ปัญหาระดับคลาสสิก ในการบริหารทรัพยากรของรัฐ คือการต้องเลือกระหว่าง การขยายตัวทางเศรษฐกิจ หรือ การกระจาย ความมั่งคั่ง อย่างทั่วถึง ทำไมถึงต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง ภายใต้สมมุติฐานที่ว่า ทรัพยากร มีอยู่จำกัดในขณะที่ความต้องการมี อยู่อย่างไม่จำกัด ไม่ว่าจะด้วยวิธีไหน ก็ไม่สามารถที่จะใช้ทรัพยากรที่มีอย่างจำกัดนี้ กระจายเพื่อตอบสนองความต้องการที่หาขอบเขตไม่ได้ ดังนั้นในภาวะที่ทรัพยากรเป็นเช่นนี้ นโยบายด้านเศรษฐกิจ จึงมักเลือก นำทรัพยากรมาใช้เพื่อสร้างความเติบโต นั้นคือ นำมาใช้เพื่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจ สร้างนวัตกรรมใหม่ๆ (อาจจะอยู่ในรูปของ Technology) โดยหวังว่าสิ่งประดิษฐใหม่ๆ นี้ จะเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดการทรัพยากรไม่ให้มีการใช้โดยสูญเปล่า เริ่มจากการสร้างสถาบันที่รักษาดูแลกรรมสิทธ์ ส่วนบุคคลขึ้นมา เพื่อเป็นสิ่งรับประกันว่า ถ้าใครมุ่งมั่นมีความสามารถใช้ทรัพยากรได้ดีที่สุด ส่วนเกินจากการใช้ทรัพยากรนั้น จะเป็นสิทธ์ แต่เพียงบุคคลผู้นั้น อยู่ภายใต้ความคิดที่ว่า ถ้าทำแล้วไม่ได้อะไร จะไม่มีใครอยากทำอะไร และใช้กรรมสิทธ์ส่วนบุคคลนี้ เป็นพลังขับเคลื่อนให้เกิดการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ เกิดการนำสติปัญญามาใช้จัดการกับทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุง เมื่อเป็นเช่นนี้ จึงเกิดปัญหาการพัฒนาที่ขาดสมดุล และเลี่ยงที่จะเกิดชนชั้นทางสังคมไม่ได้ ซึ่งดูอย่างง่ายๆ จะแบ่งออกเป็น ชนชั้นของผู้มีปัญญา และ ของผู้ด้อยปัญญา เรื่องแบบนี้ดูเหมือนจะถูกยอมรับราวกับว่าเป็น ภาวะทางธรรมชาติ ที่คนเก่งกว่าเท่านั้นจะอยู่รอด
+
แต่โลกไม่ได้อยู่ในหลักความจริงเช่นนี้ ในสังคมที่พบเห็นปรากฎ สิ่งที่เรียกว่า ความละโมก ซึ่งยิ่งมีระดับการมีสติปัญญาเท่าไร ความละโมกก็ แปลเปลี่ยนเป็นพลังที่ส่งกระทบรุนแรงได้เช่นกัน เรียกว่าเป็นปัญญาทราม( ถ้าเทียบกับหลักความเมตตา) ตัวอย่าง การใช้ปัญญาทราม เช่น ใช้เพื่อ กีดกัน ผู้อื่นออกจาก สิทธิในการใช้ทรัพยากรที่ธรรมชาติเป็นเจ้าของโดยแท้จริง การกีดกันมีรูปแบบที่หลายหลาก เช่น กำหนดไปเลยว่า ไม่มีสิทธิจากการกำเนิดเลย เรียกได้ว่า