Creative Thailand 1/3

 

 

 แนวคิดเรื่อง Creative Economy  อาจเป็นเรื่องใหม่สำหรับผู้ที่ไม่เคยศึกษาประวัติศาสตร์เศรษฐกิจ มีการให้ความสำคัญราวกับว่าเป็นเรื่องใหม่ใหญ่โต ถึงขนาดคิดกันเลยไปว่า Creative Economy จะเป็นยุดต่อจาก Industrial revolution เลยที่เดียว และถ้าเป็นเช่นนั้นความเข้าใจในทฤษฎีการพัฒนา วิวัฒนาการของสังคมหรือ รัฐศาสตร์ ที่เรียนกันมาเป็นร้อยๆปี ประวัติศาสตร์เราไม่เคยมีการใช้ Creativity ที่ส่งผลต่อระบบเศรษฐกิจอย่างนั้นเลยรึ  และนี้คือ Creative Ecomomy ให้ความหมายของผม

 

 

 

แนวคิด

 

เพื่อความเข้าใจ ผู้เขียนใช้ทฤษฎี mode of production ของ นักคิดชาวเยอรมัน เชื้อสายยิว ที่กล่าวว่าวิวัฒนาการสังคมเกิดจากการเปลี่ยนแปลงพลังการผลิต (Production force)  นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างส่วนบน(Super structure) เป็นฐานคิด 

 

Great Theory นี้เป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวาง แม้จะมีการพัฒนา theory โดยนักคิดยุดถัดมาเพื่อปรับให้เหมาะสมกับสภาพสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป แต่การใช้ Mode of production ก็ยังสามารถแสดงให้เห็นได้ว่า ความคิดสร้างสรรค์ (Cretive) ได้ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจอย่างไร  

 

เริ่มจาก  การประดิษฐเครื่องจักรไอน้ำ และเครื่องปั่นฝ้าย  เป็นความคิดสร้างสรรค์ในยุดเริ่มต้น ที่นำไปสู่การปฎิวัติอุตสาหกรรม เครื่องจักรของ Newcomen ถูกปรับใช้ในอุตสาหกรรมทอผ้า ในปี ค.ศ. 1799  ทำให้การผลิตมีประสิทธิภาพมากขึ้น การทำงานที่ เร็วขึ้น ทำให้ฝ้าย (ซึ่งเป็น Supplyของเครื่องจักร) มีไม่เพียงพอ และความต้องการฝ้าย ทำให้ขุนนาง ทำการล้อมรั่ว (Enclosure)ไล่ชาวนาออกจากที่ดินเพื่อ ปลูกฝ้าย  ชาวนาไร้ที่ดินจึงต้องขายแรงงาน กลายเป็นกรรมกร เปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์ทางการผลิต (Relation of production) นำไปสู่การปฎิวัติอุตสาหกรรมในที่สุด ส่งผลกระทบและการเปลี่ยนแปลงต่อเนื่อง มีการสร้างสถาบันใหม่ๆ เพื่อใช้ควบคุมสังคม ระบบการเมือง ระบบการเงิน ระบบกรรมสิทธ์ ที่สถาบันของสังคมมีอยู่เดิมใช้ไม่ได้อีกต่อไป

 

 การพัฒนาเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์และการสื่อสาร (ICT) ที่ล้ำหน้าในขณะนี้ มีลักษณะคล้ายกับการประดิษฐเครื่องจักรไอน้ำ ทำให้การติดต่อสื่อสารระยะไกลเป็นไปอย่างง่ายดาย การจัดเก็บข้อมูลในรูป Digital เพิ่มประสิทธิภาพในการเข้าถึงและใช้ข้อมูล มีราคาถูกลงอย่าง พลังการผลิตแม้ไม่ได้เพิ่มขึ้น แต่ก็ทำได้รวดเร็วขึ้นความสัมพันธ์ในการผลิตก็เช่นกัน ด้วย ICT เจ้าหน้าที่ บริษัทข้ามชาติ (Multinational corporation: MNC) สามารถทำงานให้กับบริษัทตนเองได้ แม้จะอยู่ในสถานที่ต่างๆ ทั่วโลก เช่น ผู้ตรวจสอบบัญชีอยู่ที Hong Kong สามารถดูเอกสาร ของบริษัทลูกค้า ที่อยู่ใน Philippineได้ ทำให้คิดกันว่า นี้อาจจะนำไปสู่การปฎิวัติ รูปแบบการใช้ชีวิต ที่เป็นอีกก้าวขั้น หนึ่งของการพํฒนา เป็นการปฏิวัติ ด้านข้อมูลข่าวสาร (informational revolution) นำไปสู่การเปลี่ยนแปลง ด้านเศรษฐศาสตร์การเมือง ระหว่างประเทศ และอาจทำให้ ฐานคิดทางเศรษฐศาสตร์ ที่ใช้กันอยู่เปลี่ยนไป

