โดยนายธีรพงศ์ ไชยมังคละ
ในขณะที่ชาวบ้านวิวาทะกันเรื่องน้ำที่ท่วมเมืองหลวง โดยคนส่วนหนึ่งโกรธนายกฯมาก ถึงกับเปรียบเหมารวมว่าเป็นสไตค์สาวชาวเหนือที่ชอบงานง่ายๆ บางก็ว่ากลับรัฐบาลที่แล้ววางยาทำให้เกิดปัญหานี้ เป็นการวางยาอย่างมีประสิทธิภาพจนรัฐบาลใหม่สุดปัญญาแก้ หรือแม้กระทั่งพฤติกรรมกั้กของบริจาคของรัฐบาลอย่างโจ่งครึ้มจนบริษัท Honda ต้องบริจาคผ่านสภากาชาดไทย อีกทั้งเรื่องของ ผู้ว่า กทม ที่แสนเฟอะฟะ แจ้งต่อสื่ออย่างเหนื่อยหน่ายว่ากรมชลประทานไม่ให้ความร่วมมือ แล้วมารู้ว่าตัวเองส่งหนังสือไปที่มหาดไทตามขั้นตอนปรกติ โดยไม่ฉุกคิดว่าเหตการณ์นี้เป็นเรื่องเร่งด่วน สามารถโทรหาอธิบดีกรมชลฯได้เลย และอีกหลายๆเรื่องที่ดูสับสนวุ่นวาย …แต่ในเวลาเดียวกันนี้ กลับมีกลุ่มอำนาจบางกลุ่มที่แทรกตัวใช้อำนาจรัฐ กำลังทำงานบางอย่างที่น่าทึ่งในความเฉลียวฉลาดหรือใจดำ(เมื่อเทียบกับผลกระทบต่อสังคม
รัฐบาลของพรรคการเมืองทีบูชาเสียงประชาชนราวกับเป็นจุดสุดยอดความกระสันด้านวิชาการปกครอง ได้แสดง “ความไร้ฝีมือ” ในการบริหารจัดการน้ำ ที่มีปริมาณมากเป็นพิเศษต่อหน้าสาธารณะ โดยมีสาวกใช้คารมแก้ตัวเลี่ยงความห่วยนี้ในทำนองที่ว่า น้ำจำนวนมากขนาดนี้ใครเข้ามาเป็นรัฐบาลก็ไม่สามารถจำกัดได้ และไม่ว่าข้อเท็จจริงจะเป็นเช่นไร เรื่องราวเหล่าได้ดึงดูดให้ใครหลายคนใช้เวลาไปกับความเห็นของมาสเตอร์ในแต่ละประเด็นและขยายความกันจนมีแนวโน้วจะนำไปสู่การตั้งคณะกรรมการสืบหาข้อเท็จจริง (เข้าใจว่าเพื่อตอบคำถามสังคมชัดๆว่า เป็นเหตสุดวิสัยหรือบริหารจัดการผิดพลาด)
เพียงแต่ในมุมมองของผมมันเป็นเพียงการหันเหความสนใจจากเป้าหมายหลัก เป็นเหมือนลูกเล่นใช้ดึงความสนใจของสาธารณะ เนื่องด้วยในอีกด้านหนึ่งพวกเขากลับได้แสดงฝีมืออันเป็นเอกอุ สมกับการเคยเป็นผู้นำทางการเมืองที่ทรงอิทธิพลที่สุดในประวัติศาสตร์ไทย เป็นประสิทธิภาพการจัดการชนิดเหนือชั้นเทียบได้ในระดับอินเตอร์เนชั่นเนล อย่างน่าประทับใจ
การสร้างม่านหมอกบังตาด้วยเรื่องราวความขัดแย้งพื้นๆสามัญ ไม่ว่าเรื่องเล่านี้จะก่อตัวขึ้นด้วยความจงใจ หรือโดยบังเอิญตามธรรมชาติของสังคมไทยที่ชอบซุบซิบ บางส่วนก็ได้ความร่วมมือจากสาวกที่แทรกตัวอยู่ในสื่อสารมวลชน เป็นม่านหมอกที่เปิดโอกาสให้มีการใช้อำนาจรัฐเพื่อปกป้องรักษาผลประโยชน์และความสัมพันธ์ส่วนตัว