Public Library and Return on Investment

 

ประเด็นความไม่คุ้มค่าการลงทุนห้องสมุด ภายในห้างสรรพสินค้า เป็นเหตุผลหนึ่งที่ถูกใช้ในการยุบรวม  ข้อสังเกตุต่อไปนี้อาจสะท้อนความคุ้มในการลงทุนนี้ได้  โดยเสนอภาพกว้างผ่านบริบททางสังคม ทิศทางการลงทุนของภาครัฐ  เพื่ออธิบายผลตอบแทนการลงทุนครั้งนี้ “ว่ามีความสิ้นเปลืองมาน้อยแค่ไหน”

 oเพื่อให้เห็นสาเหตุการตัดสินใจลงทุนตั้งห้องสมุดภายในห้างสรรพสินค้า สังคมมีบริบทที่แตกต่างไปจากปัจจุบันอยู่บ้าง ขออธิบายแยกเป็นสองส่วน ส่วนแรก เป็นการตอบคำถามว่าทำไมต้องห้องสมุดด้านการออกแบบและต้องอยู่ในห้างสรรพสินค้า ส่วนที่สองเป็น เรื่องของทุนภาครัฐ เน้นให้เห็นมูลเหตุพื้นฐานในการลงทุน  ทั้งสองส่วนสามารถชี้ให้เห็นถึง บริบทที่เปลี่ยนแปลงไปได้พอสมควร   o

1 เป้าหมายการลงทุนห้องสมุด

 o

เพื่อตอบคำถามว่า ทำไมต้องห้องสมุด และทำไมต้องหนังสือ ดีดี สวยๆ แพงๆ และทำไมต้อง ห้างสรรพสินค้า

 o

การเปิดเสรี การค้า การเงินและ การบริการ ส่งผลให้รัฐต้องค่อยๆลดบทบาท ตัวเองทางเศรษฐกิจลง จนในที่สุดไม่สามารถให้การช่วยเหลือ ภาคธุรกิจ ด้วยมาตราการทางการค้าใดๆ ได้  (ในขณะนี้ยังมีการช่วยกันอยู่บ้าง) ภาคธุรกิจจำเป็นต้องมีการปรับตัวกันขนานใหญ่ มีการปรับเปลี่ยนโครงสร้างการบริหาร (Re-engineering) ปรับสัดส่วนการใช้แรงงงาน ทุน และ เทคโนโลยี จากที่เคยใช้แรงงานอย่างเข้มข้น (Labor intensive) มาเป็นใช้ทุน และเทคโนโลยี สุง (Capital and Technology intensive) อาศัยแรงงานที่ มีความสามารถในการใช้ทุน และเทคโนโลยีได้อย่างดี เรียกว่าเป็น Knowledge worker การปรับตัวของภาคธุรกิจ ถ้าใครยังจำได้ คือการปิดกิจการของบริษัทสิ่งทอใหญ่ บนถนน วิภาวดีรังสิต ที่ใครขับรถผ่านเมื่อสี่ห้าปีที่แล้ว จะสังเกตุเห็นโรงงานนี้ได้ไม่ยาก(อยู่ขวามือขาออกจากเมือง คนที่เรียน ม กรุงเทพ สมัยย้ายไป ใหม่ๆ คงจำกันได้)  เป็นการปิดตัวก่อน พรบ. แรงงาน ฉบับใหม่ที่คุ้มครองสวัสดิภาพแรงงานจะถูกใช้ เพียงไม่กี่วัน พรบ.แรงงาน ฉบับนั้นทำให้ต้นทุนการดำเนินกิจการ สุงขึ้น ประกอบกับ โรงงานถึงเวลาที่ต้องลงทุนซื้อ เทคโนโลยีใหม่ๆ ต้องมีการฝึกแรงงานให้คุ้นกับเทคโนโลยีที่มาใหม่ และยังต้องเผชิญกับการแข่งขันจาก จีน เวียดนามอีก การปิดกิจการนี้ สะท้อนการสภาพการแข่งขันในตลาดที่มีแนวโน้มรุนแรง ได้อย่างดี  ในส่วนของเจ้าของกิจการ การเพิ่มทุน เพื่อหาเทคโนโลยี มาใช้ทำได้ ไม่ลำบาก เมื่อ เทียบกับแรงงานที่ต้องปรับตัว  แรงงานจึงได้รับกระทบโดยตรงต่อจากการเปิดการค้าเสรี  ตกงาน หรือไม่ก็ต้องปรับตัวให้เป็น Knowledge worker ให้ได้เพราะจำเป็นต่อระบบเศรษฐกิจแบบใหม่ ที่ใช้ทุน เทคโนโลยี (และความคิดสร้างสรรค์) ที่กำลังก่อตัวขึ้น 

