สวัสดีครับ
ได้ ทักทาย สมาชิกชื่อ บุศกร หรือ เบียร์ อาชีพเป็น นักออกแบบอิสระ ส่วนใหญ่ออกแบบเสื้อผ้า มีงานออกแบบกระเป๋าบางเล็กน้อย ใช้ห้องสมุดTCDC เป็นที่ทำงาน มาตั้งแต่เริ่มแรก และเป็นผู้หนึ่งที่ บ่นเสียดาย ถ้าต้องย้ายไปอยู่ที่ใหม่ เพราะไกลบ้าน
ข้อมูลนี้อาจนำไปสู่ความร่วมมือ ระหว่างนักออกแบบอิสระด้วยกัน การร่วมมือกันอย่างไม่เป็นทางการนี้มีต้นทุนต่ำ และใช้ต่อรองทางเศรษฐกิจได้
เรื่องที่ ได้จากการคุย เรียงใหม่ได้แบบนี้ ครับ
นักออกแบบอิสระ แม้สามารถควบคุมจังหวะชีวิตได้เอง แต่ต้องแลกกับปัญหาอื่นๆ หลายด้าน ที่ถ้ามีสังกัดปัญหานี้สามารถหลีกให้บริษัทเป็นผู้รับ ได้ เช่น การติดต่อกับ ผู้ที่จะนำแบบไปผลิต ซึ่งหลักๆ ได้แก่ เจ้าของ Brand และ โรงงาน เนื่องจาก ผู้ออกแบบไร้ชื่อเสียง การต่อรอง จึงอยู่ในฐานะที่ไม่เท่าเทียม และมักต้องยอมตาม ข้อเสนอที่อีกฝ่ายเป็นผู้กำหนด ผู้ออกแบบไม่รู้ งานออกแบบของตนควรมีราคาเท่าไร ถ้าคิดจากยอดขาย ก็ไม่มีทางรู้ว่าผู้ผลิต นำไปผลิตเท่าไร หรือแม้แต่งานออกแบบที่นำเสนอถูกปฏิเสธก็ไม่รู้ว่าหลังจากนั้น จะมีการผลิตตามแบบที่เสนอโดยไม่แจ้งผู้ออกแบบหรือไม่ ไม่รู้ว่ามีกฎหมายคุ้มครองที่เกี่ยวข้องหรือไม่
เพื่อลดข้อกังวล การนำงานออกแบบไปผลิตโดยไม่จ่ายค่าจ้าง ผู้ผลิตจะจ้างนักออกแบบตั้งแต่เริ่มกระบวนผลิตเลย คือให้เข้าไปคุยกับ พ่อค้า ซึ่งถูกสมมุติจากเจ้าของโรงงานว่า เป็นผู้ที่เข้าใจการเปลี่ยนแปลงในตลาดดี (ที่ผู้เขียนใช้คำว่าสมมุติเพราะเป็นความเข้าใจเฉพาะของเจ้าของโรงงานซึ่งอาจจะถูกก็ได้ แต่ความเข้าใจของผู้เขียนคิดว่า พ่อค้าก็ต้องบอกว่า แบบนี้ขายดี และให้นักออกแบบทำแบบนี้ มันก็คือ “ทำตามตลาด” นั้นเอง) นักออกแบบก็ต้องออกแบบตามความเห็นของ พ่อค้า ผู้ผลิตก็ได้แบบที่พ่อค้าคิดว่าต้องขายได้แน่ๆ
การได้งานส่วนมากมาจากการแนะนำ เช่น โรงงานเคยจ้างคนอิตาลีออกแบบ แต่พอสถานการณ์เปลี่ยนแปลง ก็มีการแนะนำ เบียร์ ซึ่งเป็นลูกศิกย์ เป็นผู้ออกแบบแทน ซึ่งบางครั้งก็ไม่เพียงแค่ออกแบบ ยังต้องเป็นผู้ควบคุมการผลิตในทุกขั้นตอนอีก โดยเจ้าของ โรงงานให้ความเห็นว่า ผู้ออกแบบจะเป็นผู้ที่รู้ว่า งานผลิตได้ตามที่ตนตั้งใจไว้หรือไม่ และถ้าเจ้าของโรงงาน เห็นว่า แบบนี้ น่าจะขายได้เรื่อยๆ ก็จะขอ ซื้อสิทธ์การออกแบบนั้น เอาไว้เลย ห้ามไม่ให้นำไปเสนอ ที่อื่นอีก