ให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น (เป็นผลประโยชน์ที่มากจนกระทั่งสามารถแจกจ่ายความมั่งคั่งให้แก่พรรคพวกตัวเองที่ใกล้ชิดได้อย่างทั่วถึง) และผลของการบริหารจัดการนี้ อาจสามารถนำมันมาแปลเปลี่ยนเป็นอำนาจทางการเมืองภายในประเทศได้อย่างไม่รู้จบ (ปล่อยให้สาวกชั้นห่างออกไป หลงยึดติดกับระบบเสรีนิยมในศตวรรษที่ 17 ทั้งๆที่ระบบการเมืองเสรีนิยมก้าวหน้าเข้าสู่บรรษัทข้ามชาติมานานแล้ว ลักธินี้เติบโตปรับตัวห่างจากช่วงเวลาที่โรสเปียร์ทำการปฎิวัติมานานแสนนาน .. ความเขลาของสาวกอันน่าสะพึงกลัวก็เนื่องด้วย มันอยู่ในคราบของผู้มีการศึกษา เป็นผู้รู้ประวัติศาสตร์การปฎิวัติปารีส สะท้อนได้จากข้อความในเชิงขู่ว่า จะกินโยติน พวกศักดินา หรือจะแขวนคออย่าง กัฟดาฟี ถ้าขืนยังต่อต้านรั่งไม่ให้สังคมก้าวหน้า โดยที่พวกเขาเชื่ออย่างสนิทใจว่าตนเองกำลังต่อสู่เพื่อให้บ้านเมืองดีขึ้น เพียงแต่ในสายตาของเรา มันก็แค่ก๊อปปี้อุดมการณ์และเส้นทางยุโรปตะวันตก แบบเก่าๆ อย่างไม่รู้สึกละอายใจ เนื่องด้วย ค่านิยมที่ว่า ถ้าสามารถทำตามยุโรปได้ ถือว่าเป็นเรื่องล้ำมาก)
แฟรงค์ ซินาตร้า ภายหลังประสบความสำเร็จทางการเมืองก็เกิดกระแสต่อต้านขึ้น ตามลักษณะเฉพาะของการเมืองไทย มีการกุเรื่องเล่าเพื่อดิสเคดิตถึงความเอาเปรียบสังคมอยู่มากมาย ตั้งแต่ทำธุรกิจโรงหนังอยู่เชียงใหม่ เช่น ช่วงมีหนังดังเข้าฉายในโรง ตั๋วหน้าร้านมักจะหมดแล้วปล่อยให้มีตั๋วผี โดยลูกหลานของตนออกมาขายเพิ่มอัตราการทำกำไรอย่างมีชั้นเชิง หรือช่วงเวลาที่ พึงอำนาจพ่อเลี้ยงที่พังงา ก็อาศัยอำนาจจากการเป็นเจ้าหน้ารัฐที่ทำเรื่องที่ผิดศีลธรรมเพื่อขยับฐานะตนเองมาบ้างแล้ว (เรื่องนี้เขาลือกันทั้งภาคใต้) จากนั้นก็ออกจากราชการมาทำธุรกิจ กับกรมตำรวจ จนสามารถขอสัปทานรัฐสร้างโครงข่ายการสื่อสารจากรัฐบาลเผด็จการทหาร กลายมาเป็นฐานเศรษฐกิจที่ใช้ในการเข้าสู่แวดวงการเมือง แม้ว่าจะดูเป็นเรื่องเล่าเก่า ถึงจะมีความจริงอยู่บ้าง ก็ไม่ได้สะท้อนความคิดคำนึงในปัจจุบัน แต่ก็แสดงความชัดเจนอย่างหนึ่งก็คือ เขาไม่มีช่วงชีวิตใดที่มีอุดมการณ์ทำเพื่อสังคมเลย ทำให้เรื่องการซุกหุ้นที่ปรากฏในที่แจ้ง ถูกมองว่าเป็นความเก๋าทางธุรกิจมากกว่าการมีสำนึกตามมาตราฐานอื่นๆทางสังคม (ไม่นับรวมบทความทางวิชาการ อื่นๆอีกมาก เช่น เรื่องกองทุนหมู่บ้าน ที่กระตุ้นเศรษฐกิจในภาคอุตสาหกรรม มากกว่าสนับสนุนให้ชาวบ้านมีความสามารถในการใช้ทุน)