 

 

 

การเปลี่ยนแปลง

 

พลังของ เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์และการสื่อสาร กลายเป็นสิ่งปกติทั่วไปในปัจจุบัน แต่สำหรับ ผู้ที่อยู่ก่อนการมี ICT การเปรียบเทียบทำให้ เห็นการเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน  เช่น คุณสามารถ ค้นหาเอกสารของ Sir John Bowring เรื่อง The Kingdom and People of Siam โดยที่แต่เดิม  การเข้าถึงเอกสารสำคัญทางประวัติศาสตร์ไทยนี้ มีต้นทุนมาก แต่ด้วย ICT แค่ใช้เวลาเพียงหายใจเข้าออกไม่กี่ครั้ง (books.google.com) ก็สามารถนำเอกสารดังกล่าว มาอยู่ที่โต๊ะพร้อมต่อการวิเคราะห์ (Sir Bowring คิดอย่างไร ต่อสภาพบ้านเมืองของสยามในขณะนั้น) ICT ได้ลดขั้นตอนค้นหารวบรวมข้อมูลทำให้ เรามีเวลาพินิจพิเคราะห์ข้อมูลมากขึ้น (การวิเคราะห์ข้อมูล เป็นคุณสมบัติที่สำคัญกว่า การเข้าถึงข้อมูล หมายความว่า ทักษะการวิเคราะห์ข้อมูลเป็น ทักษะที่ไม่สามารถถูกแทนด้วยเทดโนโลยีใดๆได้เลย)   

 

มีผู้เชียวชาญติดตามการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้อยู่หลายคน  ที่เป็นที่รู้จักกันอย่างทั่วไป คือ Peter Drucker ที่กล่าวว่า เรากำลังเข้าสู่ยุดของ New Economy และเสนอข้อสมมุติฐานทางเศรษฐศาสตร์ว่า ปัจจัยการผลิตได้เปลี่ยนไปแล้ว (Factors of production) 

 

Drucker มองว่า แรงงาน ที่อยู่รอดได้ในเศรษฐกิจแบบใหม่นี้ ต้องเป็น Knowledge worker เท่านั้น ดังนั้นทักษะที่จำเป็นของแรงงานที่เป็นที่ต้องการในตลาด ก็คือ มีความสามารถในการเรียนรู้ และใช้ ความรู้  รู้วิธีการสืบค้นและใช้ข้อมูล (ในอดีต แรงงานเรียนรู้งานจากขั้นตอนการทำงาน ที่เรียบง่าย แต่ผลกระทบจากการที่ ระดับบริหารสามารถติดต่อลูกค้าได้โดยตรง ผ่าน สื่อ ต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ICT ลดขั้นตอนในกระบวนการดำเนินงานอย่างมาก จึงเกิด นวัตกรรมทางการบริหาร การเงิน เช่น outsourcing, One2one marketing , ERP, CRM,  B2C เป็นต้น เหล่านี้ล้วนใช้ทุนอย่างเข้มข้น อยู่ในรูปของ เทคโนโลยี ทำให้แรงงานต้องปรับตัวเองเพื่อเรียนรู้และเป็นส่วนหนึ่งของ Technology)   ถ้าแรงงานไม่ปรับตัวโอกาศที่จะอยู่รอดในระบบเศรษฐกิจใหม่นี้น้อยมาก