เกิดมาอย่างไรก็ต้องเป็น อย่างนั้น เกิดเป็นขุนนางก็มีสิทธิใช้ จัดสรร และโยกย้ายทรัพยากร แต่ถ้าเกิดเป็นชาวนาก็มีหน้าที่ปลูกข้าว ส่งส่วย ไม่มีสิทธิอื่นใดและเปลี่ยนไม่ได้จนตาย หรืออีกรูปแบบหนึ่งก็คือ สิทธิที่เกิดจากราคา มีเงินก็ซื้อได้ หรือ กีดกันในการเข้ารับการศึกษา ลูกขุนนาง มักจะได้รับโอกาศในการศึกษาที่ดีกว่าลูกชาวนา มีครูที่สั่งสอนได้ดีกว่า มีเวลาในการศึกษาหาความรู้ ในขณะที่ลูกชาวนา ต้องใช้เวลาส่วนมากไปกับการช่วยเหลือ ครอบครัวปลูกข้าว ซึ่งภาวะที่ว่า ทรัพยากรควรต้องตกเป็นของผู้มีปัญญา(ทราม) ก็จะเป็นเช่นนี้ไปไม่รู้จักจบสิ้น เพราะลูกชาวนา ไม่มีโอกาศได้รับการศึกษาเช่นเดียวกับลูกขุนนาง
+
กลายเป็นว่า คนกลุ่มน้อย ยึดครองทรัพยากรส่วนมาก คนโง่มีมากกว่าคนฉลาด คนจน มีมากกว่าคนรวย ระบบประชาธิปไตยที่คำนึงถึงเสียงข้างมาก จึงกลายเป็น ระบบที่ คนโง่ และคนจน ได้เข้ามาจัดการบริหารบ้านเมือง และใช้โอกาศที่ได้อำนาจรัฐ ในฐานะตัวแทนของคนกลุ่มมาก ทำการ ผลิตซ้ำ (Reproduction) เรื่องแบบนี้อีก คือกีดกั้นให้คนที่ไร้ความรู้อื่นๆที่ไม่ใช่กลุ่มของตนออกจาก การใช้ทรัพยากร ตรงตามสุภาษิต ที่กล่าวว่า ทีใครทีมัน มือใครยาวสาวได้สาวเอา น้ำขึ้นให้รีบตัก
อาการเช่นนี้ บรรเทาได้บ้าง ถ้าทุกชนชั้น สามารถผลัดขึ้นมาใช้อำนาจรัฐ ในเวลาที่เหมาะสม โดยไม่มีกลุ่มใดยึดอำนาจได้เป็นเวลานาน แต่ในเมื่อ ความรู้ที่เริ่มจะแตกต่างมากขึ้น อุดมการณ์ที่สั่นครอน การผลัดกันใช้อำนาจรัฐแบบนี้ ดูจะเป็นไปได้ลำบากขึ้น เพราะรูปแบบของการกีดกั้นนี้ ก็พัฒนาขึ้นไปอีกเช่นกัน
การเลือกใช้นโยบายขยายตัว เพื่อประโยชน์สุงสุด ในการจัดสรรทรัพยากร จึงนำมาสู่ปัญหา ความแตกแยก ในสังคม อย่างเลี่ยงหลีกไม่ได้
วิธีที่ น่าจะเป็นทางออกก็คือ การศึกษา และอุปนิสัยในการหาความรู้ด้วยตนเอง ของพลเมือง แค่ทุกคนตั้งคำถามให้กับตัวเองว่า ทำไม สิทธิการใช้ทรัพยากรจึงไม่เป็นของเรา และมันเกิดขึ้นได้อย่างไร โดยรัฐมีหน้าที่ จัดให้ พลเมืองสามารถเข้าถึงความรู้เพื่อหาคำตอบนี้ได้ โดยไม่กีดกัน ทั้งในมิติ ทางสังคม สถานที่ และ เวลา ความรู้เป็นทรัพยากรที่ สามารถตอบสนองผู้ที่อยากรู้ได้อย่างไม่จำกัดเช่นกัน และเป็นพิ้นฐานที่จำเป็นในการเข้า สู่ Creative Economy ของประเทศไทย