และหลังจากรัฐบาลภายใต้การนำของ แฟรงค์ ซินาตร้าโดนรัฐประหาร โดยนายทหารเสร่อๆ ที่อยากเป็นฮีโร่ มีความคิดที่สะท้อนความรู้ประวัติศาสตร์ไทยแค่ด้านเดียว การอยู่ในกรอบ(กระลา)แบบไม่เคยอัพเดทการเคลื่อนไหวด้านเศรษฐกิจการเมืองในระดับสากลของผู้กุมกำลังรบส่งผลร้ายต่อการเมืองภายในอย่างน่าตกใจ ..จากนั้นรัฐไทยภายใต้อำนาจพิเศษได้กดดันสถานทูตไทยในประเทศต่างๆทั่วโลกเพื่อให้รัฐบาลประเทศนั้นส่งตัว เขา กลับไทย (ที่ต่างก็มองกันว่าเป็นเรื่องการเมืองภายใน) การกระทำของรัฐไทย(ภายใต้อำนาจพิเศษนี้)อาจเชื่อว่าสามารถทำให้สังคมนิ่งอย่างต่อเนื่องได้ ลดผลกระทบของการรัฐประหารได้ (ต้องจำกัด แฟรงค์ ซินนาตร้า ให้ราบคาบก่อนที่เขาจะเอาคืน) เขา หลุดพ้นเครือข่ายอำนาจรัฐไทยด้วยความช่วยเหลือจากกลุ่มประเทศตะวันออกกลาง(เข้าใจว่าเป็นกลุ่มทุนอาบูดาบี) เป็นความสัมพันธที่สานต่อจากการขายแมนเชสเตอรซี้ตี้ และความสัมพันธ์ก็งอกเงยขึ้นนี้เห็นได้จากการอนุญาตให้เขาใช้ดินแดนแห่งนั้นเป็นฐานถล่มรัฐไทย บ้านเกิดเมืองนอนของตัวเอง
กลุ่มทุนอาบูดาบี กังวลกับภาวะอากาศโลกที่เปลี่ยนแปลง ที่กำลังส่งผลกระทบต่อผลผลิตด้านเกษตรกรรม แม้ในโลกของเศรษฐีแล้ว ราคาของสินค้าเกษตรจะสูงแค่ไหน ก็ไม่สร้างความวิตกกังวลต่อพวกเขาอันเนื่องมาจากกำลังซื้อที่ไร้ขีดจำกัด สิ่งที่ทำให้พวกเขากังวลก็คือ มีเงินแต่ไม่มีสินค้าสำหรับพวกเขา…สินค้าเกษตรทำท่าจะกลายเป็นสินค้าทางยุทธศาสตร์ เท่ากับว่าประเทศผู้ผลิตสินค้าเกษตรกำลังจะมีอำนาจต่อรองมากขึ้นอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน แนวโน้มนี้ ทำให้ประเทศผู้ผลิตน้ำมัน(กลุ่มทุนอาบูดาบี) ต้องก้าวข้ามจากผู้บริโภค มาเป็นผู้ผลิต เพื่อสร้างความมั่นใจว่า มีสินค้าเกษตรสำหรับพวกเขาจริงๆ….. วิธีการก็คือ หาช่องทางเพื่อซื้อที่ดินใน กลุ่มประเทศตะวันออกเฉียงใต้ ทั้ง ลาว กัมพูชา พม่า และที่ สุพรรณบุรี
พวกเขาจึงหวังถึงอำนาจที่จะปรับเปลี่ยนกฏระเบียบ ในประเทศเหล่านั้น ให้เอื้อกับการลงทุน ซึ่ง แฟรงค์ ซินาตร้า ถนัดแล้วเคยทำมาแล้ว จากการปรับเปลี่ยน กฏหมายการถือหุ้นต่างชาติใน บริษัท AIS จากนั้นก็ขายให้เท็กมาเส็ก และเพื่อให้เขากลับมามีอำนาจรัฐ หรือสามารถใช้อำนาจรัฐทำเช่นนั้นได้อีก แฟรค์ ซินาตร้า จึงต้องเข้ามามีอิทธิพลในโครงสร้างของอำนาจรัฐไทยอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ไม่จำเป็นต้องอยู่เบื้องหน้าอีกแล้ว และที่คั่นระหว่างเขากับ อำนาจรัฐไทย ก็คือ กลุ่มการเมืองในระบบจารีต ทางออกก็คือ ทำลายมันเสีย