การเป็น Knowledge worker จำเป็นต้องค้นคว้าหาความรู้เพิ่มเติมอยู่เสมอ แต่ผลการสำรวจอัตราการอ่านหนังสือของคนไทย (ในเวลานั้น)โดยเฉลี่ยอยู่ที่ แปดบรรทัดต่อคนต่อปี  การขาดการอ่านหนังสือมีปัจจัยหลายด้าน เช่น ปัจจัยทางเศรษฐกิจ ปัจจัยทางสังคม หรือแม้กระทั่ง ค่านิยม ก็เป็นอุปสรรคในการหาความรู้เพิ่มเติมทั้งสิ้น หน่วยงานของรัฐหลายหน่วยงานได้รับงบประมาณ มาแก้ไขปัญหาดังกล่าว ในช่วงแรก พบว่าการเข้าถึงแหล่งความรู้มีต้นทุนสุง นั้นคือ ปัญหาด้านเศรษฐกิจของแรงงาน  แหล่งความรู้ที่มีอยู่และมีระบบการจัดการที่ดีล้วนเป็นของมหาวิทยาลัยทั้งสิ้น (หรือไม่ก็เป็นของ องค์กรธุรกิจใหญ่ๆ เช่น ธนาคาร) ที่มีข้อจำกัดในการให้บริการในระบบสาธารณะ  มีการคิดรูปแบบเพื่อลดอุปสรรคจากปัญหานี้ หลายวิธี เช่น การสร้างเวบ Thailand Knowledge Center โดยหวังจะให้ความรู้ผ่าน เทคโนโลยี การสื่อสาร เรียกได้ว่า ถ้าใครเข้าถึง internet ได้ ก็สามารถหาความรู้ได้ (ในสิงคโปค์ก็เช่นกันมีการวางโครงสร้างพื้นฐานด้าน IT ใหม่หมด และ แนวคิด เรื่อง WIKI ยังใหม่อยู่)  แต่หลังจาก ทำเสร็จพบว่า ความรู้ที่มีประโยชน์ ไม่เคยถูกเผยแพร่ผ่าน เทคโนโลยีนี้เลย ความรู้เป็นของมีค่า มีราคา ส่วนมากอยู่ในสิ่งตีพิมพ์ เพื่อจำหน่าย ทั้งสิ้น (ในเวลาต่อมามีการนำหนังสือมาสแกน ทั้งเล่มและเผยแพร่ ใน internet , Books.google.com) รัฐบาลสิงคโปปรับตัวและเปลี่ยนมาใช้ ระบบห้องสุมดแทน มีการนำเข้าหนังสือจากทั่วโลกจำนวนมหาศาล (คนสิงคโปไม่มีปัญหาเรื่องการอ่านภาษาอังกฤษ)  การใช้ระบบห้องสมุดเพื่อลด อุปสรรค จากปํญหาทางเศรษฐกิจของแรงงาน จึงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด  ในขณะนั้นห้องสมุด (นอกจากห้องสมุดมารวย) มีภาพลักษณ์ที่เชย ขาดความสามารถจุงใจให้เกิดความอยากเข้ามาใช้ (ทึกทักว่าแรงงานยังไม่ตระหนักถึงการหาความรู้ด้วยตนเอง โดยใช้ห้องสมุด) การสร้างห้องสมุดสวยๆ จึงเป็นไปเพื่อล่อให้เข้ามาหาความรู้ เกิดอาการ อยากเทห์และ อยากเข้ามาหาความรู้ ห้องสมุดที่ TCDC จึงถูกออกแบบให้ sexy ได้ดั่งใจ   o