 

เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงนี้  สถาบันการศึกษาซึ่งเป็นหน่วยงานหลักในการป้อนแรงงานเข้าสู่ระบบ จึงได้ปรับปรุงวิธีการเรียนการสอน เพื่อให้แรงงานรุ่นใหม่มีทักษะที่จำเป็น รองรับตลาดการจ้างงานทีผันผวนตลาดเวลา เช่น ในประเทศที่มีการบริโภคสุงอย่างสหรัฐอเมริกา ในช่วงแรกของการเปลี่ยนแปลง มีแนวโน้มบังคับให้นักศึกษาใหม่ต้องมีคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลทุกคน แต่ต่อมาก็เป็นเรื่องปกติทั่วไปการบังคับจึงหายไป สำหรับในประเทศไทยโครงการคอมพิวเตอร์ เอื้ออาทร ก็ดูราวกับว่าจะมีจุดมุ่งหมายเพื่อสร้างความคุ้นเคยการใช้เครื่องมือ สืบค้นข้อมูลนี้ แก่แรงงานในอนาคต เช่นเดียวกัน 

 

ใน New economy ความรู้ถูกทำให้เป็นสินค้า (commoditization) เมื่อมีต้องการความรู้มาก มันจึงมีราคาสุง และถ้าอยากเป็นผู้จัดการ ก็ต้องลงทุนหาความรู้ ใครทุนมากก็มีโอกาศมาก เราเชื่อว่า Creative เกิดจากแรงบันดาลใจ ที่ไม่ว่า ยาก ดี มี จน ทุกสิ่งที่เห็นก็สามารถเป็นแรงบันดาลใจได้ และเรายังเชื่ออีกว่าความคิดสร้างสรรค์ที่ประสบความสำเร็จ ย่อมเกิดขึ้นจาก ฐานความรู้ เสมอ ถ้าปราสจาก ฐานความรู้ ก็จะมีแต่ความคิด อุจาด เพ้อเจ้อ ไร้สาระ  และถ้าความรู้เป็นสินค้าที่มีราคาแพง จะมีกี่ คนในประเทศ เข้าถึงความรู้ได้ บ้าง

 

การเข้าสู่ New economy ดูจะมีเหตุพื้นฐานมาจากการพัฒนาเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์และการสื่อสาร

 

 

จากแนวคิด mode of production นี้เป็นข้อสมมุติฐาน ที่เปรียบเทียบผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจที่เกิดจากความคิดสร้างสรรค์  เช่น การประดิษฐ์เครื่องจักรไอน้ำ ได้นำไปสู่การปฎิวัติอุตสาหกรรม  หรือ เทคโนโลยี ICT ที่คิดกันว่าจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหม่ (Paradigm)  ซึ่งเห็นว่าเป็นเพียงอีกขั้นตอนหนึ่งของการสะสมทุนในระบบทุนนิยม เท่านั้น และทิศทางการพัฒนามาสู่ Creative Economy เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการแข่งขันที่ อาจจะลดความดุเดือดและรุนแรง ในการแย่งชิงทรัพยากร ลงได้ ความคิดสร้างสรรค์เป็น พื้นที่เฉพาะผู้ที่มีความรู้ความเข้าใจ ถ้ามีโอกาศนำมาใช้จะนำไปสู่การปรับปรุงยกระดับ คุณภาพชีวิต ความสงบร่มเย็น ของสังคม      

  

Creative Economy กำลังจะกลายเป็น นโยบายของ รัฐบาล และเมื่อเดือนที่ผ่านมา มีสมัมนาเรื่อง Creative Economy จัดขึ้นโดยหน่วยงานของรัฐ คือ   TCELS และ TCDC (เป็นหน่วยงานภายใต้ องค์การมหาชนเดียวกัน)

 

 

วันที่ 28.5.2551 Creative Economy เป็น สมัมนาหัวข้อแรก ของงาน “Life Science Life quality TCELS Day” จัดที่ ศูนย์ประชุมสิริกิติ์ 