วิธีการก็อาศัยเหตการณ์รัฐประหารที่ทำลายตัวเอง มาใช้สร้างจินตนาการร่วมว่า จะทำให้สังคมย้อนกลับไปเป็นเหมือนยุดสฤษดิ์ ประกอบกับภาพความกร่างแบบไม่รู้จักกาลเทศะของทหารกลุ่มผู้นำปฎิวัติ และการฉวยโอกาสใช้งบประมาณฯจัดซื้อสิ่งต่างๆ ที่ ไม่สอดคล้องกับบริบททางเศรษฐกิจและฐานะทางการเงินของประเทศ ตอกย้ำความเสื่อมของรัฐบาลที่ไม่ได้มาจากประชาชน ภาพเหล่านี้สนับสนุนจินตานาการได้อย่างยอดเยี่ยม ทำให้เขา การสั่นสะเทือนความเชื่อเรื่องพระเจ้าอยู่หัวที่มีแต่เดิม อย่างน้ำหนักและมีนัยยะสำคัญ นำสังคมไปสู่ความแตกแยกระหว่าง ความรู้สึกสะใจที่ได้เปิดเภยข้อเท็จจริงบ้างอย่างที่เก็บซ่อนไว้ประวัติศาตร์การเมืองไทยอย่างยาวนาน และ ความรู้สึกสะเทือนใจของผู้คนที่รักด้วยหัวใจ ผลของการกระทำเช่นนี้ ทำให้สังคมไทยแตกแยกอย่างถาวร ซึ่งถ้ามองตามหลักวิชาการด้านสังคมแล้ว ก็เป็นไปตามแนวคิดของ มาร์ก ที่ว่าสังคมเคลื่อนไหวและเปลี่ยนแปลงได้ด้วยความขัดแย้ง ยิ่งขัดแย้งรุนแรงเท่าไรสังคมก็จะเปลี่ยนรวดเร็วเท่านั้น
ดูเหมือนทุกอย่างที่เกิดขึ้นในสังคมนี้เป็นไปตามคำขู่ของ เจ้เพ็ญ ที่ประกาศก่อนลี้ภัยว่า จะทำให้ราชอาณาจักรไทยสั่นสะเทือน..ออกแนวเจ็บแค้นที่ อำนาจประชาชนจากผลการเลือกตั้งอันเป็นหลักสากลไม่มีผลบังคับใช้ในดินแดนแห่งนี้
ผลการเลือกตั้งปี 2554 ทำให้พรรคของเขากลับขึ้นมากุมอำนาจการบริหารรัฐไทยอีกครั้ง เป็นชัยชนะจากการต่อสู้อย่างยาวนาน เป็นมติของประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ เป็นการเลือกตั้งที่ควบคุมการซื้อเสียงอย่างเข้มงวดมากที่สุด ซึ่งดูเหมือนจะยุติข้อขัดแย้งลงได้ ทุกฝ่ายจำต้องยอมรับกติกาที่เรียบง่ายนี้ แต่เมื่อผู้กุมอำนาจบริหารรัฐต้องเผชิญกับวิกฤติน้ำท่วมที่คาดไม่ถึง พรรคพวกเขาก็จัดลำดับความสำคัญผ่านการบริหารจัดการว่าประชาชนหรือ กลุ่มทุนที่เอื้อเฟิ้อยามยาก ใครใกล้ชิดและสำคัญกว่ากัน .. ประชาชนที่เลือกพวกเขาส่วนใหญ่ก็อยู่ในเส้นทางของน้ำไม่มาก แถมคำว่าประชาชนยังเป็นนามธรรมมากกว่า และควบคุมง่ายกว่า เมื่อเทียบกับกลุ่มทุนอาบูดาบีที่อยู่ห่างออกไปไม่กี่กิโล และให้ผลประโยชน์ชนิดที่เทียบกันไม่ได้