และทำไมต้องหนังสือ ดีดี สวยๆ หลายคนอาจไม่ตั้งข้อสงสัยเรื่องนี้ แต่ผมอยากให้รู้ว่า เจ้าของไอเดียพูดว่าอย่างไร ห้องสมุดสวยๆ sexy อย่างเดียว มันไม่พอเว้ย ต้องมีหนังสือที่มีภาพสวยๆ มาล่อด้วย หนังสือภาพสวยๆ จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อต้องการปรับพฤติกรรมก่อน จากที่ไม่เคยหยิบหนังสือมาอ่าน เพียงหยิบขึ้นมาดูภาพสวยๆ ก็เป็นสัญญานเริ่มต้นที่ดีเหมือนกัน ใครที่เคยสงสัยว่า ผู้ที่เข้ามาใช้ห้องสมุด เข้ามาถ่ายรูป เพื่อ copy ไปใช้งาน ไม่ได้คิดสร้างสรรค์อะไร ก็ใจเย็นๆครับเพราะเรามองว่าอย่างน้อยพวกเขาก็มีเป้าหมายการเข้ามาหาความรู้กันแล้ว  ความคิดสร้างสรรค์ เป็นเรื่องต่อจากนี้ ครับ

 o

แล้วทำไมต้องเป็นห้างสรรพสินค้า ก็เพราะมันเป็นที่รวบรวมสินค้าไงครับ ในสังคมอุตสหกรรม เราไม่สามารถผลิตของที่เราใช้ได้เองทั้งหมด การแลกเปลี่ยนจึงเป็นวิธีสรางความสัมพันธ์ ระหว่างเรากับอื่น  เป็นส่วนหนึ่งที่ปรากฏอยู่ในวิถีชีวิตปกติ  ห้องสมุดที่แซกเข้าไปในวิถีชีวิตปกติ เหมือนกับจะบอกว่า แวะซื้อสินค้า ก็แวะเข้ามาหาความรู้เพิ่มเติมกันหน่อย ห้องสมุด TCDC ที่ SEXY ได้ค่อยๆ เปลี่ยนจาก มาหาซื้อสินค้าและแวะ เข้าห้องสมุดกลายเป็น มาห้องสมุดแล้วแวะหาซื้อสินค้า การเข้ามาหาความรู้กำลังจะกลายเป็น เหตุผลต้นๆที่ให้กับตนเองเพื่อออกจากบ้านไปแล้ว และกำลังกลายเป็นค่านิยมใหม่

 oคุณคิดแบบค่านิยมนี้ ดีไหม และเป็นคุณต้องจ่ายเท่าไร เพื่อให้ ค่านิยมนี้ เกิดขึ้นในสังคมเรา  ( ผมถามคำถามนี้ ให้คุณคิดเป็นราคาที่ต้องจ่าย ถ้าอยากจะเห็นสังคมดีขึ้น ) o