การขาดความรู้ กฎหมายที่เกี่ยวข้อง เช่น ลิขสิทธ์การออกแบบ สัญญาการจ้าง หมายความว่า เจ้าของโรงงาน อาจจะไม่จ่ายค่าจ้างได้ ทำได้แค่เพียงบอกเพื่อนๆใกล้ชิด ไม่ทำงานให้ เจ้าของโรงงานนั้นอีกต่อไป
เบียร์ ให้ความเห็นเชิงเห็นใจว่า เป็นเพราะเจ้าของโรงงาน หรือ ผู้ผลิต ไม่มีระบบภายใน รองรับการจ้างนักออกแบบอิสระ ระบบจัดการภายในมีไว้ เพื่อบริหารต้นทุนการผลิต เช่น วัสดุ ค่าจ้างแรงงานที่สามารถคำนวนได้จากผลงาน (อาจจะเป็น เหมารวม หรือ จ่ายเป็น ชิ้นๆ) ส่วนการจ้างผู้ออกแบบ ซึ่งบอกได้ยากว่าจะขายได้หรือไม่ การกำหนดราคาจึงทำได้ยาก
แต่ก็มีวิธีคิดค่าออกแบบอยู่บ้าง เหมือนการคำนวน ราคาบ้าน คือ คิดราคาค่าวัสดุที่ใช้ในงานออกแบบทั้งหมด จากนั้นพิจารณาราคาขาย ส่วนที่เป็นกำไรก็เอามาคิดเป็นค่าออกแบบ ซึ่งเท่ากับแบ่งกำไรกับ นายทุน จึงไม่น่าแปลกใจว่า ทำไมค่าออกแบบถึงได้น้อย มาก (พอถึงตรงนี้ ก็นึกเรื่อง Branding ได้เหมือนกัน เจ้าของโรงงานรู้ต้นทุนการผลิต และต้องการขายสินค้าให้หมด ในราคาที่พอได้กำไร ในขณะที่พ่อค้าจะเข้าใจ ความต้องการของลูกค้าว่าอยากจะจ่ายเท่าไร ส่วนนี้มีองค์ประกอบแวดล้อมมากกว่าแค่เพียง ต้นทุนของสินค้า เช่น สมมุติว่า โรงงานผลิตสินค้าได้ คุณภาพเหมือนกันหมด ใช้วัสดุ เหมือนกันหมด พ่อค้าจะเป็นผู้อำนวยความสะดวกให้กับลูกค้าในการเข้าถึงสินค้า เช่น จัดให้อยู่ที่ ที่ เดินทางสะดวก มีบริการสินเชื่อ รับประกันความพึงพอใจ ถ้ากรณีที่พ่อค้ามีกำลังทางเศรษฐกิจมาก ก็สามารถซื้อสินค้ารูปแบบเดียวกันจากเจ้าของโรงงานได้หมด เป็นการปกป้องไม่ให้สิ่นค้าแบบนี้มีจำหน่ายทั่วไป ลูกค้าบางคนอยากใช้สินค้านั้นเพื่ออวดความมั่งคั่ง หรือ รสนิยม พ่อค้าจึงต้องปกป้องสินค้าไม่ให้ซื้อได้โยง่าย เป็นต้นทุนที่ ดังนั้น ถ้าเทียบระหว่าง เจ้าของโรงงานกับพ่อค้าแล้ว ผู้ที่ต้องทำ Branding น่าจะมาจากพ่อค้ามากกว่าเพราะ การสร้าง Brand ต้องการเข้าใจ พฤติกรรมของลุกค้า เห็นได้จาก Brand ดังๆ ก็ไม่มีหน่วยผลิตเป็นของตนเอง) แต่สำหรับนักออกแบบอิสระ การต่อรอง เพื่อรายได้ที่มากขึ้นโดยเพิ่มช่วงกำไรระหว่างต้นทุนในการผลิต กับราคาขายให้พ่อค้า จึงเป็นไปอย่างลำบาก
