่วงฤดูที่ รุ่งโรจน์ ให้ยังคงมีอาหารเพียงพอสำหรับการผ่านฤดู หนาวอันโหดร้าย การเก็บอาหารจึงไม่ใช้โอกาศทางธุรกิจแต่อย่างใด เป็นความจำเป็นของชีวิต ในช่วงเวลาที่ Technology การเก็บรักษายังไม่ถูกพัฒนา คือถ้า เราผลิตได้ เรื่อยๆ ตลอดเวลา เช่นในประเทศที่ ภูมิอากาศเหมาะกับการเพาะปลูกอยู่ตลอดเวลา จึงไม่ค่อยพบ วิธีการเก็บแปรรูปเพื่อรักษาอาหาร ถึงตอนนี้ แปลว่า ผู้คนที่อยู่ในอุดมสมบรูณ์ เป็นพวกที่ไม่มีความคิดในการเก็บรักษาอาหารอย่างนั้นเหรอ อย่างไรก็ตาม การนำกล้องจิ๋วถ่ายไว้ ตลอดเวลา ดูจะไม่เป็นประโยชน์อะไร ถ้าจะให้ดี น่าจะนำภาพที่ ถ่ายไว้ตั้งแต่วันแรก มา replay เร่งให้เห็นกระบวนการย่อยสลายจะน่าสนใจไม่น้อย
ต่อมาเป็นเรื่องการ ทำมัมมี่ ดูเหมือนจะมีทิศทางเดียวกับหัวเรื่องนิทรรศการ ความต้องการเป็นอมตะ สร้างโอกาศได้ จะดูขัดใจตรงที่จุดประสงค์ของความต้องการรักษาความเป็นอมตะนั้นเอง เป็นเพราะไม่ใช้เป็นจุดประสงค์ทางเศรษฐกิจ แต่เป็นทางการเมือง กรณีของมัมมี่ คล้ายกับที่จิ้นซี ฮองเต้ ที่พยายามค้นหา ยาที่จะทำให้ตัวเอง เป็นอมตะ จนในที่สุดการเชิญพระศพกลับเมืองหลวงโดยขุนนางต้องกลบกลิ่นเน่าเหม็นด้วยกลิ่นปลาเน่า ซึ่งก็ดูไม่ค่อยเกี่ยวกันกับโอกาสทางธุรกิจซะเท่าไร หรือตั้งใจจะแสดงให้เห็นว่า ความต้องการชนิดนี้ เกิดขึ้นมาแล้วในประวัติศาสตร์ แต่ทำไมไม่ยอมบอกว่าเมื่อความเชื่อที่ยึดโยงอำนาจทางการเมืองหมดไป การทำมันมี่ก็จบลง กรณีศึกษาของจิ้นซี ยังทำให้ เจงกิงข่าน จึงไม่มีความพยายายที่จะเป็นอมตะด้วยซ้ำ เพราะเข้าใจดีว่าเป็นไปไม่ได้ การไม่กล่าวถึงจุดประสงค์ทีต่างกันเป็นเพราะกลัวว่าจะไปกระตุกต่อมคิดที่ว่า ถ้าไม่มีความพยายาม(ความต้องการ)จะสวยจะทำให้ระบบเศรษฐกิจหมดโอกาสในการตอบสนอง กระตุกการบริโภคที่ฝืนธรรมชาติ อย่างนั้นหรือป่าว
การจัดแสดงเครื่องมือผ่าตัด ตอบคำถามได้ดี แม้มีบทหนึ่งในหนังสือ เศรษฐศาสตร์เบื้องต้น เขียนโดย Menkiw ที่นักเรียนบริหารทุกสถาบันใช้อยู่ กล่าวว่า การที่บุคคลคนหนึ่งดูดีกว่าคนอื่น จะเพิ่มโอกาสการหาเงินได้มากกว่าก็ตาม แต่การทำศักยกรรมตกแต่ง ก็ไม่ได้เริ่มต้นจากความต้องการที่จะรั้งความสวยงามเอาไว้ มันเริ่มต้นจาก ความต้องการรักษา ผู้ป่วยจากอุบัติเหตุร้ายแรง แต่ถ้าดูนิทรรศการแบบไม่คิดอะไร อาจทำให้เข้าใจไปว่า การพัฒนาศักยกรรมเกิดขึ้นเพราะความต้องการคงความสวยไว้ แม้ในความเป็นจริงจะปรากฏจำนวนเงินมหาศาล ถูกใช้เพื่อเสริมความงามก็ตาม นั้นก็เป็นเพราะว่า ใช้แรงจุงใจทางตลาดสร้างหมอศักยกรรมตกแต่ง เก่งๆ นั้นเอง อาจกล่าวได้ว่าความต้องการตกแต่งเพื่อความสวยงามมิได้มีอิทธิพลเพียงพอที่จะทำให้เกิดศาสตร์แขนงนี้เลย