CL (Power of State and of Free Trade)

การใช้อำนาจรัฐในดินแดน เหนือสิทธิบัตรยาระดับสากล แสดงให้เห็นถึง บทบาทของรัฐในเรื่องมนุษย์ธรรมต่อการค้าระหว่างประเทศ

ในทางกลับกัน ถ้าสมมุติว่าเอกชนไทย คิดยา รักษาโรคหวัด2009 ได้ แนวโน้มที่ รัฐในประเทศที่ยากจน จะใช้อำนาจดังกล่าวก็มาก โดยใช้หลักเดียวกัน คือ มนุษย์ธรรม คำถามคือ รัฐไทยจะใช้อำนาจระหว่างประเทศปกป้องสิทธิบัตรยาของเอกชนไทยหรือไม่ ..

 โดยเอกชนไทยให้เหตุผลพร้อมหลักฐานว่า ประเทศดังกล่าวไม่ได้ยากจนจริงๆ มีการคอรัปชั่นกัน อย่างกว้างขวาง ประชาชนส่วนมากเป็นเหยือ หวัด2009 เพราะคนในรัฐบาลโกงเงินค่าประชาสัมพันธ์ การป้องกันหวัด2009จึงไม่มีประสทิธิภาพ และการใช้ อำนาจเหนือสิทธิบัตรยา เป็นการหาเสียงของรัฐบาล โดยรัฐบาลไม่ต้องการใช้งบประมาณเพื่อจัดซื้อยาในราคาตลาด หาคะแนนเสียงโดยแสดงตัวว่าเป็น hero ปกป้องประชาชน หักกับบริษัทยาเอกชนไทย เพื่อมนุษย์ธรรม ส่งผลให้เอกชนไทยขาดรายได้ ที่เกิดจากการหมกเม็กของรัฐบาลประเทศยากจน ทำให้ GNP ประเทศไทยลดลง เรื่องนี้รัฐบาลไทยจะทำอย่างไร แม้เอกชนและรัฐบาลไทยจะปล่อยให้ รัฐบาลประเทศดังกล่าวจัดทำ CL โดยเห็นแก่ความเดือดร้อนของประชาชน ผู้ที่ตกเป็นเหยือ ของระบบคอรัปชั่น และเป็นตัวประกัน (หมายถึงถ้าไม่ให้ทำ CL คนพวกนี้จะตาย) ดังนั้นผู้ที่มีมนุษย์ธรรมมากกว่า น่าจะเป้นเอกชนและรัฐบาลไทย เพราะ รู้ทั้งรู้ ก็ยังปล่อยให้ รัฐบาลประเทศที่อ้างว่ายากจนดังกล่าวเป็น Hero กับประชาชนของเขา โดยมีเอกชนไทยและรัฐบาลไทยเป็นผู้ร้าย

สมมุติเรื่องนี้ขึ้น เพื่ออยากให้เห็นปัญาหาในมุมต่างๆ เพราะประเทศที่ยกตัวอย่างอาจยากจนจริงๆก็ได้ อย่างไรแล้ว ชีวิตคนย่อมมีลำดับความสำคัญ ก่อนปัญหาความขัดแย้งใดๆทางการเมือง และ การค้า ที่ แน่ๆ อำนาจเหนือสิทธิบัตรยาส่งผลต่อแรงจุงใจในการวิจัยตัวยาใหม่ๆ ปัญหาที่ตามมาก็คือ รัฐจะส่งเสริมเอกชน ในการค้นคิดยาใหม่ๆ หรือไม่ ถ้ากลไกตลาด ไม่เหมาะกับ ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ ชีวิต มนุษย์

เผยแพร่ใน:  on มกราคม 25, 2010 at 9:19 am ให้ความเห็น

Cost of counter and encounter…

การพบทฤษฎีมูลค่า จากจุดกำเนิดได้เติมโตผ่านกาลเวลา มานาน จนเชื่อกันว่า สามารถกำหนดมูลค่าของสรรพสิ่งได้ทุกอย่าง ทั้งที่จับต้องได้และจับต้องไม่ได้ เช่น ค่าเสียโอกาส ค่าความคิด แม้กระกระทั่ง ต้นทุนการ “รักษาอำนาจ”/”ล้ม” รัฐบาล เป็นต้น

แต่ เศรษฐศาสตร์ ก็ยังมีทฤษฎี อรรถประโยชน์ ที่ อนุญาติให้ มูลค่าของสิ่งเดียวกัน เหตุการณ์เดียวกัน สามารถต่างกันได้ ตามความคิดของแต่ละบุคคล ดังนั้น เมื่อมูลค่า เป็นไปตามที่แต่ละกลุ่มเป็นผู้กำหนด การอยู่หรือไป ของรัฐบาล จึงมีมุลค่าแตกต่างกันไป เช่น ถ้าล้มรัฐบาลปัจจุบันได้ และสามารถจัดรัฐบาลใหม่ของตน ได้โอกาศเขียนประวัติศาสตร์เสียใหม่ ซึ่งมีมูคค่าในสายตาเขา เป็นต้น ยิ่งไปกว่านั้น ทรัพยากรที่นำมาใช้เพื่อล้มรัฐบาลก็เป็นกรรมสิทธ์ส่วนตัว(ไม่ว่าเขาจะได้มาอย่างไร) เขาก็มีเสรีภาพที่จะใช้ไปในทางใดก็ได้ ในกรณีนี้ เขาเลือกใช้ เพื่อล้มรัฐบาล ทำให้ทรัพยากรที่กระจุกอยู่ ได้กระจายไปท่ามกลางผู้สนับสนุน ในฐานะ ผู้ที่ศึกษาเศรษฐศาสตร์การเมือง เรื่องเช่นนี้ ก็ไม่ได้เลวร้าย มากเกินไป

เพียงแต่ ทรัพยากรที่ รัฐบาลปัจจุบันใช้เพื่อรักษา สถานะความเป็นรัฐบาล เป็นกรรมสิทธ์รวมของสังคม อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจใช้ทรัพยากรเพื่อภาระกิจนี้ของรัฐบาล ก็เป็นอีกรูปแบบหนึ่งในการกระจายรายได้ ข้อดีที่เกิดขึ้นก็คือ สังคมมีความตื่นตัวทางการเมืองเพิ่มขึ้น มองเห็นโครงสร้างอำนาจของสังคมชัดเจนยิ่งขึ้น เหล่านี้ควรเป็นพื้นฐานทีสังคมไทย พึ่งจะมีมานานแล้ว การที่ผู้คนส่วนหนึ่งหันมาเข้าใจสังคมไทย สังคมที่เป็นของเราเองเพิ่มขึ้น ก็เป็นสิ่งที่น่าประทับใจอยู่ไม่น้อย และเชื่อว่าเป็นจุดเริ่มต้นในสร้างหรือปรับพื้นฐานความคิดให้เหมาะสมสำหรับ รับมือกับกระบวนการโลกาภิวัตน์ ที่เต็มไปดัวยการหลอกล่อ ชักจุง โน้นน้าว อย่างแนบเนียบ มากกว่าความข้ดแย้งที่ปรากฏชัดอยู่เช่นนี้ ..