ในความเห็นของ เบียร์ ชื่อเสียงของนักออกแบบเท่านั้น ที่ช่วยได้
แล้วทำไมนักออกแบบไม่ผลิตเอง คำตอบเดาได้ไม่ยาก ก็คือ ไม่มีทุนเพียงพอ และไม่มีความรู้เรื่องตลาด แล้วยังต้องหาผู้ที่สามารถแกะแบบ เพื่อนำไปผลิตอีก ถึงตอนนี้ เบียร์ ได้แนะนำให้ผู้เขียนรู้จักกับ Pattern Maker หน้าที่ของคนนี้ คือเป็นตัวเชื่อมต่อ ระหว่างร่างแบบ กับ ผลผลิต ผลงานการออกแบบจะดีหรือไม่ดี Pattern Maker เป็นผู้มีบทบาทสำคัญอย่างมาก
Pattern maker จะเป็นพนักงานประจำ ค่อยรับร่างแบบ แล้วมาเปลี่ยนเป็น ชิ้นวัสดุ กำหนดขนาด เพื่อส่งให้เครื่องจักร หรือ คนเป็นผู้ตัดชิ้นวัสดุ จัดลำดับการประกอบวัสดุ จากนั้นก็ให้ คนงานรับจ้างเย็บ ชิ้นงาน ซึ่งเป็น ผู้เชียวชาญเฉพาะ ทำการผลิต เห็นได้ว่า การออกแบบจะสวมใส่สบาย หรือไม่ ขึ้นอยู่กับ Pattern Maker
และบ่อยครั้งที่ เจ้าของโรงงานจะหาแบบสวยๆ จากหนังสือแฟชั่น แล้วมาให้ Pattern Maker แกะแบบ ไม่จำเป็นต้องอาศัย นักออกแบบเลย
ที่นี้ เลยถามว่า ถ้ายังนั้น ทำไมไม่พัฒนาให้ Pattern maker เป็น นักออกแบบเลย เบียร์ บอกว่า มันเป็นคนละ สายงานกัน เพราะ เขาจะไม่รู้ว่า อารม ของ สี เส้นสาย ควรเป็นอย่างไร ไม่รู้ว่าถึงเหตุผล แนวคิด ในการออกแบบ เขารู้เพียงแต่ว่า ทำอย่างไรให้ สามารถ นำแบบนั้นออกมาเป็นชิ้นงานให้ได้ ในทางกลับกัน ทำไมนักออกแบบไม่ไปเป็น Pattern maker เบียร์ บอกว่า มันคนละแนวกัน แล้วเขาก็ ไม่ชอบที่จะมาแกะงานของ คนอื่นด้วย เห็นได้ว่า ในสถานการณ์ ตลาดการออกแบบไทย ผู้ผลิตอาจจะมองข้าม นักออกแบบโนแนมไปได้เลย ปล่อยให้ Pattern maker มีบทบาทสำคัญ
เท่าที่ทราบมา โรงเรียนสอน ออกแบบ เสื้อผ้า จำเป็นต้องสอนการวาง Pattern เป็นวิชาพื้นฐานที่สำคัญเสมอ ซึ่งการเข้าใจเรื่องของ Pattern สามารถนำไป ใช้สำหรับ งานเย็บอื่นๆ ทั่วไปได้ เช่น กระเป๋า รองเท้า และงานที่ อาศัยการตัดเย็บอื่นๆ เป็นต้น
พูดถึงเรื่องนี้ เลยนึกถึง ช่างเย็บเสื้อชาวไทยในฝรั่งเศส ที่เป็นข่าวของกระทรวงการต่างประเทศ เกี่ยวกับปัญหาการใช้แรงงานในต่างแดน นักออกแบบชาวฝรั่งเศส มักจะจ้าง ช่างเย็บเสื้อชาวไทยแล้วซ่อนไว้ ภายในใต้ถุน ตึกสมัย เรเนซ้อง อันโอ่อ่าของตน เมื่อออกแบบได้ ก็นำมาให้ ช่างไทยเหล่านี้แกะแบบแล้วตัดเย็บ จนเป็นที่พอใจ จากนั้นก็นำออกขาย โดยให้ค่าจ้าง เพียงเล็กน้อย เมื่อเทียบกับ ราคาขายผลผลิตนั้นๆ ที่จำหน่ายใน กรุงปารีส อย่างไรก็ตาม ค่าจ้างเพียงเล็กน้อยเหล่านั้นก็ ยังมากกว่า ค่าจ้างที่จ่ายกันในเมืองไทย เป็นเหตุให้ ช่างเย็บเสื้อผ้าเหล่านั้น ยังทนอยู่ทำงานอยู่ที่ปารีส โดยหวังจะสะสมเงินเพื่อกลับมาใช้ในเมืองไทย ในตลาดปารีส นักออกแบบมีอิทธิพล พอที่จะกดค่าจ้าง Pattern maker และผู้ผลิตให้ต่ำได้ เพื่อที่ตนเองจะได้ผลกำไรจากราคาขายให้มากที่สุด และวิธีหนึ่งก็ คือใช้ วิธีจ้างช่างจากเมืองไทย ในราคาถูกแล้วซ่อนพวกเขาเหล่านั้นไว้ใต้ถุนบ้านนั้นเอง
อย่างไรก็ตาม มันก็เป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ อยู่อย่างหนึ่งว่า ช่างไทย ของเรามีความสามารถในการนำงานออกแบบ มาทำให้เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพเพียงพอที่จะขายได้ในตลาดปารีส เพียงแต่ผลกำไรส่วนมากไม่ได้ถูกนำกลับมาใช้เป็นทุนพัฒนาตลาดการออกแบบภายในประเทศไทย แต่กลับไปอยู่ในมือของคนปารีส
ขอกลับมาพูดถึงตลาดการออกแบบในเมืองไทย เพื่อฉายให้เห็นสภาพตลาดชัดขึ้น กับกรณีเปิดเสรีการค้า ที่ให้ แบรค์สินค้าเสื้อผ้าจากต่างประเทศ นำเสื้อผ้าสำเร็จรูปเข้ามาขายในตลาดไทย การนำเข้าสินค้าสำเร็จรูปนี้ นอกจากจะไม่ได้จ้างแรงงานเราแล้ว ยังเข้ามาเอาส่วนแบ่งตลาดภายในประเทศออกไปอีก (คือผู้เขียนไม่ทราบว่า แบรด์ ที่ เป็นของไทย สามารถแย่งชิงตลาดภายในประเทศอื่นได้เท่าไร ใครมีข้อมูลลองหามาแลกกันก็ได้ครับ) ผู้ประกอบการของไทยเกี่ยวกับเรื่องนี้ ผู้เขียนแบ่งเป็นสองกลุ่มใหญ่ คือ กลุ่มผู้ผลิตได้แก่ โรงงาน ซึ่งได้เล่าให้ฟังไปแล้ว และอีกกลุ่มก็คือ กลุ่มที่มีแบรด์ใหญ่เป็นของตัวเอง โดยที่ กลุ่มนี้จะเสนอสินค้าที่เน้นการออกแบบ มีร้านค้าของตนอยู่ในสถานที่ง่ายต่อการเข้าถึง กลางใจเมืองหลัก เป็นกลุ่มที่ต้องปะทะกับแบรด์จากต่างประเทศโดยตรง (แม้มีอีกกลุ่มที่ ดักลูกค้า ตามทางหลวง ใหญ่ๆ ที่กลับจากจังหวัดท่องเที่ยว ซึ่งดูเหมือนจะเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบ จาก การเปิดเสรี น้อยกว่า) เจ้าของแบรด์ภายในประเทศ ลดต้นทุน โดยพยายาม ให้บริษัทตนเองไม่มี หรือมี หน่วยที่ใช้ผลิตให้น้อยที่สุด เนื่องจาก