เพียงแต่ความต้องการสวยต่างหากได้เข้าไปบิดเบือน จุดประสงค์ของศัลยกรรมตกแต่ง และเป็นที่กล่าวขานก็เพราะมันได้เพิ่มระดับการสะสมทุนในระบบเศรษฐกิจ เท่านั้น ขอคิดต่อเล่นๆหน่อย ว่าศาสตร์บริการด้านศัลยกรรมตกแต่งก็เป็นของต่างประเทศ อุปกรณ์ที่ใช้ตกแต่งและ สารที่ใช้ในธุรกิจนี้ก็ไม่ได้ผลิตในประเทศ แล้วถ้าให้ศัลยกรรมตกแต่งเพิมความสวยงาม มีส่วนขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เงินทุนมันจะอยู่ภายในประเทศสร้างGDPซักเท่าไร อย่างลืมนะครับว่า ดีย่อมาจาก อะไร
ส่วนเรื่อง บ้านเมืองเก่าๆ หรือเทศการล่วงโรย โดยการรักษาให้บ้านเมืองสะอาดคงลักษณะเหมือนเดิม มีต้นทุนที่คุ้มค่ากับการท่องเที่ยว ดูจะออกเป็นแนวบิดให้เข้ากับ เรื่องราวที่ปลูกมาตั้งแต่ต้น ส่วนนี้ไม่เข้าใจ จริงๆ ขอข้าม
เรื่องธุรกิจการขนส่งความสด โดยกล่าวในทำนองที่ว่า เพื่อรักษาความสดของดอกไม้ ที่สร้างความมั่งคั่งให้ประเทศเนเธอแลน์ แล้วบอกว่า ประเทศเราควรใช้แนวคิด Comparative advantage ให้เป็นประโยชน์ คงต้องแนะนำให้ศึกษากรณี ของ Dutch Economy เป็นพิเศษหน่อย เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับการทุ่มเท ของรัฐบาลตามหลักการ Comparative advantaged อย่างเชื่อมั่นมาก และทำให้ระบบเศรษฐกิจของประเทศเกือบพังมาแล้วเมื่อ รสนิยมการบริโภคดอกไม้เปลี่ยนไป เรื่องนี้มีรายละเอียดอย่างไร ปล่อยให้คนขี้สงสัยถาม ผู้รู้ทางเศรษฐศาสตร์เอาเอง ใครก็ได้ รู้เกือบทุกคน เพราะเรื่อง Dutch economy มีชื่อเสียงมาก เป็นกรณีศึกษาหนึ่งที่โดดดังในเรื่องของ Comparative advantage เลยก็ว่าได้ และถ้าสงสัยต่อ อยากให้ศึกษาเรื่อง ลิขสิทธ์ของดอกไม้ ด้วย คำตอบที่ได้จะทำรู้สึกได้เลยว่าทางเลือกทางเศรษฐกิจไม่ใช่เรื่องง่ายในการตัดสินใจเลย ไม่ง่ายเหมือนที่ปรากฎในป้าย ถ้าเพียงแต่แค่แหย่ให้ผู้มาใหม่คิด คนเก่าๆตอบแทนให้เลยว่าเรื่องนี้ มีความคิดกันมานานมาก ไม่งั้นจะสรุปอยู่ที่การส่งออกแต่กล้วยไม้ทำไม
ที่เป็นเรื่องใหม่อยากอวดเพิ่มเข้าไปใน กรณี ตลาดขายดอกไม้ในยุโรปก็เพราะ มันเคยถูกใช้เป็นต้นแบบในการพัฒนา E-commerce หรือ B2C เมื่อปลายปี 2000 เป็นกรณีนี้ถูกนำเสนอในชั้นเรียน เป็นโจกย์ ให้นักเรียน MBA ลองนำเสนอกระบวนการจัด ซื้อและกำหนดราคา ของดอกไม้เสียใหม่โดยอาศัยเทคโนโลยีที่กำลังมาแรงในช่วงเวลานั้น นั้นก็คือ IT