.ถ้าชวนให้สังคมคิดว่า การปะทะกันระหว่าง สองสี ขั้วอำนาจทางการเมือง เป็นต้นทุนทางสังคมที่คุ้มหรือไม่ การที่รัฐบาลควรนำงบฯและเวลามาใช้เพื่อส่งเสริม สร้างสรรค์ เทคโนโลยี เพื่อความก้าวหน้าจะคุ้มกว่าลงทุนประชาสัมพันธ์เพื่อปกป้องการล้มรัฐบาล หรือไม่   สังคม จึงต้อง เป็นผู้คิด และ เปรียบเทียบ ต้น ทุน กำไร ที่เกิดจากเหตุการณ์นี้ กันเอาเอง ส่วนผมทำได้เพียง แสดงความคิดในมุมของผม เท่านั้น

(เป็นบทวิจารณ์ บทความ เศรษฐศาสตร์ของการล้มรัฐบาล ของ ภาคภูมิ)

เผยแพร่ใน:  on มกราคม 22, 2010 at 9:04 am ให้ความเห็น

วิกฤติดูไบเวิลด์ และเวียดนามลดค่าเงินด่ง

จัดโดย สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมือ่ วันที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2552 เวลา 12:30-16:00 ณ ห้องประชุมจุมภฏ-พันธุ์ทิพย์ ชั้น 4 อาคารประชาธิปก-รำไพพรรณี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ผู้ร่วมอภิปาย
- รศ.ดร. สมภพ มานะรังสรรค์
- คุณ อุกฤษฎ์ ปัทมานันท์
- รศ. แล ดิลกวิทยรัตน์

โดยสรุป

อ แล ให้ความเห็นว่า การปรับค่าเงิน ด่ง เป็นเทคนิดภายใน เวียดนาม เพื่อลดความแตกต่างกับ ค่าเงินด่งในตลาดมืด พร้อมทั้งกล่าวว่า แทนที่จะเห็นเวียดนามเป็นคู่แข่ง เราควรยินดี ที่เพื่อนบ้านเรา จะดีขึ้น เพราะเท่ากับ เวียดนามมีกำลังจะมีกำลังซื้อที่เพิ่มขึ้น

อ สมภพ เสริม ว่า การลดค่าเงินไม่สัมพันธ์กับ การส่งออกที่เพิ่มขึ้น โดยยกตัวอย่าง การลดค่าเงิน จ๊าก ของอินโดนิเชีย เมือ่หลายปีก่อน ตั้งแต่นั้นจนถึงปัจจุบัน ตัวเลขการส่งออกของอินโดฯ ก็ไม่ได้เพิ่มอย่างมีนัยยะสำคัญ

อย่างไรก็ตาม อ สมภพ กล่าวว่า การลดค่าเงินด่ง ก็มีนัยยะสำคัญ ในแง่การเพิ่มศักยภาพการแข่งขันให้กับ เวียดนาม เงินทุนที่ไหลเข้า เวียดนามที่เพิ่มขึ้น จะช่วยเร่งสร้างโครงสร้างพื้นฐาน ของประเทศ เสริมความแข็งแกร่งด้านต้นทุนการผลิตได้มาก ในอนาคต

ในด้าน ดูไบเวิลด์ อ สมภพ เล่าถึงความสัมพันธ์ ระหว่าง ปัญหาดูไบเวิลด์ กับ วิกฤติ ซับไพรม์(Sub-prime) ของสหรัฐ รวมทั้งชี้ให้เห็นว่า หนี้ ของดูไบ เวิลด์ มีขนาดคิดเป็น ร้อยละ จุดจุดหนึงของ GDP โลก ซึงไม่น่าจะส่งผลกระทบรุนแรง ประกอบกับข่าว ที่ กลุ่มทุน อาบูดาบี แจ้งว่าจะ เข้ามาช่วย นอกจากนั้น ยังเล่าถึงโครงสร้างทางการเมืองของดูไบ กับ อาบูดาบี และรัฐอื่นๆ ที่ รวมกับเป็น UAE โดยการเปรียบเทียบ ข้อจำกัด และข้อได้เปรียบ ของแต่ละรัฐ ดูไบ เป็นรัฐที่มี น้ำมัน น้อยที่สุด จึงจำเป็นต้องพัฒนา ตัวเองเป็นเมืองท่า การท่องเที่ยว(เป็นรัฐมุสสลิมที่ ลดข้อจำกัดทางศาสนาลง เพื่อให้ ประเทศมุสสลิมอื่น เข้ามาจับจ่ายใช้สอย แสวงหาความบังเทิง) และศูนย์กลาง ทางการเงิน

 อ สมภพ เปรีบยเทียบ การพัฒนาดูไบ เหมือนกับ สิงคโปร์ ที่ได้ทำไว้ในอดีต ดูไบเวิลด์ ก็เป็นเช่นเดียวกันกับ เทมาเส็ก แต่ ข้อที่น่าเป็นห่วงก็คือ ดูไปเวิลด์กลับไม่ได้พัฒนา ศักยภาพของคนในรัฐดูไบ เลย เกือบทุกกิจกรรม เป็นการจ้างผู้เชียวชาญจากภายนอกทั้งสิ้น ในขณะที่ เทมาเส็ก จ้างเจ้าหน้าที่ ทีเป็นคนสิงคโปร์เอง

เรื่องที่ น่าเป็นห่วงก็คือ โครงสร้างทางการเมืองของดูไบ ที่ประกอบตัวรัฐต่างๆ 4 รัฐ แต่ละรัฐมีอิสระ ต่อกัน และดูไบ ถูกควบคุมโดยบุคคลเพียงคนเดียว คือ ชิ๊ด ฮาเด็น บิน โมฮันมัด ราชิด อามักทูม (Sheikh Hamdan bin Mohammed Rashid al Maktoum) เหล่านี้สร้างความกังวลใจให้กับนักลงทุน

สมาชิก TCDC ที่สนใจรายละเอียดเพิ่มเติม ติดต่อ ที่สถาบันเอเชียศึกษาได้เลย ครับ

* หมายเหตุ  บทความนี้ เป็นการสรุปจาก ความเข้าใจของตัวผู้ร่วมสัมมนาเอง

เผยแพร่ใน:  on ธันวาคม 25, 2009 at 6:33 am ให้ความเห็น

Que sera sera (Whatever will be,will be..)

Whatever will be, will be. 

ช่วงนี้ใครๆ ก็รู้สึกซาบซึ้งกับโฆษณา ที่มีเด็กๆพิการ ร่วมกันร้องเพลงให้บรรดาแม่ๆฟัง เพลงนี้ชื่อ Que Sara sera, Whatever will be, will be, แต่งโดย Ray Evans ทำนองโดย Jay Livingston เป็นเพลงประกอบภาพยนต์ เรื่อง Man Who know too much, ออกฉายครั้งแรกในปี ค.ศ. 1956 เนื้อหาของเพลง แสดงความสัมพันธ์ ระหว่างแม่ลูก โดยที่ ลูกถามว่า โตขึ้น หนูจะเป็นอะไร แม่ซึ่งเห็นความไม่แน่นอนของโลก ได้แต่ตอบว่า จะเป็นอะไร ก็ให้เป็นไปตามนั้น (Whatever will be, will be) เด็กพิการ อาจไม่รู้ว่าต่อไปในภายภาคหน้า ตนเองต้องเผชิญกับ โลกที่เต็มไปด้วยการแข่งขัน ผลประโยชน์ และความเห็นแก่ตัว (แม้แต่กับคนที่ไม่พิการใดๆเลยก็ตาม โลกก็ไม่ได้สวยงาม)  ในโฆษณา ยังถ่ายให้เห็นท้องฟ้าที่มีแต่เมฆหมอก สะท้อนอนาคตที่มืดมัว ของเด็กพิการเหล่านั้น