2 ทุนและรูปแบบการใช้ทุน 

 o

การลงทุนทุกชนิด ถูกจุงใจด้วยผลตอบแทน  ทุนเลือกที่จะอยู่เฉยๆ ก็ได้ ถ้าผลตอบแทนดีไม่เพียงพอ  เพื่อให้ทุนถูกใช้ให้เป็นประโยชน์ รัฐ(ตามแนวคิดของ เคนส์) จึงมีบทบาท ค่อยกระตุ้น ควบคุมพฤติกรรมการใช้ทุน ผ่านเครื่องมือต่างๆ เช่น ดอกเบี้ย ภาษี เป็นต้น การที่ทุนเป็นทรัพยากรที่จำกัด(ทุนภายในประเทศ) ผลตอบแทนจึงเป็นตัวกำหนดรูปแบบทางลงทุน ในภาคธุรกิจใช้ ผลกำไร เป็นตัวกำหนด อาจจะอยู่ในรูปดอกเบี้ยเงินฝาก หรือ เงินปั่นผลจากหุ้นในตลาดหลักทรัพย์  เป็นผลตอบแทนที่ มีหลักการวัดที่ แน่นอน มีวิธีกระจายความเสี่ยงจากการลงทุน  แต่สำหรับภาครัฐ ผลตอบแทนจะมีรูปแบบต่างกัน เป้าหมายของรัฐ (เฉพาะในเรื่องของการใช้ทุน) คือ ใช้อำนาจรัฐ ช่วยเหลือภาคเศรษฐกิจในการเพิ่มทุนให้กับประเทศ (เพราะรัฐในระบบทุนนิยม จะทำการค้าเองไม่ได้) หรือ กระจายความมั่งคั่งไปยังคนที่อยู่ภายใต้รัฐอย่างทั่วถึง เมื่อรัฐต้องการเพิ่มทุน ก็ออกมาตราการจุงใจให้มีการลงทุนภายในประเทศ เช่น ส่งเสริมการลงทุน BOI โดยการให้สิทธิประโยชน์ต่างๆ เพื่อเอา เงินสกุลอื่นเข้ามาสร้างความเจริญเติบโตภายในประเทศ หรือ รัฐเป็นผู้ใช้ทุนของรัฐ (งบประมาณ) สนับสนุนการเติบโตตลาดภายในประเทศ เช่น ดำเนินนโยบายงบประมาณขาดดุล เพื่อให้มีการจ้างงานภายในประเทศ(ในขณะนั้น ภาคเอกชน ไม่มีความสามารถในการจ้างแรงงาน)โดยการสร้างสาธารานูปโภค ถนน ไฟฟ้า ประปา เป็นต้นเป็น  ไม่ว่าเป้าหมายการใช้ทุนของรํฐจะเป็นอย่างไร รํฐ (ในระบบประชาธิปไตย)จำเป็นต้อง รักษาความสงปสุข และความปองดองกันในสังคม มากกว่า เป้าหมายในการทำกำไร รูปแบบการลงทุนของรัฐจึงมีความซับซ้อน มากกว่า ภาคธุรกิจ

 o

และในช่วงเวลาตัดสินใจลงทุนเพื่อสร้างห้องสมุด TCDC เงินคงคลัง ของภาครัฐมีสุงมาก พิจารณาได้จากการจ่ายหนี้กองทุนรวมระหว่างประเทศ (IMF) หมดก่อนเวลาที่กำหนด การปลอดจากข้อบังคับของ IMF รัฐบาลก็สามารถคุม รายรับ รายจ่ายได้เอง   เงินคงคลัง จำนวนมากที่พูดถึงนี้ พิจารณา(ความมากของเงิน)ได้จาก ช่วงเวลาหลัง ซึนามิ รัฐบาลไม่ต้องการเงินช่วยเหลือจากต่างประเทศเลย ต้องการความช่วยเหลือด้านวิชาการมากกว่า และที่เงินคงคลังมีมาก ยังสามารถอธิบายได้อีกมิติ นั้นคือ ยังไม่มีวิกฤติ พลังงาน น้ำมันยังไม่ขึ้นราคามากขนาดนี้ (ตอนนั้นยังมีการคาดเดากันอยู่เลยว่า ราคาน้ำมันขึ้นไม่นานก็ต้องลง แม้ภายหลังรัฐบาลจะถูกตำนิว่า ดำเนินนโยบายเรื่องนี้ผิดพลาด เพราะเพียงแค่หวังผลการเลือกตั้ง ไม่ควรพยุงราคาน้ำมันไม่ให้ขึ้นตามตลาดโลก เพราะจะทำให้เงินทุนสำรองน้ำมัน หมดลง) ในขณะนั้นยังไม่ได้พูดเรื่องโจรกระจอกอะไรนั้น (หมายถึงปัญหาภาคใต้ ยังไม่ถูกพัฒนาไปสู่ความรุนแรงเหมือนทุกวันนี้)  เงินคงคลังมีมากจริงๆ การมีเงินมาก ก็ต้องนำมาลงทุนเพื่อการให้เกิดประโยชน์สูงสุด เงินนั้นจึงถูกตัดสินใจใช้ลงทุนในส่วนที่ให้ผลตอบแทนนานที่สุด ก็คือ ภาคการศึกษา ซึ่งปกติ การเมืองจะไม่เคยลงทุนในส่วนนี้เพื่อให้ภาคการศึกษา กระตุกให้เกิดค่านิยมการเรียนรู้ อย่างจริงจังเลย เนื่องจากเห็นผลช้า มากเกินเทอมของรัฐบาลหนึ่งๆ แต่เรื่องแบบนี้ใครๆ ก็คิดได้ 