 

ดร. ณรงค์ชัย อัครเศรณี แนะนำตัวท่านเองว่ามีอาชีพเป็น Develop Economist และขณะนี้ในฐานะที่เป็น ประธานกรรมการ ของ สบร. องคการมหาชน กล่าวถึง CE โดย อธิบายว่า คืออะไร ธุรกรรมของ CE และทำไมต้อง สนับสนุน

Creativity มีความหมายหลายมิติ เช่น ใน มิติ ของศาสนา ปรัชญา หรือ มิติทาง การเมือง และ มิติอื่นๆ 

Economy หมายถึง การจัดการทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด การค้นพบอะไรใหม่ๆมัน เกี่ยวข้อง กับเศรษฐกิจ อย่างไร CE นำความคิดสร้างสรรค์มาทำให้ เกิดมูลค่า สมัยก่อนคนคิดเป็นแต่ มักจะขายไม่เป็น ในอดีตคนคิดไม่ได้ประโยชน์ จากสิ่งที่ตนเองคิด ดังนั้น การทำ CE ก็คือให้ เขาได้ประโยชน์จากสิ่งที่ เขาคิด

 

ธุรกรรมของ CE  

เป็น สินค้าหรือ บริการ ที่ มี ศิลปมากกว่า (วิทยา) ศาสตร์ กำหนดวัดจากการมี IPR (intellectual property right), Patent , Trademark

 

ต้องมีระบบที่ ส่งเสริม สิทธิในสิ่งที่เขาคิดค้นขึ้นมา จากการที่เคยผ่านงานดูแล งบประมาณ   พบว่าการจัดแบ่ง งบประมาณแยก เป็น เกรด กระทรวง เกรด A จะได้งบประมาณ มาก ส่วน B C ก็ รองลงมา กรมก็เช่นกัน แบ่งเป็น A B C เช่นกัน ในกระทรวงพาณิชย์  กรมทรัพย์สินทางปัญญา จัดอยู่ใน เกรด C  

ตัวอย่างการเพิ่มมูลค่า ในสินค้า เช่น โทรศัทพ์ LG พอมีคำว่า PRADA ก็มีมูลค่าเพิ่มขึ้น อย่างมากมาย

สินค้าที่เกี่ยวข้องได้แก่  สินค้า ที่อยู่ในหมวด การออกแบบ Fashion Music Media หนังสือ เป็นต้น

ด้าน บริการ ก็เช่น  การโฆษณา  เสริมความงาม เวลาคนมีเงินมากขึ้น ก็อยากมีความสวยงาม  

 

ทำไมต้องส่งเสริม

เวนิชมี Patent มาตั้งแต่ปี ค.ศ.1474 อิตาลีจึงเป็น ชาติแรกในโลกที่เข้าใจเรื่องนี้ ตรงกับสมัยที่ ราชวงค์สุพรรณบุรีปกครอง อยุธยา อังกฤษเริ่มมี ในปี ค.ศ 1570 (มีการเริ่มมาก่อนหน้านี้ แต่ประโยชน์ยังตกเป็นของพวกขุนนาง) และ อเมริกา ในปี ค.ศ. 1781 (check at: http://en.wikipedia.org/wiki/History_of_patent_law) การส่งเสริม CE เป็นการเพิ่มค่า เพิ่มความสามารถในการแข่งขัน

ศิลปะวัฒนธรรมไทย มีความต่อเนื่องคิด ว่าน่าจะมีโอกาศมากว่า ที่อื่น

 

เครื่องมือ

สำหรับ Creative Economy คือ ต้องส่งเสริมการ เรียนรู้ การคิด การออกแบบ ประดิษฐ์

รวมไปถึง การขาย การตลาด  ตัวอย่างเช่น เมือง อุบุป (Ubud) ในเกาะบาหลี หรือ โรงงานที่ ดัดแปลงเป็นDesign center ในจีน กลางวันดูงานศิลป  กลางคืนเป็น ตลาด ศิลปินต้องมีรายได้ ต้องมีการคุ้มครองสิทธิความคิด ในจีนมีการปรับ ถ้าไป copy ฝรั่ง (หนึ่ง หยวน)  เเละ ต้องมีตลาดทุน สำหรับ กิจกรรมของ CE

 

 

เผยแพร่ใน: on มิถุนายน 11, 2008 at 5:42 am ความเห็น (6)

URI สำหรับ TrackBack ข้อความนี้คือ: http://countervailing.wordpress.com/2008/06/11/creative-thailand-part1/trackback/

RSS feed สำหรับความเห็นต่อเรื่องนี้

6 ความเห็น Leave a comment.