คนพิการ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คนพิการทางร่างกาย มีชีวิต จิตใจ มีความรู้สึก นึกคิด เหมือนคนทั่วไป การสร้างโอกาสให้พวกเขา อย่างน้อยก็ให้สามารถเดินทางด้วยตัวเองได้ น่าจะลดภาระโดยรวมของสังคมลงได้บ้าง  แต่ความเป็นจริงในโลกของการแข่งขัน ไม่ได้สวยงาม และน่าเศร้า ที่ได้รับรู้ว่าสังคมไทย ก็ เป็นสังคมที่แข่งขันกันอย่างเต็มที่เหมือนกัน 

คุณสุภรธรรมเป็นผู้พิการที่ ต้องใช้ Wheel Chairเดินทางและ เป็นผู้หนึ่งที่เป็นโจกย์ ที่ยื่นฟ้อง กทม. เล่าว่า ตลอดเวลาที่ผ่านมา ผู้พิการถือได้ว่าเป็น ประชากรชั้นสอง ไม่ได้รับการเอาใจใส่ แต่จาก กฎหมายรัฐธรรมนูญปี 40 ในมาตราที่ 30 ที่เขียนว่า ประชาชนไทยมี สิทธิความเป็นมนุษย์เท่าเทียบกัน และด้วยการตีความตาม กม นี้เองจึงถูกใช้เป็นหนทางของการต่อสู้ เพื่อสิทธิในการเดินทาง บนระบบขนส่งสาธารณะ ในเมืองหลวงของประเทศไทย 

ก่อนหน้านี้ มีเพียง พรบ. การฟื้นฟูสมรรถนะคนพิการ ปี 34 ซึ่งองค์กรคนพิการใช้เวลาต่อสู้ เพื่อ พรบ. นี้เป็นเวลามากกว่า 10 ปี สำเร็จในสมัย รัฐบาล นายอนันท์ ปัญญาชุน ที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง ปัญหาเกิดขึ้นในมาตรา 17 ของพรบ. กำหนดว่าสถานประกอบการต้องรับคนพิการเข้าทำงานในอัตราที่กฏหมายกำหนด เป็นระบบโควต้า  เพราะภาคธุรกิจมีความพยายามที่จะเอามาตรานี้ออก  ทางองค์กรฯจึงต้องพยายาม Lobby ทั้งกระทรวงมหาดไทยและ รัฐสภา เพื่อให้คงมาตรานี้ไว้ และประสบผลสำเร็จในเวลาต่อมา อย่างไรก็ตาม พรบ. ฟื้นฟูสมรรถนะคนพิการปี 34 เป็นเรื่องของ เวทนานิยม ทำไปด้วยสงสาร ซึงต่อมา กฎหมายรัฐธรรมนูญปี 40 ในมาตรา 17 ที่กำหนดให้สิทธิพลเมืองมีสิทธิเท่าเทียมกัน และจากการพิจารณาอย่างถี่ถ้วนแล้ว ไม่มีข้อใดระบุว่า คนพิการจะเป็นพลเมืองชั้นสอง สามได้

มาตรา 17 ถูกนำมาใช้ในการต่อสู้  เพื่อความเท่าเทียมในการเดินทางของระบบขนส่งมวลชนสาธารณะ  ในเวลานั้น มีการตัดสินใจก่อสราง ระบบขนส่งมวลชนขนาดใหญ่ ซึ่งกทม.เป็นผู้ให้สัปทานแก่บริษัท BTS  เริ่มจากการขอดูแบบการก่อสร้างสถานี BTS แต่ไม่มีใครให้ ในที่สุดก็ได้แบบการก่อสร้างมาจาก Hong Kong และพบว่าไม่มีลิฟท์สำหรับคนพิการ จากนั้นได้มีการเรียนร้องให้ มีการแก้แบบ ซึ่งวิศวกรกล่าวภายหลังว่าถ้าออกแบบให้มีลิฟท์ ตั้งแต่ต้นจะไม่กระทบค่าก่อสร้างของทั้งระบบ  มีการขอเข้าพบ รัฐมนตรีกระทรวงมหาดไท ผู้ว่า กทม. ท่านเหล่านี้แสดงความเข้าใจเห็นอกเห็นใจต่อหน้าสื่อมวลชน แต่ต่อมาพบว่าไม่มีเอกสาร ยืนยันว่า ต้องสร้างลิฟฟ์ทุกสถานี ผู้พิการจึงจัดตั้ง ม็อบ เพื่อกดดัน รัฐบาล ซึงในที่สุดก็ตกลงกันได้ว่า ในช่วงแรกจะมีลิฟท์ให้บางสถานี และจะทำให้ครบในเวลาต่อมา สร้างความหวังให้กับผู้พิการที่อยุ่ในเวลานั้น(ในเรื่องการก่อม็อบ  คุณสุภรธรรมให้ข้อสังเกตุว่า จัดตั้งยากมาก ถ้าไม่มีเงิน เพราะ มันเป็นต้นทุนที่สุง ที่จะละทิ้งเวลาในการหาเงิน และมาก่อม็อบกดดัน ที่เห็นโอกาสสำเร็จได้ยากมาก เดือดร้อนพ่อแม่พี่น้อง ผู้ดูแลที่มักกล่าวว่า จะออกไปทำไม เสียเงินเสินทอง เสียเวลา)

ตลอดเวลาที่ผ่านมา แม้จะมีการสร้างลิฟท์สำหรับคนพิการในสถานี BTS แต่ก็อำนวยความสะดวกให้ไม่มากเท่าไร เช่น บางสถานี มีแค่ขาไป ไม่มีมีขากลับ บางสถานี ไม่สามารถข้ามฝั่งได้ ต้องขึ้นด้านที่กำหนด แล้วหาทางข้ามถนนเอาเอง  เป็นต้น และการใช้ลิฟฟ์แต่ละครั้ง ต้องรอยาม เป็นผู้มาเปิดลิฟท์ให้ แต่ละครั้งใช้เวลาไม่ต่ำกว่า ครึ่งชัวโมง บางครั้งยามก็จะถามว่า มีบัตรผู้พิการหรือไม่ ทั้งๆที่นั่ง Wheel chair อยู่

เมื่อเวลาผ่านมาพอสมควรและ เห็นว่า ไม่มีการก่อสร้างลิฟท์เพิ่มเติมตามที่ได้ตกลงไว้ จึงได้ยื่นฟ้อง กทม. ในฐานะผู้ดูแลสัปทาน ที่ละเลิกการปฎิบัติหน้าที่ ให้สิทธิพลเมืองตามที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ ซึ่งผลปรากฏว่า ศาลได้ยกฟ้อง โดยสรุปว่า กฏหมายไม่มีผลบังคับย้อนหลัง  http://www.noaccessnofreedom.com/upload/25520922-court.pdf

ทางชมรมฯ จึงได้เชิญ คุณสุภรธรรม บรรยายในหัวเรื่อง พลังคนจนมีจริงหรือไม่ ที่คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วันที่ 7 ตุลาคม พ.ศ.2552 เวลา 18:30