กฎหมายการจ้างงานเกี่ยวกับสวัสดิการของลูกจ้างเข้มข้นขึ้น ข้อกฎหมายนี้ทำให้โครงสร้างการจ้างคนงานจำนวนมากยากต่อการบริหารเพื่อปรับเปลี่ยนในทันต่อสภาพตลาดที่เปลี่ยนอย่างรวดเร็ว ดังนั้น เจ้าของแบรด์จึงเน้นลงทุนการสร้างเสริมแบรด์ให้เข้มแข็งขึ้น แทนการลงทุนเพิ่มหน่วยการผลิต จากนั้นก็จ้างให้หน่วยผลิต ซึ่งเป็นโรงงานที่มีเครื่องมือให้การตัดเย็บดีกว่า ครัวเรือนหรือรายย่อย และด้วยการเป็นเจ้าของแบดร์ใหญ่ ที่สามารถ สั่งตัดได้ในจำนวนมากมีความแน่นอนในการสั่งตัด ทำให้ เจ้าของแบรด์ สามารถใช้อำนาจทางเศรษฐกิจควบคุม งานออกแบบของตนจากการที่โรงงานจะนำออกไป ขายเอง โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งข้อกฎหมาย และเป็นผู้ที่ได้ดอกผลจากงานออกแบบของตนอย่างแท้จริง ซึ่งนักออกแบบอิสระที่โนแนมทำไม่ได้
นักออกแบบอิสระมีทางเลือกน้อย คือถ้าไม่ได้จบจากสถาบันออกแบบที่มีชื่อเสียง และมีทุน ที่มาจากครอบครัวของตนเองอยู่แล้วก็ยากที่จะหลุดขึ้นมามีชื่อเสียงได้ การเข้าไปเป็น นักออกแบบภายใต้ แบรด์ ดัง คงเป็นหนทางที่ดูจะให้ความมั่งคงต่ออาชีพมากกว่า การที่ตลาดไม่เปิดโอกาศให้ นักออกแบบอิสระ อาจเป็น เพราะกำลังซื้อในประเทศ มีน้อยเกินไป สำหรับงานออกแบบเฉพาะกลุ่ม ถ้าเปรียบกับการเติบโตของธุรกิจของ วิเวียน ที่เริ่มจากการเน้นไปที่กลุ่มเฉพาะ และกลุ่มที่ วิเวียน เน้น มีกำลังซื้อพอสมควร ทำให้ วิเวียน สามารถสะสมทุน จนไต่ระดับขึ้นไปได้ แต่สภาพตลาดและรสนิยม ภายในเมืองไทยตอนนี้ ดูเหมือนจะไม่เอื้ออำนวยให้นักออกแบบอิสระได้แสดงผลงาน กำลังซื้องานออกแบบส่วนมากตกเป็นของแบรด์ต่างประเทศ หรือไม่ ก็แบรด์ไทยใหญ่ๆเท่านั้น โอกาศดูเหมือนจะไม่เปิดหน้าต่างให้กับนักออกแบบอิสระ เลย มีคนกล่าวว่าโอกาศมีอยู่ทั่วไป การที่นักออกแบบอิสระไม่สามารถเกิดได้ เพราะตนเองไม่ทราบสภาพตลาดและการเปลี่ยนแปลงภูมิศาสตร์เศรษฐกิจ หรือเพราะ ไม่ทราบแหล่ง ทุน และวิธีการเข้าสู่แหล่งทุน นั้นๆ เรื่องนี้อาจจะแก้ไขได้จาก การศึกษาเพิ่มเติม