  1. “แต่กลับมีการให้ความสำคัญราวกับว่าเป็นเรื่องใหม่ใหญ่โต ถึงขนาดคิดกันเลยไปว่า Creative Economy จะเป็นยุดต่อจาก Industrial revolution กันเลยที่เดียว และถ้าเป็นเช่นนั้นจริง ความเข้าใจในทฤษฎีการพัฒนา ของเศรษฐศาสตร์ สังคมศาสตร์ หรือ รัฐศาสตร์ ที่เรียนกันมาเป็นร้อยๆปี ประวัติศาสตร์เราไม่เคยมีการใช้ Creativity ที่ส่งผลต่อระบบเศรษฐกิจอย่างนั้นเลยรึ หรือว่า Creative ในความหมายของผมไม่ใช้ความหมายของ ผู้ที่คิดว่ามันเป็น เรื่องใหม่ ”

    เออ.. น้าครับ ก็เหมือนกับ OTOP แหละครับ
    ที่ TDRI พยายามบอกว่า OTOP มันมีมาเป็นสิบๆแล้ว ไม่ใช่เพิ่งมามี
    ไม่จริงครับ
    ที่จริงก็คือ OTOP นั้นมันมีมาเป็น ร้อยปี แล้วครับ

    แต่การมีโครงการ OTOP คือเป็นครั้งแรกที่รัฐบาลให้ความสำคัญกับ OTOP ในระดับยุทธศาสตร์ของประเทศ ซึ่งจะมีผลทำให้องคพายพอื่นๆของประเทศมีวาระร่วมกันในการผลักดันนโยบายไปในทิศทางเดียวกัน ผู้คนในประเทศ หน่วยงานราชการ ภาคธุรกิจและอุตสาหกรรม จะได้เข้าใจและกำหนดบทบาทและทิศทางของตัวเองได้ถูกต้อง ต่างจากการปล่อยให้ต่างคนต่างทำ ไร้การดูแล ไร้ทิศทาง เหมือนในอดีต

    Creative Economy ก็อีหรอบเดียวกัน ไมได้แปลว่า “ความเข้าใจในทฤษฎีการพัฒนา ของเศรษฐศาสตร์ สังคมศาสตร์ หรือ รัฐศาสตร์ ที่เรียนกันมาเป็นร้อยๆปี ประวัติศาสตร์เราไม่เคยมีการใช้ Creativity ที่ส่งผลต่อระบบเศรษฐกิจอย่างนั้นเลยรึ ”

    เฮ้อ เห็นมั้ยว่า แค่ตีความภาษาไทย เรายังต้อง ครี-เอ-ตีพ เลย เอิ๊ก

    • อืมมม
      ถ้า งั้น ก็ แปลว่า ต้องมีการจำกัด ความหมายของ Creative economy ให้ เข้าใจตรงกันในบริบท ของ เศรษฐกิจไทยก่อนว่า เราจะ ต้องคิดอย่างสร้างสรรค์ใน บริบทใด จึงจะ ให้ผลประโยชน์ สุดสุง ต่อ เศรษฐกิจ และสังคม โดย รวม แล้วจึงค่อยขยับ ไป ทั้ง องคพาพย ทั้ง ระบบการศึกษา วิธีการจัดสรรทรัพยากรทางเศรษฐกิจ