จากการบรรยายทำให้เข้าใจรูปแบบการเลือกใช้อำนาจในสังคมไทย ชัดมากขึ้นการต่อสู้ของ คุณสุภรธรรมเป็นหลักฐานสำคัญ ที่แสดงให้เห็นว่า ผู้ที่มีอำนาจในสังคมนี้ แล้งน้ำใจ อย่างน่าตกใจอาจเป็นเพราะ ต้นทุนที่ ทำให้ผู้พิการทาง สามารถไปไหนมาไหนได้อย่างเท่าเทียม (ทำให้คนส่วนหนึ่งคิดว่า) มันสูงเกินกว่าที่จะยอมรับได้ จึงหาแนวร่วมได้เฉพาะผู้ร่วมชะตากรรมเดียวกัน  แม้ว่าการก่อสร้างในขั้นตอนการออกแบบไม่ได้ทำให้ต้นทุนสูงขึ้นก็จริง แต่มีต้นทุนค่าบำรุงรักษา ซ่อนอยู่ตลอดการดำเนินงาน คิดในแง่เศรษฐกิจ เพียงด้านเดียวยังไงก็ไม่คุ้ม  (ถ้าคิดแบบนี้คนสุงอายุก็มีประโยชน์ทางเศรษฐกิจน้อยมากเช่นกัน)เหล่านี้เป็น เพียงข้อถกเถียงหนึ่งที่ใช้โน้มน้าว ผู้คนที่ไม่ได้รับรู้ความรู้สึกของคุณสุภรธรรมและกลุ่มพวกพิการได้อย่างมีน้ำหนัก

ผมให้ความเห็นว่า มันเป็นปัญหาพื้นฐานของระบบประชาธิปไตย เพราะถ้ามีการโหวตในที่สาธารณะว่า จะสร้างห้องน้ำเพิ่มหรือจะสร้างลิฟท์ให้คนพิการ ผู้คนส่วนน้อยก็จะเสียเปรียบเช่นนี้อยู่เรื่อยไป เป็นกรณีเดียวกับชาวบ้านมาบตาพุด ที่ต้องเสียสละอยู่กับปัญหามลพิษ เพื่อให้อุตสาหกรรมปิโตรเคมี ประคองระบบเศรษฐกิจไทยทั้งหมด

คุณ พรศิลป์  ประธานชมรมฯ กล่าวว่า จากประสบการณ์ที่ผ่านมาเขาเชื่อว่า อยากได้อะไรก็ต้องต่อสู้เอาเอง เขาไม่ให้เราง่ายๆ หรอก และเห็นว่า สังคมที่กำลังกลายเป็นสังคมผู้สุงอายุ คนที่ยังหนุ่มสาวเดินไปไหนมาไหนได้ตอนนี้ มีโอกาสได้ใช้รถเข็นกันในอนาคตทั้งสิ้น  ขอเสนอแนะของ ประธานชมรมฯ อาจเพิ่มแนวร่วมได้พอสมควร ผู้ที่เดินได้ในเวลานี้ มีแนงโน้มจะต้องใช้ wheel chair ในอนาคต และถ้าเปลี่ยนทัศคติของ สังคมให้ตระหนักว่า ต้องหันมาปกป้อง คนส่วนน้อยที่จน มากกว่า ปกป้องคนส่วนน้อยที่รวย ได้ก็จะดีมาก   

ถ้าดูความสำเร็จของโฆษณา บริษัทประกันชีวิต จะทำให้เราทุกคนรู้สึกว่า สังคมเห็นใจเด็กๆที่เกิดมาพิการ และพร้อมจะช่วยเหลือเขา แต่เด็กพิการเหล่านั้นไม่รู้หรอกว่า เพื่อนร่วมโลกอีกกลุ่มหนึ่งที่เกิดมาอย่างสมบรูณ์ก็พร้อมที่จะย้ำยี ซ้ำเติมความพิการ ทุกครั้งเมื่อมีเหตุที่ต้องตัดสินใจ  

เห็นเพื่อนบ่นใน facebook ว่าร้องไห้ทุกครั้งที่เห็นโฆษณานี้ แต่ความเป็นจริง เวลาที่เสนอให้การบริการของที่นี้ มุ่งไปที่คนไร้โอกาสในการเข้าถึงแหล่งความรู้ หลายคนกลับนิ่งเฉยๆ ราวกับว่ามันไม่ใช้หน้าที่ของที่นี้ ที่นี้สร้างมาเพื่อช่วยคนกลุ่มน้อยๆ ที่มีโอกาสอยู่แล้ว เพราะเขาอาจจะใช้สติปัญญาช่วยระบบเศรษฐกิจได้

ถ้าไม่มีความเกล้าที่จะเปลี่ยนแปลง ก็ปล่อยให้ Whatever will be, will be

ขอให้อำนาจจงเจริญ

เผยแพร่ใน:  on ตุลาคม 13, 2009 at 6:08 am ให้ความเห็น

Lottery in Africa

Lottery in Africa

เรื่องนี้เกียวกับการตัดสินใจ ที่เป็นศิลปะในเศรษฐศาสตร์การเมือง นำเสนอโดยอาจารย์ ธานี ชัยวัฒน์ นักศึกษาปริญญาเอกเศรษฐศาสตร์การเมือง มหาวิทยาลัยแห่งเมืองโบโลนณ่า เป็นอาจารย์หนุ่มคนหนึ่งที่ระบบคิดมีความชัดเจนและมีความฉะฉานในการนำเสนอ คิดล่วงหน้าว่าคนฟังจะสงสัยประเด็นไหนในข้อเสนอ แล้วตอบคำถามนั้นก่อนจะมีคนถาม ที่ทำอย่างนั้นได้ อาจเป็นเพราะผู้ฟังเป็นนิสิตเศรษฐศาสตร์การเมือง ก็เลยรู้แนวกัน

เท่าที่เข้าใจ อาจารย์ ธานี แวะมากรุงเทพฯ หลังจากนำเสนอหัวข้อวิทยานิพจน์ เกี่ยวกับ Economic of Politics-Politics of Economic และพูดหลายเรื่องที่เกี่ยวข้อง แต่ประเด็น Lottery in Africa เห็นว่าน่าจะ นำมาแต่งเติมเล่าสู่กันฟัง

การพัฒนาในทวีปแอฟริกาที่ส่วนใหญ่ประกอบด้วยประเทศด้อยพัฒนา มีความขาดแคลน ไปทุกๆด้าน เช่น อาหาร โครงสร้างพื้นฐานและการศึกษา  ถ้าคุณเป็นผู้ที่ต้องตัดสินใจ ช่วยเหลือแอฟริกา จะเลือกช่วยเหลือด้านไหนก่อนระหว่างการขาดทั้งหมดดังกล่าว ไม่ว่าคุณจะตอบอย่างไร คำตอบก็คือ ต้องให้การศึกษาเป็นระดับแรก

ถึงตอนนี้ ทุกคนก็เริ่มถกเถียงกันว่า เขากำลังจะอดตายยังไปให้การศึกษา หิวจะเรียนอะไรไหว หรือไม่ ก็ควรสร้างโครงสร้างพื้นฐาน สาธารณูปโภคเพื่อลดอัตราการตาย ก่อนดีไหม ทำได้เร็วกว่าทั่วถึงกว่า เห็นผลทันที เพราะกว่าระบบการศึกษาจะทำงานผู้คนก็ตายกันหมด อาจารย์ ธานี ก็เห็นด้วยกับข้อถกเถียงดังกล่าว และบอกว่าใครๆในโลกก็คิดกันแบบนี้ แต่ยืนหยัดว่าการศึกษาต้องมาก่อน      

องค์กรช่วยเหลือนานาชาติต่างๆ ที่เข้าไปช่วยบรรเทาปัญหาในแอฟริกาก็คิดเช่นนี้ เพราะการให้อาหาร หรือสร้างโครงสร้างพื้นฐาน สามารถรายงานผลการทำงานได้อย่างรวดเร็ว และยังระดมทุนต่อไปได้เรื่อยๆ  เป็นความช่วยเหลือที่ส่งผลต่อผู้คนจำนวนมาก  แต่การทำแบบนี้ ก็มีรายงานออกมาเช่นกันว่า เป็นภาระกิจที่ไม่มีวันจบสิ้น

ภายใต้ความช่วยเหลือด้านทรัพยากรต่างๆที่มีจำกัด การให้การศึกษาตั้งแต่ต้น มีต้นทุนสูงมากและสูงที่สุด เพราะคนที่กำลังเรียนต้องมี อาหารเพียงพอสมบรูณ์ต่อการเรียนรู้ และยังต้องอยู่ในสภาพที่ส่งผลดีต่อสุขภาพอีก ถ้าทำอย่างนั้น จะมีคนเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่ได้รับการช่วยเหลือ ซึงก่อให้เกิดปัญหาทางการเมืองตามมาอีก เช่น สมมุติว่าเลือก คนกลุ่มนี้มาให้การศึกษา คนที่เหลือก็จะไม่พอใจ อาจนำไปสู่การต่อต้าน (ส่วนตัวผมมองว่า คล้ายกับช่วงน้ำท่วมถนนจรัญสนิทวงศ์ในบ้านเรา ที่คนฝั่งไม่ท่วมไปหัวเราะคนฝั่งที่ท่วม จนทำให้เกิดการทุบทำนบกั้นน้ำ ให้น้ำมาท่วมเหมือนๆกัน ซึ่งได้ความเท่าเทียบ แต่รถวิ่งไม่ได้เลย)  ปัญหาความขัดแย้งเช่นนี้ถ้าหาทางออกไม่สวย ความช่วยเหลืออาจย้อนกลับไปสู่วิธิเดิม เพราะต้องการเลี่ยงหลีกปัญหาทางการเมือง

เพื่อให้บรรลุเป้าหมายการให้การศึกษา วิธีการที่ใช้ในการแก้ปัญหานี้ก็คือ แจกคูปองเป็นหมายเลขแก่ประชากร แล้วทำการจับฉลากทุกครั้งที่มีความช่วยเหลือเข้ามา คนที่มีหมายเลขตรงกับที่รัฐบาลจับฉลากได้ก็จะได้รับสิทธิในการศึกษา  ทำเช่นนี้ทำประชาชนไม่รู้สึกว่า ตัวเองมีข้อด้อยและต่างจากเพื่อนบ้านอย่างไร การใช้เรื่องของ “ดวง” จึงไม่มีคำถามที่ว่า ทำไมเขาได้และเราไม่ได้ ลดแรงต่อต้าน แก้ปัญหาการทางการเมืองได้อย่างง่ายๆ 

ก็ยังอดนึกไม่ได้ว่าคนที่ขาดอาหารจะอยู่อย่างไร แต่พอเห็นภาพว่าแม้ไม่มีความช่วยเหลือด้านอาหารและโครงสร้างพื้นฐาน พวกเขาก็ยังอยู่กันได้ เพียงแต่เป็นสิ่งที่เรียกว่า กับดักแห่งดุลภาพในระดับต่ำ (Low Equilibrium Traps) การพัฒนาไม่ว่าจะเป็นวิธิใดๆ ก็เพื่อให้เขาหลุดพ้นจากกับดักนี้ 

และยังอดนึกไม่ได้ว่า ถ้าเป็นคนแถวนี้ เขาคงพูดว่า ผมเป็นคนรับผิดชอบ จะสร้างโครงสร้างพื้นฐานใครจะทำไม คุณต้องรู้ว่าใครเป็นใคร ใครใหญ่กว่า การถกเถียงเช่นนี้ จึงเกิดไม่ได้ที่นี้แน่ๆ ตราบเท่าที่ระบบคิดยังเป็นเพียงทำงานเพื่อให้ได้ผลงานเท่านั้น    

อาจารย์ ธานี ยังมีเรื่องน่าสนใจอื่นๆอีกมาก เช่น The Economic of Vocation: Why is a badly paid nurse a good nurse? [Heyes, 2005] เป็นเรื่องเกี่ยวกับอุดมการณ์ในอาชีพ เอาไว้โอกาสต่อไป

ตั้งใจเขียนเรื่องนี้เป็นที่ระลึกในวันแรกของการสัมมนารวมของหน่วยงานทั้งหมดใน OKMDถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีเพื่อสร้างประสิทธิภาพในการดำเนินงาน และเช่นเคย ผู้เขียนหวังว่าบทความนี้จะสามารถกระตุกต่อมคิดได้ แบบ low-cost 

สวัสดีครับ

เผยแพร่ใน:  on กันยายน 4, 2009 at 11:20 am ให้ความเห็น

ภาควิชา เศรษฐศาสตร์การเมือง

ในโอกาสที่ ภาควิชาเศรษฐศาสตร์การเมือง คณะเศรษฐศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้จัดเลี้ยงมหาบัณฑิตสาขาเศรษฐศาสตร์การเมือง  ที่ เรือนจุฬานฤมิต ในวันที่  24 กรกฎาคม พ.ศ. 2552 เวลา 18:00-21:00 ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.ฉัตรทิพย์ นาถสุภา ได้กล่าวคำอวยพรแก่บัณฑิตดังนี้   

                ท่านบัณฑิตทั้งหลาย ที่จบการศึกษาได้รับปริญญามหาบัณฑิตสาขาเศรษฐศาสตร์การเมือง ผมดีใจและชื่นใจมากที่เห็นความสำเร็จของพวกท่าน

การศึกษาและการฟื้นฟูวิชานี้อย่างเป็นระบบและอย่างเป็นทางการในประเทศไทย ในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เริ่มที่คณะเรา เป็นสำนักคิดทางเศรษฐศาสตร์ที่มีความเป็นพิเศษ และในทัศนะของผม เป็นสำนักคิดของเศรษฐศาสตร์ที่มีความสำคัญและมีความหมายที่สุด เพราะวิชานี้ศึกษาโครงสร้างระบบสังคม เศรษฐกิจ การเมืองและวัฒนธรรม ความสัมพันธ์ระหว่างระบบเศรษฐกิจ กับระบบการเมือง และระบบวัฒนธรรม และศึกษาแบบเป็นประวัติศาสตร์ อธิบายกระบวนความเป็นมาของระบบและระบบที่พึงปรารถนา ให้ความสำคัญและเพื่ออำนวยประโยชน์ที่ประชาชนธรรมดาสามัญ และสถาบันของประชาชน เป็นวิชาเศรษฐศาสตร์ที่ว่าด้วยเรื่องปากเรื่องท้องและศักยภาพของชาวบ้าน เรื่องที่เป็นพื้นฐานที่สุดของผู้คนจำนวนมากที่สุดในสังคม เป็นวิชาเศรษฐศาสตร์ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของสังคมศาสตร์ เรื่องเศรษฐกิจ เกี่ยวข้องกับ ภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์ สังคม การเมือง และวัฒนธรรม เป็นวิชาที่พยายามทำความเข้าใจและเสนอเส้นทางสู่ความเจริญรุ่งเรืองของประชาชนที่สัมพันธ์กันถักทอขึ้นมาจากผู้คนพื้นฐานของเราเอง ประกอบเป็นชุมชน ท้องถิ่น เครือข่าย และเป็นประเทศชาติ