เบียร์ ยังบอกอีกว่า เขาต้องทำการรวบรวมชนิดของวัสดุที่ใช้ในงานออกแบบ เช่น รูปแบบกระดุม ลายผ้า เนื้อผ้า หรือ อื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เกิดความหลากหลาย จำเป็นในงานออกแบบของตน วัสดุพวกนี้ มีใหม่และหายไปจากตลาดอยู่ตลอดเวลา และการหาความรู้เรื่องวัสดุนี้ เพื่อจัดเป็น Collection เป็นต้นทุนที่จำเป็นสำหรับนักออกแบบอิสระ ในขณะที่ แบรด์ใหญ่ๆ มีผู้ผลิตวัสดุ มานำเสนอถึงที่ นอกจากจะไม้ต้องรวบรวมวัสดุเองแล้ว ยังสามารถเหมาลายผ้าหรือวัสดุบางชนิด ที่โรงงานผลิตออกมาได้ เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ผลิตรายอื่นนำไปใช้ สร้างตลาดผูกขาดได้ไม่ยาก
พอได้รับทราบปัญหาที่เกิดขึ้นกับนักออกแบบอิสระ และปัญหาที่ผู้ผลิตภายในประเทศต้องเผชิญกับปัญหาค่าจ้างแรงงานของตนที่ไม่สามารถลดได้อีกแล้ว และ การเข้ามาแย่งชิงตลาดจากการเปิดการค้าเสรี ดูเหมือนจะปันทอน โอกาศและกำลังใจ ต่ออาชีพการเป็น นักออกแบบอิสระโนแนมที่ฝันจะมีชื่อเสียง
ผู้เขียน มีความเห็นว่า รูปแบบการพัฒนา นักออกแบบไทย(อิสระ) เป็นดังนี้ (อย่างไรก็ตามขึ้นอยู่กับ ทิศทางการดำเนินงานของ ผู้อำนวยการนะครับ)
ให้ นักออกแบบอิสระ ศึกษาข้อกฎหมายเบื้องต้นที่เกี่ยวข้องกับงานออกแบบ หนังสือชื่อ ลักษณะของกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา : พื้นฐานความรู้ทั่วไป ลิขสิทธิ์ สิทธิบัตร เครื่องหมายการค้า ผู้แต่งชื่อ ไชยยส เหมะรัตนะ http://library/search/bib_detail.php?bib_id=4921 จากนั้นให้ รวบรวมสมาชิกที่เป็น นักออกแบบอิสระ ให้ได้เกินยี่สิบคน ผู้เขียนจะทำเรื่อง ถึงผู้อำนวยการศูนย์ เพื่อขออนุญาติใช้ นักกฎหมายของ OKMD เพื่อจัดทำการบรรยาย ข้อกฎหมายเบื้องต้นนี้ รวบถึงแนะนำหน่วยงานด้านกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ไปจนถึงกรณีตัวอย่างที่ เกิดขึ้น และแนะนำแหล่งความรู้ด้านกฎหมายเพื่อใช้ค้นเคว้าเพิ่มเติมด้วยตนเอง ต่าใช้จ่ายของนักออกแบบอิสระในกิจกรรมนี้ ได้แก่ ค่ากาแฟ เลี้ยง นักกฎหมาย เท่านั้น
ให้ นักออกแบบอิสระ ศึกษาข้อมูล สภาพตลาดในประเทศและต่างประเทศ จาก Euro Monitor ที่เปิดให้บริการอยู่แล้วภายในศูนย์ เรียนรู้และสร้างสรรค์ (ใครใช้ไม่เป็น มาถามผู้เขียนได้)
ถ้าเป็นไปได้ ก็อยากให้ นักออกแบบรวมกลุ่มกัน เพื่อแลกเปลี่ยน ประสบการณ์ ที่ได้จากการต่อรอง ในตลาด ซึ่งสะท้อนสภาพตลาดการออกแบบได้แม่นยำเทียบเคียงในระดับงานวิจัย เพราะเป็นผู้เล่นในตลาด การแลกเปลี่ยน ข้อมูลเหล่า อาจจะใช้เครื่องมือการสื่อสารที่มีอยู่ให้ใช้ฟรีๆ เช่น Hi5 MSN หรือ community web อื่นๆ