ในขณะที่ไม่มีใครรู้ว่า น้ำจะออกฤทธ์ทำลาย นิคมฯ อุทยานประวัติศาสตร์อยุธยา พวกเขาต่อรอง กับกลุ่มการเมืองสุพรรณ เพื่อให้ใช้อำนาจท้องถิ่นที่มีอยู่ปกป้องผลประโยชน์กลุ่มทุนอาบูดาบี (ที่ดูเหมือนจะเป็นการร่วมทุน ตามกฏหมายการลงทุนระหว่างประเทศ) แม้ในมุมมองของเราจะเห็นว่า การป้องกันผืนนา มีมูลค่าต่ำมากเทียบไม่ได้กับผลประโยชน์ของนิคมฯและการท่องเที่ยวที่กระจายอยู่ทั่วไปในสังคมไทย แต่ในมุมมองของเขาการป้องกันผลผลิตข้าว บาสมาติ (Basmati) อันเป็นพันธฺ์ข้าวที่ปลูกเพื่อส่งออกไปยังประเทศตะวันออกกลาง เป็นภาระหน้าที่ที่มีมูลค่ามากกว่าการปกป้องภาคส่วนอื่น เนื่องด้วยมันแสดงความตั้งใจที่จะสานสัมพันธ์ผลประโยชน์ในระยะยาวกับกลุ่มทุนเหล่านี้ เขาจึงได้ใช้อำนาจเพื่อประสานงานให้เกิดประสิทธิภาพ แสดงความเป็นเพื่อนกับกลุ่มทุนเหล่านี้อย่างถึงที่สุด
ซึ่งถ้าให้ความเป็นธรรมแก่เขา พวกเขาเองก็ไม่อาจล่วงรู้ว่าการกระทำเช่นนี้จะส่งผลกระทบร้ายแรงต่อสังคมในเวลาต่อมา ในเมื่อพวกเขาสามารถปกป้องผืนนาข้าวบาสมาติก ได้ ที่เหลือก็น่าจะจัดการบริหารเพื่อปกป้องนิคมฯหรือ กรุงเทพฯได้เช่นกัน ซึ่งผู้นำรัฐบาล คนสวย ก็เชื่อเช่นนั้นถึงได้บอกกับสื่อว่า “เอาอยู่” เพียงแต่การกระทำที่โยนให้เป็นหน้าที่ของคนในรัฐบาลหุ่นเชิด ที่ต่างมองหน้ากันเองก็รู้ว่า อำนาจที่แท้จริงไม่ได้อยู่แถวนี้
สูญญากาสในการบริหารนี้ เปิดโอกาสให้น้ำที่น่าจะควบคุมได้ ที่น่าจะบรรเทาความร้ายแรงจากการต้องปล่อยล่ามทุ่งนาสุพรรณไปลงแม่น้ำมะขามเฒ่า ก่อตัวเป็นพลังทำลายพื้นราบต่ำลงมาอย่างไร้ขีดจำกัด ผู้นำหุ่นเชิดและทีมงานในรัฐบาลถูก แฟรงค์ ซินนาตร้า ปล่อยให้จัดการกับน้ำที่เหลือเอง ก็มีบารมีไม่มากพอที่จะก่อศรัทธาสร้างการประสานงานชนิดดรีมทีมได้ .. (แฟรงค์ ซินนาตร้า อาจละจากการเป็นผู้ประสานงานเบื้องหลัง จากนั้นการบริหารจัดการน้ำจึงเต็มไปด้วยความขัดแย้งที่ไม่มีใครใส่ใจผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับชาวบ้านสามัญๆ และที่น่าสังเกตอีกอย่างก็คือ ความเสียหายของนิคมฯ ล้วนมีสายสัมพันธ์กับกลุ่มทุนอื่นๆ ไม่ส่งผลต่อความมั่นคงของ แฟรงค์ ซินาตร้า เลย)
หลังจากทอดเวลาจนสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ น้ำก็ท่วมนาสุพรรณ ซึงตอบข้อสงสัยที่ว่า ทำไมสุพรรณบุรีจึงท่วมช้ากว่า นครสวรรค์ ชัยนาท อยุธยา เป็นเดือนทั้งๆที่ปรกติแล้ว ดินแดนชุ่มน้ำแถบนี้จะท่วมตามฤดูพร้อมๆ กัน จากนั้นหลงจู้ออกทีวี แถลงเหตที่ สุพรรณน้ำไม่ท่วมด้วยตรรกแบบอื่นๆ ตามคอนเซ็บ ถ้าจุงใจไม่ได้ก็ทำให้สับสน (if you cannot convince them confuse them ) คุยโวไปเลียน้ำลายตัวเองไป พูดถึงบางโฉมศรี โน่นนี้นั้น โม้ได้อย่างดูเป็นมืออาชีพ ทั้งๆที่ช่วงที่ตัวเองเป็นนายกฯ ก็ไม่เคยคิดจะป้องกันกทม.จากน้ำเหนือแถมยังประกาศงบฯ สำหรับฟื้นฟู กทม โดยคิดว่าจะสร้างความมั่นใจแก่คน กทม การละเลยความคิดป้องกันไม่ให้ กทม น้ำท่วมตามแบบฉบับวิสัยทัศนแบบบ้านๆของ หลงจู้ ทำให้ “ในหลวง”ต้องเรียกผู้ว่าฯ กทม. มาประชุมออกทีวี เพื่อหาทางป้องกัน กทม ด้วยตัวของพระองค์ เอง …แต่เมื่อเวลาผ่านไปจนมาถึงตอนนี้หลงจู๊ก็ยังมีหน้ามาโม้ออกสื่อเรื่องแบบนี้อีก …หรือว่ายอมถูกมองว่า ทุเรส เพื่อกลบกลืน ความสัมพันธ์และข้อตกลงกับแฟรงค์ ซินาตร้า ก็ไม่อาจจะเดาใจได้
เมื่อ กทม และภาคกลางจมน้ำ การลำเลียง ข้าวแขก บาสมาติ ที่พึ่งเก็บเกี่ยวได้ จึงเป็นขั้นตอนสุดท้าย ภาระกิจการกู้เส้นทาง 340 จึงเกิดขึ้น และกลายเป็นแผน แบบ วินวิน โซลูชั่น โดยแจ้งต่อสาธารณะว่า เพื่อให้คน กทม มีเส้นทางหนีเที่ยว ทำราวกับว่าคน กทม ส่วนมากอยากไปภาคเหนือ
ข้าว บาสมาติ อาจไม่มีความสำคัญในแง่มูลค่าที่ควรค่าแก่การปกป้องมากขนาดนี้ แต่มีความสำคัญในแง่เป็นสัญลักษณ์ที่แสดงความตั้งใจจะเป็นเพื่อนกับกลุ่มทุนอันทรงอำนาจนี้ ซึ่งเป็นเรื่องที่มีมูลค่ามหาศาล คล้ายกับที่การพิสูนจ์ความใจถึงของลูกน้องที่จะก้าวเข้ามาเป็นผู้ใกล้ชิด เกล้าทำงานใหญ่ได้ คล้ายกับที่เคยทำกับพ่อเลี้ยงที่มีอำนาจใน จังหวัด พังงา เมื่อครั้งยังรับราชการ ความจำเป็นต้องสร้างความสัมพันธ์เช่นนี้กับกลุ่มทุนอาบูดาบี เนื่องด้วยเหตุผลบางประการที่สำคัญคือ แฟรงค์ ซินาตร้า ไม่อาจกลับมามีอำนาจทางการเมือง ในภูมิภาคได้อีก เนื่องด้วยระหว่างที่ลี้ภัยการเมือง เขาพบว่า ฝ่ายตรงข้ามสานสร้างความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นและยาวนานกับ จีน อังกฤษ ญี่ปุ่น อย่างเหนียวแน่น รวมทั้งกลุ่มประเทศยุโรปอีกหลายประเทศ ดังนั้นความสัมพันธฺกับกลุ่มทุนตะวันกลางนี้จึงมีมูลค่ามาก และเป็นเหมือนโอกาสเดียวที่จะสร้างอำนาจต่อรองทางการเมืองระหว่างประเทศ และสามารถสยบกลุ่มการเมืองภายในประเทศได้อย่างราบคาบ