ในโอกาสที่คุณทั้งหลายได้จบการศึกษาระดับสูงเป็นมหาบัณฑิตเศรษฐศาสตร์การเมือง ผมขอฝากหลักวิชาการของสำนักคิดนี้ไว้กับดวงใจของคุณ

ผมภูมิใจที่คณะของเรามีโปรแกรมการศึกษาและการวิจัยเศรษฐศาสตร์การเมือง ภูมิใจที่ผมเองเป็นสมาชิกคนหนึ่งของสำนักคิดนี้ ได้รับเกียรติสูงยิ่งเป็นอาจารย์คนหนึ่งของคุณและของโปรแกรมนี้  และในวันนี้ ผมภูมิใจเป็นพิเศษ และมีความสุขใจยิ่ง ที่เห็นคุณทุกๆคนเรียนจบเป็นมหาบัณฑิตเศรษฐศาสตร์การเมือง คุณทั้งหลายจะเป็นผู้เผยแพร่ สืบทอด และพัฒนา สำนักคิดนี้ในสังคมไทยต่อเนื่องไปในอนาคต จะอำนวยประโยชน์ต่อชีวิตที่ดีขึ้นของประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศของเรา และของโลก เป็นความหวังของคณะอาจารย์ของสำนักคิดนี้และของประชาชน 

ขอแสดงความยินดีครับ

เผยแพร่ใน:  on กรกฎาคม 29, 2009 at 6:30 am ให้ความเห็น

Bangkok.. Creative City

คนเมืองหลวง กำลังจะพบกับ Creative City ที่กำลังดำเนินงาน ภายใต้พรรคที่จัดตั้งรัฐบาลได้ในปี พ.ศ. 2552   เรื่องนี้ ทำให้นึกถึง โครงการ Rubber City (RC) ทีมีแต่ความคิดริเริ่มแต่กลับไม่ได้ทำอย่างน่าเสียดาย

Rubber City มีจุดประสงค์เพื่อสร้างอำนาจต่อรองกับบริษัทผู้ซื้อต่างประเทศ  เนื่องจากราคายางถูกกำหนดจากตลาดภายนอกประเทศ

นอกจากแอฟริกาใต้แล้ว เขตร้อนชื้นทางภาคใต้ของไทย มาเลเชีย และอินโดนีเชีย เป็น เขตที่ปลูกยางพาราได้คุณภาพดีที่สุด แม้ว่าในช่วงเริ่มต้น ของอุตสาหกรรมการผลิตยาง ต้นเกล้ายางพาราเคยเป็น สิ่งหวงแหงของมาเลเชีย ห้ามมิให้นำออกนอกประเทศ แต่การลับลอบนำเข้ามาปลูกในประเทศไทย ได้ยกระดับเศรษฐกิจให้กับประเทศไทยได้พอสมควร ซึงเป็นเหตุการณ์ก่อนการเกิดขึ้นของกฎหมายระหว่างประเทศในการให้สิทธิOriginality ของพีชพรรณและสัตว์ป่า ในปัจจุบันการลับลอบเช่นนี้กลายเป็นสิ่งผิดกฏหมายระหว่างประเทศ  

คุณสมบัติของยางพารา ยังไม่สามารถหาสิ่งอื่นๆมาทดแทนได้ แม้ว่าคุณสมบัติของยางสังเคราะห์ที่เกิดจากปิโตรเลียมจะมีลักษณะใกล้ แต่ยังห่างจากการใช้ยางพารา เห็นได้จาก ยางรถยนต์ ยังต้องคงต้องอาศัยยางพารา ด้วยคุณสมบัติที่โดดเด่นเช่นนี้ น่าจะทำให้ประเทศที่ สามารถปลูกยางพาราได้ น่าจะมีอำนาจต่อรองทางเศรษฐกิจสูง

แต่การที่ ยางพาราถูกปลูกกันอย่างกว้างขวางในภูมิภาคนี้ประกอบกับข้อขัดแย้งซึ่งกันและกันในอดีตทำให้ ผู้รับซื้อยางพารารายใหญ่เป็นบริษัทผลิตยางรถยนต์ บริษัทผลิตรถยนต์ ได้ใช้โอกาสนี้ ต่อรองหาผู้ที่ให้ราคาดีที่สุด เรียกว่า อินโดขายแพงก็ซื้อไทย หรือมาเลย์ ไทยขายแพงก็ซื้อมาเลย์ หรืออินโด กลุ่มประเทศที่ปลูกยางพาราไม่มีทางเลือกอื่น  และเป็นเช่นนี้มาเรื่อยๆ จนกระทั่งรัฐบาลของ พ.ต.ท. ดร. ทักษิณ ชินวัตร

หน่วยราชการภายใต้รัฐบาล ทักษิณ ได้บรรลุเป้าหมายการเจรากับกลุ่มประเทศผู้ผลิตยางพารา นำไปสู่การจัดตั้ง International Tripartite Rubber Council (ITRC) หรือ สภาความร่วมมือด้านยางพาราระหว่างประเทศไทย อินโดนีเชีย และ มาเลเชีย ในปี พ.ศ. 2546 ซึงสามารถชะลอการตกลงของราคายางอย่างต่อเนื่องได้  

ความร่วมมือดังกล่าวนี้ ทำให้บริษัทรับซื้อยางรายใหญ่ไม่สามารถเล่นเกม Prisoner Dilemmaได้ กล่าวได้ว่าความร่วมมือนี้ได้สร้างอำนาจต่อรองทางเศรษฐกิจต่อ ผู้รับซื้อ ยางพารา  

อย่างไรก็ตาม ยางพารา เป็นทรัพยากรธรรมชาติ เมื่อนำมาแปรรูป สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้อย่างมาก ยางรถยนต์ เป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ยาง แม้จะมีการพัฒนานำเส้นใยสังเคราะห์ แต่ก็ยังขาดวัตถุดิบจากธรรมชาติ ไม่ได้ แต่กระบวนการแปรรูปส่วนมากอยู่ในมือของบริษัทต่างชาติ  เรียกง่ายๆว่า มูลค่าเพิ่มอยู่ที่ไหน ความมั่งคั่งอยู่ที่นั้น      

เพื่อเป็นการป้องกันราคายางในระยะยาว จำเป็นต้องพัฒนาทางเลือกให้กับ ยางพารา คือ ถ้าบริษัทต่างชาติ ไม่ซื้อในราคานี้ ก็ยังมีตลาดทางเลือกอื่นๆ อีก จึงต้องมีการพัฒนาตลาดใหม่ ๆ ซึงเห็นว่าน่าจะเป็นตลาดภายในประเทศ