      อย่างนี้ใช่ไหม

      แบบที่เดินไป ดู งานจากต่างประเทศ แล้ว copy วิธีคิดวิธีการทำงาน มาอวดว่า เนี่ยนะ ต่างประเทศเขาทำกันแบบนี้แบบนั้น รู้กันบ้างหรือปล่าว แถมเอามาใช้กันตรงๆ เลย แกล้งทำเป็นไม่เข้าใจประวัติศาสตร์การพัฒนาของเรา (ไม่ใช่คุณกับผม แต่เป็น ของเราทุกคน)

      แล้ว OTOP ที่ ชี้นำจน เกือบทุกหมู่บ้าน ทำสบู่ ทำไวน์ได้ เป็นการพัฒนาแบบยาดม ปลอบใจคนใกล้ตาย ว่า “มีคนมาเห็นใจ แล้ว” ที่ผ่านมาไม่เคยมีรัฐบาลไหน มาอุ้มแล้วเห็นอกดห็นใจ มียามาดมให้ด้วย ชอบชอบ เอาอีก เอาอีก ถึงไงก็ จะตายอยู่ดี เพราะมันแก้ไม่ถูกโรค แต่ก็ ชอบ เอาอีกเอาอีก ลงมาเลย จะเลือกอีก ลงกี่ที่ก็จะเลือก ชอบ ชอบ

      ถ้าชื่นชม OTOP ถามหน่อยนะ ว่า ทำไมสนับสนุนให้เขาเป็นเพียงผู้ผลิต ส่วนวิธีการจัดจำหน่าย รัฐบาลกลับดึงมาไว้เป็นของตนเอง ถ้าเป็นแบบนี้ เมื่อไร ชุมชนจะมีความสามารถในการกำหนดปริมาณ และรูปแบบการผลิต ด้วยตัวเอง

      ที่ไม่ให้โอกาศชุมชนได้ทำการตลาดด้วยตัวเอง เพราะกลัวว่าชุมชนจะมีอำนาจต่อรอง ทางเศรษฐกิจ และการเมือง หรือปล่าว ตอบผม ตรงนี้ก่อน

      แต่ถ้าคิดว่า การพัฒนาเพื่อให้ชุมชนต้องพึ่งพิงรัฐ เป็นเรื่องถูกต้อง
      ก็ แปลว่า เรา ยืนกันอยู่คนละที่แล้ว ป่วยการที่ จะคุยกัน ทะเลาะกันเปล่าๆ

  2. “ทำไมสนับสนุนให้เขาเป็นเพียงผู้ผลิต ส่วนวิธีการจัดจำหน่าย รัฐบาลกลับดึงมาไว้เป็นของตนเอง ถ้าเป็นแบบนี้ เมื่อไร ชุมชนจะมีความสามารถในการกำหนดปริมาณ และรูปแบบการผลิต ด้วยตัวเอง”

    เอ่อ น้า ไปเอาความคิดนี้มาจากไหน ทำการบ้านหน่อยน้า

    รัฐเพียงแค่ “ช่วย” เพิ่มช่องทางการจัดจำหน่ายให้ ชุมชนมีสิทธิ์จะทำของตัวเองได้อยู่แล้ว ถ้ามีกำลัง หรือไปกู้กองทุนหมู่บ้านมาทำก็ได้ แน่นอนว่ามีหลายรายที่ไปได้ดี และหลายรายที่ล้มเหลว ปัจจัยมันหลากหลาย ถ้าเคยทำธุรกิจมาคงจะเข้าใจ

    ชาวบ้านเขาไม่ได้บื้อนะน้านะ ภูมิปัญญาในการใช้ชีวิต เขาเก่งกว่าเราอีก

    เฮ้อ (อีกแล้ว)

    • “ช่วยเพิ่มช่องทางจัดจำหน่าย”
      แปลว่า ช่องทางอื่นๆ มันขายไม่ได้ ใช่ไหม
      ประโยคแบบนี้ มันสะท้อนวิธีคิด ออกมาชัดมาก