การที่ต้องตัดดอกไม้มากองรวมไว้ที่ตลาด จากนั้น ผู้ขายก็ทำการแยกประเภทจัดขนาดจำแนกสี และให้ผู้ประมูลพิจารณามูลค่า จากสีและความสดของดอก โจกย์ก็คือทำอย่างไรจึงจะ ลดกระบวนการจัดส่งจากผู้ผลิตไปยังผู้บริโภคได้ โดยใช้ IT ในชั้นเรียนมีความคิดที่จะนำกล้องไปตั้งไว้ในทุ่งที่ปลูกดอกไม้ เลย จากนั้นก็พิจารณาสีขนาดและจำแนกผ่านกล้อง เลย และนำภาพของดอกไม้สถาที่ปลูก มาเสนอขายในตลาด โดยที่ผู้ซื้อที่เสนอราคา ดีที่สุดก็ได้ดอกไม้ไป เรื่องแบบนี้ลดกระบวนการที่จะต้องนำดอกไม้เข้ามาในตลาดได้อย่างมาก เพิ่มความสดใหม่ให้กับลูกค้า
แต่ในช่วงเวลานั้นสิ่งที่ขาดก็คือ การเทียบสี ผ่านระบบการสื่อสาร เพราะยังไม่มี โทรทัศน์ไหนในโลกให้สีได้ตรง ตามที่เห็น หรือแม้กระทั่งกระบวนการจัดส่งที่ต้อง สร้างเส้นทางใหม่ ตลอดเวลา ต้นทุนในการกำหนดเส้นทางขนส่งใหม่ทุกครั้งยังมีราคาสุงอยู่ แนวคิดให้การปรับปรุงกระบวนการทำงานทางธุรกิจก้าวล้ำเกินความสามารถทาง Technology แต่แนวคิดนี้ก็ถูกใช้กำหนดทิศทางพัฒนา ผลิตภัตฑ์ และบริการ เพื่อตอบสนองกระบวนการปรับปรุงคุณภาพของสินค้าอยู่เสมอ มีการพัฒนา ทีวี ที่มีสีสรรความคมชัดใกล้เคียงกับของจริงมากที่สุด กล้อง ดิจิตอน ที่มีความละเอียดมากขึ้น บริษัทที่เกี่ยวข้องกับการผลิต สินค้าTechnology ดังกล่าวเห็นถึงโอกาศและทิศทางในการพัฒนา หมายความว่า เมื่อไรก็ตามที่เห็น ทีวี ที่คมชัดขึ้น หรือ ธุรกิจขนส่งสินค้าที่ซับซ้อน ก็จะนึกถึงช่วงเวลาที่นำเสนอกระบวนการเหล่านี้ แม้เป็นเพียงความคิดในชั้นเรียนมันก็ล้ำมาก และพอคิดถึงเพื่อนๆที่แข่งขัน นำเสนอ ทำให้รู้สึกว่า มีความคิดดีดี อยู่เยอะไม่จำเป็นต้องกระตุก คนพวกนี้ด้วยต้นทุนที่มากมายขนาดนี้ แต่พอบอกให้เอาเรื่องพวกนี้ลงไปกระตุกกลุ่มคนที่ไร้โอกาศในการเข้าถึงแหล่งความรู้ละก็ ทำเป็น บอกว่ามันไม่ใช้ภาระกิจของเรา โธ่เอ๋ย นับวันยิ่งแสดงตัวตนที่แท้จริงขึ้นมาเรื่อยๆ อย่าลืมว่า ไม่มีใครสามารถหลอกทุกคนได้ทุกเวลา หรอก
การนำเสนอความไม่ยั่งยืนตามธรรมชาติของมนุษย์ เพื่อนำไปสู่ประโยชน์ทางธุรกิจ มองข้ามสัปเร่อเจ้าสำนักของการได้ประโยชน์จากความตาย ความแก่ความเสือม กลายเป็นสิ่งที่ไม่พึ่งปราถนา ความตายดูจะเป็นเรื่องไกลตัวในโลกที่เต็มไปด้วยความรู้ ด้านโรคภัยไข้เจ็บ ความรู้ที่ช่วยลดอุบัติเหตุในการเดินทาง ผู้คนรู้สึกแย่กับอายุที่เพิ่มขึ้น ความรู้สึกดีใจที่รอดพ้นจากภัยอันตรายรอบด้านมาได้จนครบปีได้หายไปจนหมด อำนาจของเศรษฐกิจได้เข้าครอบงำความคิดและเปลี่ยนทุกอย่างให้เป็นสินค้าไปเสียแล้ว (Commodification) เป็นไปตามที่ Kral Marx ได้กล่าวไว้เมื่อร้อยปีก่อน
ถ้าใจร้ายจะ อวยพรว่าหวานๆว่า ขอให้ร่ำรวยขึ้น มีอำนาจมากขึ้น
แต่ สำหรับทุกคนที่อ่านมาถึงตรงนี้ ขออวยพร ให้มีสติและปัญญาเพิ่มขึ้น เพราะมันทำให้เห็นกิเลสของตนและของผู้อื่น
สวัสดีปีใหม่ 2009 ครับ
ขอบคุณนะค่ะ