ถ้ากลุ่มมีแนวโน้มเหนียวแน่นเพียงพอ ผู้เขียน จะทำหนังสือ ถึงผู้อำนวยการ ขออนุญาติทำหนังสือออกนอกสำนักงานฯ (ส่วนนี้เริ่มมีค่าใช้จ่าย) เพื่อขอความร่วมมือจากหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องกับ วิธีการจัดตั้งให้กลุ่มใน รูปแบบ สหกรณ์ โดยหวังหว่าง ข้อดีของ รูปแบบสหกรณ์ อาจจะจุงใจให้สมาชิก จัดตั้ง สหกรณ์นักออกแบบ (Cooperative) เพื่อรวบรวม และแบ่งสรรค่าใช้จ่าย ใช้ในการต่อรองทางเศรษฐกิจกับ โรงงานผลิตวัสดุหรือ โรงงานที่นำงานออกแบบไปผลิต ใช้ ประโยชน์จาก จำนวนของ สมาชิกและยังใช้เพื่อการควบคุมคุณภาพการออกแบบกันเองได้อีกด้วย เกี่ยวกับค่าใช้จ่าย ทางสำนักงานจะออกค่าเดินทางสำหรับผู้บรรยาย ส่วน ค่ากาแฟ เลี้ยงผู้บรรยาย รบกวนสมาชิกเป็นผู้จัดหา งานนี้ผู้เขียนจะนั้งฟังด้วยเพราะสนใจ การแนวทางการดำเนินงานและปรัชญาของสหกรณ์เป็นพิเศษอยู่แล้ว (ความมั่งคั่งของสมาชิกก็จะต้องแบ่งให้สหกรณ์เช่นกัน ซึ่งในเรื่องนี้ก็ไม่ต่างกับการเป็นพนักงานบริษัท) ที่ผู้เขียนเสนอสหกรณ์ เพราะเห็นว่าการต่อสู้คนเดียว มีจุดด้อยเยอะมาก แม้จะพอมีจุดดีอยู่บ้างคือ การบริหารจัดการรายได้ทำได้ง่ายกว่า แต่การนำมาซึ่งรายได้จากการบุกเดียวในสภาพการตลาดของพุทธศตวรรษที่ ยี่สิบห้านี้ เป็นไปได้ยาก การร่วมกลุ่มกัน เพื่อใช้จำนวนในการต่อรองทางเศรษฐกิจเพื่อให้ผลประโยชน์ต่อกับกลุ่มย่อมเป็นทางเลือกที่ น่าสนใจ http://www.cpd.go.th/web/coop_data/coopknow/history.htm < ประวัติแนวคิดสหกรณ์
ทั้งนี้แนวคิดนี้จะได้นำไปสู่การปฎิบัติได้ ก็ต้องเริ่มจาก สมาชิกที่เป็นนักออกแบบอิสระ แสดงความเจตนาตั้งใจรวบรวมให้ได้จำนวนพอสมควร แล้วนำมาเสนอผู้เขียน ผู้เขียนจะลองเสนอตามที่กล่าวให้ อย่างไรก็ตาม ถ้าไม่ได้รับความอนุเคราะห์ใดๆ เนื่องจาก ทิศทางการดำเนินงานไม่ได้ไปในแนวทางนี้ ก็ขอฝาก สมาชิกที่เป็น นักออกแบบอิสระ ให้ พิจารณา การจัดตั้งรูปแบบสหกรณ์ ด้วยนะครับ
สวัสดีครับ
ปล. ต้องขอขอบใจ เบียร์ ที่ให้ข้อมูลดังกล่าว (ข้อสังเกตุ* บทความนี้พูดถึงเฉพาะ โรงงานและ แบรด์ ที่เจ้าของเป็นคนไทยเท่านั้น ไม่ได้พูดถึง โรงงานที่เจ้าของเป็นชาวต่างชาติ)