      ว่าไป ในช่วงแรกสองสามปีที่แล้ว ผม ออกจะชื่นชม OTOP มากด้วยซ้ำ
      เพราะ การใช้ทรัพยากรที่อยู่ในท้องถิ่นในการผลิต จะทำให้ ผลิตภัณฑ์ มีต้นทุนที่ดีที่สุด
      เมื่อเปรียบเทียบกับการผลิตสิ่งค้าเดียวกันนอกท้องถิ่น แต่เมื่อออกความเห็นแบบน้องนั้นหละชื่นชมชอบออกหน้าออกตา ก็โดนว่า แบบนี้หละ ว่าไม่ทำการบ้าน
      เพื่อให้การสนทนาธรรมสนุก เลยต้องทำการศึกษาซะหน่อย ผลก็คือ รัฐบาล(XX) ออกแนวไม่จริงใจในการช่วยเหลือเลย

      เช่น การเพิ่มช่องทางจัดจำหน่าย กลับส่งผลทางจิตวิทยาว่า ผลิตไปเลย รัฐจะทำให้ขายให้ได้ ก็ผลิตกันใหญ่ พอผลิตกันไม่ได้ มาตราฐานก็ จัดประกวด ซะเลย
      หรือ เป็นเพราะว่า อะไรว่ะ กูอยู่ของกูดีดี มาบอกให้ ต้องทำ OTOP ไม่เห็นจะขายได้เลย กำลังจะเสีย Form เลย อ่ะ อ่ะ ขายให้ก็ได้ เพิ่มช่องทางจัดจำหน่าย ให้ก็ได้
      คำถามก็คือ ทำไมรัฐบาล(XX) ต้องทำขนาดนี้ และช่วยใครกันแน่ ช่วยคนส่วนใหญ่ หรือ แค่ช่วยให้ได้อยู่นานๆ

      อาจจะมองโลกแง่ร้ายไปซะหน่อย แต่ ที่สุดไม่ว่า จะส่งเสริมการผลิต ให้ทุนหมู่บ้าน เพิ่มช่องทางการจำหน่าย ชุมชนก็ต้องกลับมาพึ่งพิงรัฐบาล(xx) อยู่ดี
      แต่ถ้าบอกว่า พึ่งพาซึงกันและกัน ก็ต้องมาดูกันที่ว่า ใครได้ประโยชน์มากกว่ากัน

      ผมชอบคุยกับคนที่อยากรู้ เพราะมันจะทำให้ผม รู้มากขึ้น

      ที่นี้ ระหว่าง รัฐบาล(xx)กับ ชาวบ้าน ใครต้องการใครมากกว่ากัน
      พิจารณากันง่ายๆ ก็คือ ใครสามารถอยู่ได้เอง ชาวบ้าน อยู่ได้ไหม
      แล้วรัฐบาลอยู่ได้ไหม

      ชาวบ้าน เขาไม่ได้บื้อ เขาก็ยังอยู่ของเขาได้จริงๆ มีแต่ความละโมกที่ อยากส่งเสริมกันนั้นหละ จะทำให้เขาตาย ทุนนิยมมันต้องแข่งขัน ทำบาปแต่กลับคิดว่ากำลังทำบุญ กลับตัวกลับใจก็ยังไม่สายนะน้อง พี่เป็นกำลังใจให้เสมอ

  3. “การเพิ่มช่องทางจัดจำหน่าย กลับส่งผลทางจิตวิทยาว่า ผลิตไปเลย รัฐขายจะทำให้ขายให้ได้ ก็ผลิตกันใหญ่ ”

    สรุปแบบนี้ แสดงว่าน้าเชื่อว่า

    ชาวบ้านทั้งหมดเชื่อว่า “ผลิตไปเลย รัฐขายจะทำให้ขายให้ได้ ก็ผลิตกันใหญ่ ”

    จริงเหรอ???