 เรื่องการคุ้มทุนหรือไม่ เป็นประเด็นหลักของข้อเขียนนี้ นั้นก็คือรูปแบบการตัดสินใจใช้เงินคงคลัง สามารถบอกได้ว่า การตัดสินใจเพื่อลงทุนสร้างห้องสมุด TCDC มีความคุ้มทุนไปแล้ว และไม่ได้สิ้นเปลือง หรูหรา อะไร อย่างที่เข้าใจกัน

ถ้าคิดแบบนี้ 

o

 สมมุติว่าเงินคงคลัง คือ หนึ่งล้านบาท ถ้าไม่ลงทุนก็จะหายไปตามอัตราเงินเฟ้อซึ่งปกติก็ไม่เกิน สองเปอร์เซ็นต่อปี แปลว่า เงินอยู่เฉยๆ ค่าของเงินก็หายไปแล้ว สองหมื่นบาท ถ้าสิบล้านก็หายไปสองแสน แต่ในปี 2547 รัฐบาลมีเงินคงคลังมากถึง กว่าหนึ่งแสนสองพันแปดร้อยล้าน ถ้าคิดกันเล่นๆ ระหว่างการลงทุนสร้างห้องสมุด TCDC ในขณะนั้น กับ การปล่อยไว้เฉยๆ (ซึ่งในความจริงรัฐบาลก็ต้องหาทางใช้เงินนี้ทางใดทางหนึ่งอยู่แล้ว) ค่าของเงินก็หายไป กว่าพันล้านบาทอยู่ดี จึงเท่ากับการลงทุนนี้ไม่ได้มากและสิ้นเปลือง เท่าไร 

 

นอกเสียจากว่าการสร้าง TCDC มีสัดส่วนการใช้วัสดุจากต่างประเทศ มากเกินไป เป็นการนำทุนภายใน ไปสร้างเจริญเติบโตให้ กับ เขตเศรษฐกิจที่อยู่ห่างออกไป และดูเหมือนจะเป็นเช่นนี้เสียด้วย น่าเสียดายจริงๆ     

 o

 จากมุมมองแบบนี้ คิดว่าการเปลี่ยน ค่านิยมของสังคมไปในเชิงสร้างสรรค์(การใช้ห้องสมุด) เปรียบเทียบกับต้นทุนที่ รัฐใช้ ในบริบทที่นำเสนอข้างต้น คุ้มหรือไม่ และนำไปเทียบกับการก่อสร้างห้องสมุดใหม่ภายใต้ราคาน้ำมันที่ขึ้นสุงขนาดนี้ เป็นอย่างไร

 o

การตั้งอยู่ภายในห้างสรรพสินค้าก็เพื่อปรับเปลี่ยนค่านิยม การใช้ห้องสมุดของประชาชน หลังจากบรรลุเป้าหมาย ก็จะย้ายออก เพราะต้นทุนการบำรุงรักษา เพิ่มขึ้น  การด่วนย้ายนี้ ถ้าเปรียบเทียบระหว่างต่อสัญญาให้ครบ  (อีกเพียงสองปี) กับการต้องลงทุนใหม่ตอนนี้  จึงเป็นประเด็นที่มีน้ำหนักเบาในกรอบคิดของผม  แต่ถ้ามองโลกในแง่ดี ผู้บริหารใหม่คงมีรายละเอียดและเหตุผลในการย้ายมากกว่านี้ นั้นหมายความว่าไม่ได้อยู่ในวิสัยการวิเคราะห์ของผม ผมทำได้แค่เพียงกระตุกต่อมคิด เท่านั้น

 สวัสดีครับ

เผยแพร่ใน: on ธันวาคม 14, 2007 at 4:03 am ให้ความเห็น

URI สำหรับ TrackBack ข้อความนี้คือ: http://countervailing.wordpress.com/2007/12/14/publiclibraryandtheroi/trackback/

RSS feed สำหรับความเห็นต่อเรื่องนี้

Leave a Comment