และเมื่อเวลามาถึง เขาก็พร้อมที่จะดำรงตำแหน่งสูงสุดทดแทนที่เดิมได้อย่างเบ็ดเสร็จ
จึงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร ที่พรรคของเขาจะมีนโนบายที่ดูขำๆ ว่าจะถ่มอ่าวไทยเพื่อป้องกัน น้ำทะเลขึ้นในอนาคต เพราะถ้าเขาจะทำก็คงสามารถทำได้จริงๆ (เรื่องนี้เห็นได้ชัด เมื่อลองเปรียบเทียบมูลค่าของทุน เช่น รายได้ของบริษัทไมโครซอฟ์ ปี 2005 เพียงบริษัทเดียวก็เท่ากับงบประมาณของรัฐไทยทั้งปี แต่นี้เป็นกลุ่มทุนที่มีอำนาจมากที่สุดในโลก กลุ่มทุนนี้สามารถตั้งตลาดทุนได้ภายในเวลาเพียงไม่กี่่ปี ทั้งๆที่โตเกียวและสิงคโปร์ ก็พยายามที่จะเป็นศูนย์กลางทางการเงินแทนฮ่องกงหลังจากที่จีนเขาปกครองแทนอังกฤษ เวลาผ่านมาหลายปี ป่านนี้โตเกียวและสิงคโปร์ยังทำเช่นที่ดูไบทำไม่ได้เลย และเมื่อเกือบสองปีที่แล้ว ตลาดทุนของดูไป เริ่มส่งสัญญาณอันตรายจากการเติมโตแบบก้าวกระโดด แม้จะมีปริมาณของทุนเพียงเล็กน้องเมือเทียบกับ GPD ของสหรัฐแต่ก็มากพอจะทำให้โลกทุนนิยมสั่นสะเทือน และกลุ่มทุนอาบูดาบี นี้เองที่เข้ามาประคองเอาไว้)
เรื่องนี้แสดงให้เห็นว่า ประสิทธิภาพในการบริหารจัดการทั้งหมดถูกใช้เพื่อรักษาผลประโยชน์ที่มีมูลค่ามหาศาลอย่างมีตรรกะ ไม่ใช่เรื่องการบริหารจัดการที่แย่และไร้ความคิด ชนิด งูจังอีโบ้ อย่างภาพที่ปรากฏ อย่างที่ใครหลายคนเข้าใจ น้ำท่วมเมืองหลวงของประเทศไทยและบ้านชาวบ้านสามัญชนอีกเป็นแสนๆหลัง แถบจะไม่มีมูลค่าใดๆเลย กับสิ่งที่เขาคาดว่าจะได้ในอนาคต ดังนั้นอย่าสำคัญผิดคิดว่า ภาคกลาง นิคมฯ สนามบิน หรือกรุงเทพฯ จะมีมูลค่ามากขนาดที่จะใช้ความสามารถอันเป็นเลิสของเขามาคุ้มครองป้องกัน .. และอย่ากล่าวโทษรัฐบาลที่เป็นเพียงหุ่นเชิดเลย เพราะโลกของผลประโยชน์มันได้เข้ามาอยู่เหนือทุกสิ่งทุกอย่างไปแล้ว
สมมุติฐานเหตการณ์น้ำไม่ยอมท่วมสุพรรณบุรีนี้ เป็นหลักฐานที่แสดงว่า โครงสร้างสังคมไทย (หรือโครงสร้างอำนาจ) เปลี่ยนไปจากจนเดิมแล้วจนหมดสิ้นตามระบบคิดแบบใหม่ ที่ไม่ว่าอำนาจจารีตจะใหญ่แค่ไหนก็ไม่อาจรั่งไว้ได้ อีกต่อไป ไม่มีความจำเป็นต้องเที่ยวไปขุดประวัติศาสตร์ส่วนบุคคลเพื่อมา โค่นอะไรอีกแล้ว แม้แต่รัฐประหารก็มีพลังไม่มากพอที่จะดึงโครงสร้างสังคมนี้ได้อีกต่อไป … กล่าวได้ว่าโดยเนื้อหาสาระมันได้เปลี่ยนแล้ว… ที่ใครกำลังทำเทห์คิดจะเปลี่ยนอยู่ก็เพียงความพยายามที่จะเปลี่ยนรูปแบบที่ปรากฏเท่านั้น