    ชาวบ้านทั้งหมดไม่มีความคิดเลยเหรอ

    ข้าราชการ OTOP บื้อกันไปหมดเลยเหรอ ถึงไปพูดหรือทำให้ชาวบ้านคิดแบบนั้น

    หรือชาวบ้านบางส่วน ซึ่งก็ยังไม่สามารถสรุปได้ว่าส่วนใหญ่หรือส่วนปานกลางหรือส่วนน้อย

    อันที่จริงปัญหามันไม่ได้อยู่ตรงนั้น มันอยู่ที่กระบวนการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ต้องการศาสตร์ความรู้
    หลายแขนง ซึ่งต้องใช้เวลาและความร่วมมือจากหลายๆหน่วยงาน ความยากมันอยู่ตรงนั้นต่างหาก

    และในความเป็นจริง ก็มีหลายรายรอดไปได้ดี หลายรายไปไม่รอด และก็เชื่อว่าที่ไปไม่รอดก็น่าจะมีมากกว่าไปรอด และเป็นความจริงที่เกิดขึ้นกับธุรกิจทั่วโลก ที่ต้องมีการปรับตัว ปรับกลยุทธ์ ซึ่งต้องใช้เวลาหลายปีต่อเนื่อง ไม่ใช่มาม่านะน้า ใส่น้ำเดือดแล้วกินได้เลย เฮ้อ

    อ่านที่น้าเขียนมาจนมึน เลยอยากถามน้าว่า

    น้ารู้ไหมว่า หน้าที่ของรัฐบาลในการบริหารประเทศคืออะไร

    จะได้คุยกันถูกประเด็น ไม่เข้ารกเข้าพง กันไปก่อน

    เฮ้อ (อีกแล้ว)

    • อืมม ก็บอกแล้วไงว่า “มองแง่ร้าย ไปหน่อย”
      การเมือง มันมองในแง่ดีอย่างเดียวได้ที่ไหน
      ถ้ามองแง่ร้าย แล้วยังดีอยุ่ จะได้ไหว้ได้สนิทใจไง

      ข้อดีก็มี แต่ก็ต้องทำกัน แบบจริงใจ เห็นด้วยว่าใช้เวลามาก
      ต้องตั้งใจให้เกิดการพัฒนาแบบสมดุล ดูศักยภาพของเขาด้วย
      ไม่ใช่ เอาแต่ ประชานิยม เอาเงินไปวนผ่านชาวบ้าน
      การต้องหาเงินเยอะๆ ให้ชีวิตมีเงินมาก มันไม่มีความสุขหรอก
      ชีวิตคือการแบ่งปัน ไม่ใช่กอบโกย

      ส่วน ข้าราชการเขาก็มีความคิด เพียงแต่ ถ้าเอาใจ นักการเมืองก็ดี ชีวิตสบายหน่อย
      ขืนเถียงแทนชาวบ้าน ชีวิตรับราชการก็หมดอนาคตซิครับ (อันนี้เข้าใจเลย)
      เพราะชาวบ้าน ให้สองขั้นไม่ได้ แต่นักการเมืองไม่ขึ้นเงินเดือนให้ได้
      แปลว่า ไม่ใช้ข้าราชการทุกคนเข้าเห็นด้วยกันหมด แหมมม ไม่เดียงสา จริง หรือ แกล้งกันเนี่ย
      อยู่กับคนคอยพูด “ที่ดีครับท่านได้ครับนาย มากไปป่าว” เลยไม่คุ้นกับความเห็นแตกต่าง
      หัดๆ รับรู้มุมมองอื่น บางก็ดี นะ อันนี้หวังดี จากใจ

      รัฐบาลมีหน้าที่ รักษาผลประโยชน์ของรัฐ สร้างความมั่นคงทางสังคมและเศรษฐกิจ
      ส่วนจะทำอย่างไร เป็น เรื่องของ การกำหนดนโยบาย จังหวะเวลาไหนเน้น สังคม เวลาไหนควร เน้นเศรษฐกิจ เป็น Art of management แต่ที่แน่ๆ ไม่ใช่บริหารเพื่อให้คนในรัฐบาล และพรรคพวกรวยขึ้น ไม่ใช้บริหารเพื่อให้ธุรกิจของพรรคพวกมีโอกาสมากกว่าคนอืน

      เออ เหะ ถ้าคิดว่า เจ๋ง ไหนลองเล่ามาดิ รัฐบาลทำหน้าที่ อะไร เหรอ
      อยากรู้จริงๆ

      http://www.ftawatch.org/news/view.php?id=8623


Leave a Comment