ยางพารา สามารถนำมาแปรรูปได้ มากมาย  นำมาทำสินค้าที่ใช้ในชีวิตประจำวันเช่น เข็มขัด รองเท้า สายนาฬิกา เป็นต้น เป็นการแปรรูปในขั้นต้น สามารถนำมันใช้ในวัศดุก่อสร้าง เช่น ยางรองคอสะพาน  มีหน่วยงานภาครัฐ อยู่มากมาย ที่ค้นคิดวิธีการแปรรูปให้มีความซับซ้อนขึ้น เพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์ทีสามารถตอบสนองความต้องการของตลาดให้มากขึ้นและหลากหลายขึ้น

มีหน่วยงานภาครัฐเช่น ศูนย์วิจัยและพัฒนาอุตสาหกรรมยางไทย ที่จัดตั้งขึ้นโดยความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยมหิดล สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย( กลุ่มอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์ยาง ) สมาคมผู้ผลิตถุงมือยางไทย สมาคมยางพาราไทย และสมาคมผู้ผลิตน้ำยางข้นไทย  เพื่อให้เป็นแหล่งความรู้และเทคโนโลยีด้านยางชั้นนำของประเทศ  หรือ รศ.ดร รพีพรรณ วิทิตสุวรรณกุล จาก มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ที่นำสารสกัดจากน้ำยางพารา มาทำเครื่องสำอางช่วยให้ใบหน้าขาวใสได้  อย่างไรก็ตาม งานของ รศ.ดร. รพีพรรณ ก็เป็นความคิดสร้างสรรคทีอยู่ในภาครัฐ (ดูที่ Creative Thailand 3/3) ซึ่งได้รับการส่งเสริมมาก่อนหน้าจะมีโครงการ Creative Economy มานานมากแล้ว

เรียกได้ว่า ประเทศไทยมีภูมิศาสตร์ ที่เอื้อกับการปลูกยางที่เป็นวัตถุดิบสำคัญในโลกอุตสาหกรรม มีหน่วยงานที่ ค้นคิด ช่วยให้สามารถแปรรูป สร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ทรัพยากรธรรมชาติแล้ว แต่ยังไม่มี หน่วยงานไหน สร้างตลาดภายใน ให้แก่ผลิตภัณฑ์ เหล่านี้เลย

จึงมีความคิดที่จะการจัดตั้ง  Rubber city ขึ้นมา โดยมีจุดประสงค์เพื่อรวบรวมหาเทคโนโลยีการแปรรูปยางเพื่อสร้างผลิตภัณฑ์ ตอบสนองความต้องการภายในประเทศ ผู้นำเสนอ Rubber city ยังแนะนำแนวทางการจัดตั้งไม่ต้องอาศัยงบประมาณของรัฐ โดยเสนอให้ทำ FTA กับ รัฐบาลจีน ด้วยการเสนอให้จีนต้อง นำเข้า ถุงยางอนามัยจากไทย เนื่องจากความต้องการคุมกำเนิดภายในประเทศของจีน มูลค่าของสัญญาการซื้อนี้ สามารถค้ำ ประกันเงินกู้ในการจัดสร้าง rubber city ได้    

ความตั้งใจ ในการสร้าง Rubber city ก็เพื่อสร้างความต้องการภายในประเทศต่อผลิตภัณฑ์จากยางพารา เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ยางพารา และ สร้างอำนาจต่อรองกับตลาดต่างประเทศ เป็นผลดีต่อ ชาวสวนยาง และสร้างกำลังซื้อให้กับตลาดภายใน แต่กลับไม่ได้รับความเห็นชอบในนาทีสุดท้าย โครงการที่เกิดขึ้นหลังจากข้อเสนอนี้ จึงเป็นเพียง การให้เกล้ายาง กับชาวสวนในภาคอีสาน 

เหตุผลที่ได้จากการวิเคราะห์ถึงสาเหุตที่ Rubber city ไม่ได้รับการเอาใจใส่ ก็คือ รัฐบาลในขนาดนั้น ไม่มี ส.ส. ในพื้นที่ภาคใต้ แต่มีอยู่มากในพื้นที่ อีสาน

 Creative City เมื่อนำมาเทียบกับ Rubber City ก็ควรตอบคำถามให้ได้ว่า ว่าใครได้ประโยชน์ และ ผลประโยชน์ กระจุก หรือ กระจาย ไปยังกลุ่มใด มีทางเลือกอื่นไหม ที่ให้ผลแบบเดียวกัน เอกชนทำเองโดยลำพังได้ไหม  เรื่อง Creative city นี้ หน่วยงานภาค รัฐ อาจจะทำเพียงแค่ ปรับเปลี่ยน กฎ ระเบียบ บางอย่างก็พอ      

ที่มาของ Creative City อาจมีที่มาแตกต่างกัน แต่โดยเนื้อแท้แล้ว ล้วนแต่เป็นการต่อสู้ทางการเมืองทั้งสิ้น Rubber City อาจเป็นตัวอย่างที่ใช้อุปมัย ในกรณีที่ไม่อาจแจ้งเรื่องราวต่อสาธาณะตรงๆได้

ผู้ที่ถูกแย่งชิงโอกาสไปในอดีต ถึงในปัจจุบันก็ยังไม่ได้รับโอกาสจากโครงสร้างทางการเมืองแบบนี้ ตัวแทนของคนจน ก็ไม่เคยทำสิ่งใดที่จะแก้ไขความยากจน ไม่เคยสร้างโอกาสให้แก่คนด้อยโอกาสอยู่ดี อาจพูดได้ว่าไม่มีแม้กระทั่งในระบบคิดของพวกเขาเลยด้วยซ้ำ เขาคิดได้เพียงแต่ว่า ต้องช่วยคนมีโอกาสอยู่แล้ว ความมั่งคั่งจะกระจายไปสู่ผู้ที่ด้อยโอกาสเอง ตามธรรมชาติในระบบตลาด  ท่ามกลางกระแสการขาดความเข้าใจในภัยของระบบทุนนิยม ที่ทุกอย่างขายได้ เป็นสินค้าได้ แม้กระทั่งความรู้ เจตนาและความตั้งใจที่จะช่วยคนไร้โอกาสโดยวิธีคิดแบบนี้เปรียบได้กับความคิดที่ว่า วันหนึ่งสัตว์กินเนื้อ จะหันมากินผักบ้าง

มันจึงเป็นความยากยิ่งสำหรับผู้คนที่ด้อยโอกาส ในการหาโอกาสเข้ามาช่วงชิงผลประโยชน์ทางการเมือง  ที่ชัยชนะต้องอาศัย ความรู้ เครือข่าย และทุน  สิ่งที่เพียงทำได้แค่ คือต้องยอมกลายเป็นทาสคอยรับใช้ ทำตาม ผลประโยชน์ของพวกมีอำนาจ เป็นฐานค้ำบรรลังก์ เป็นผู้คนที่ไร้ศักดิ์ศรี ต้องแบกมือร้องขอความช่วยเหลือจากผู้มีอำนาจอยู่ตลอดเวลา แลกเปลี่ยนด้วยการให้โอกาสทางการเมืองที่มีอยู่เพียงน้อยนิด

หวังว่า Creative City คงไม่ย้อยรอย Rubber City วิธีการของการตลาดในทางการเมือง เริ่มยากขึ้น ถ้าผู้คนมีความรู้และประสบการณ์มากขึ้น ต่อนโยบายใดๆ ที่เน้นการสร้างภาพมากกว่าหวังผลในการยกระดับชีวิตสติปัญญาของสังคม อย่าลืมว่าไม่มีใครสามารถหลอกคนทุกคนได้อยู่ตลอดเวลา

เผยแพร่ใน:  on กรกฎาคม 9, 2009 at 9:14 am ให้ความเห็น

Patent and Public interest

การบรรยาย ในหัวข้อเรื่อง ทรัพย์สินทางปัญญากับการออกแบบผลิตภัณฑ์ วันที่ 28 มกราคม 2552 ระหว่างเวลา 13:00-16:30

รายละเอียด http://www.tcdc.or.th/events.php?act=view&id=197

 

 

ปัญหาของนักออกแบบที่ไม่มีชื่อเสียง ไม่ใช่เรื่องขาดไอเดียแต่เป็นข้อกฎหมาย ผมพยายาม นำเสนอ TCDC เกี่ยวกับเรื่องนี้มานาน งานบรรยายนี้สำหรับผมมาช้าไปหน่อย มั่วแต่เน้นเด็กๆ แต่การมาช้าก็ ดีกว่าที่เคยแนะนำไว้มากครับ ผู้บรรยายให้ความกระจ่างมาก

ยังมีเรื่องการสนับสนุนให้มีการรวบตัวของนักออกแบบอีกที่อยากเห็น

แค่ทำweb กับเก็บนามบัตร มันออกแนวมัธยมไปหน่อย งบ TCDC เยอะน่าจะทำได้ดีกว่านี รอดูอยู่ครับ

http://countervailing.wordpress.com/2008/01/14/thaifreelancedesigner/

 

 

ผู้บรรยายเป็นผู้เชี่ยวชาญ ในเรื่องระเบียบวิธี คำนิยาม กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับทรัพย์สินที่ไม่สามารถจับต้องได้ มาจาก กรมทรัพย์สินทางปัญญา  

การมีกรรมสิทธ์ เป็นลักษณะเฉพาะอย่างหนึ่ง ที่ใช้ระบุว่าเราอยู่ในระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม กรรมสิทธ์เป็นตัวบ่งว่าผลกำไรที่เกิดจากความพยายามของเราจะเป็นของเราแน่ๆ  การปักปันดินแดนประเทศเพื่อแสดงให้ทุกคนเห็นว่าเขตนี้เป็นของใคร ก็เกิดจากแรงผลักดันจากระบบทุนนิยม ในศวรรษที่ 19 นี้เอง

 

ถ้าแกล้งทำเป็นไม่รู้ว่า John Lock กล่าวว่าอย่างไร การที่ใครจะมีกรรมสิทธ์เหนือทรัพย์สินที่จับต้องได้ เช่น บ้าน รถ ที่ดิน ต้องอาศัยสถาบันเพื่อค้มครองสิทธินั้นๆ เช่น กรมที่ดิน กองทะเบียน เป็นต้น และจำเป็นต้องเป็นสถาบันที่ ถูกรับรองโดยอำนาจกลางนั้นก็คือ อำนาจรัฐ หมายความว่า ถ้าอำนาจรัฐเป็นกลางสิทธิต่างๆก็จะเกิดจากความพยายามโดยสุจริต แต่ถ้ารัฐเอียง สิทธิก็จะเอียงไปตามอำนาจรัฐ ดังนั้นรัฐต้องยุติธรรม ในการรักษาสิทธิ และผลประโยชน์ของประเทศ

กรมทรัพยสินทางปัญญาเป็นสถาบันใหม่ของรัฐไทย ที่ว่าใหม่ก็เพราะเปรียบเทียบกับ กรุงเวนิชที่มีการใช้ patent มาตั้งแต่ปี ค.ศ.1474  http://en.wikipedia.org/wiki/History_of_patent_law 

การจัดตั้งสถาบันทรัพย์สินทางปัญญา เข้าใจว่าเป็นการเตรียมความพร้อมต่อการเปิดตลาดเสรีของไทย ในปี ค.ศ. 2015  สินค้าจะไม่มีภาษี และลอกเลียนแบบกันไม่ได้

 

กรรมสิทธ์ส่วนบุคคลก็ยังเป็นเรื่องใหม่สำหรับรัฐไทย  ถ้าเปรียบเทียบกับระยะเวลาของอารายธรรมโลก (ในประเทศไทย ประชาชนทั่วไปมีกรรมสิทธิบนที่ดิน เมื่อไม่ถึงร้อยปีมานี้เอง) อย่างไรก็ตามระบบกรรมสิทธิ์ส่วนบุคคลก็มีวิวัตนาการมาอย่างต่อเนื่อง และพัฒนามากในประเทศทุนนิยม ก้าวหน้า จนมีฝรั่งพวกหนึ่ง ถึงขนาดเปิดให้จับจองที่ดินบนดวงจันทร์ เป็นข่าวเกรียวกราวเมื่อหลายปีก่อน แม้เป็นเรื่องขำๆ เพราะดันมีรัฐบางรัฐรับรองสิทธิบนดวงจันทร์ และได้เงินได้ทองไปพอสมควร

 

งานบรรยายนี้ จัดเป็นประจำที่ศูนย์อบรมของกรมทรัพย์สินทางปัญญา เรียกได้ว่า มีหรือไม่มี TCDC เขาก็ทำกันอยู่แล้ว แต่การนำมาจัดบรรยายที่เอ็มโพเรียม แม้ความรู้จะตัวเดียวกัน แต่ผมก็เห็นด้วยว่า ดูดีกว่าจริงๆ http://iptraining.moc.go.th/เกยวกบIPTC/tabid/81/Default.aspx  หวังว่า สมาชิกคงได้ประโยชน์ กับเนื้อหาการบรรยายนะคัรบ

 

ส่วนคำถามของผม ก็คือ ถ้ามีผู้ขอจดสิทธิบัตรสิ่งประดิษฐของเขาขึ้นมา สมมุติว่าเป็น ยารักษาโรคไร้ยางอาย ซึ่งเป็นที่ต้องการของสังคมมาก เขาสามารถจดได้เพราะไม่เคยมีใครคิดมาก่อน แต่ปรากฏว่า วิธีการผลิตล้าสมัยทำให้ต้นทุนการผลิตยาสุง สังคมก็ยังขาดโอกาศที่จะใช้ยานี้ เนื่องจากถูกกีดกั้นด้วยราคา คนไร้ยางอาย ยังเดินอยู่เต็มไปหมด แต่ถ้ามีอีกคนหนึ่งค้นคิดวิธีการผลิตยานี้ได้ ในราคาที่ถูกลงมาก สามารถตอบสนองความต้องการของสังคมได้ทั้งหมด คำถามก็คือว่า เขาสามารถผลิตออกมาเพื่อตอบสนองความต้องการของสังคม ได้หรือไม่

 

คำตอบก็ คือ ไม่ได้ เพราะสิทธิบัตรคุ้มครอง ความคิด

หมายความว่าก่อนหน้านั้น ไม่เคยมีใครคิดว่า โรคไร้ยางอายจะ รักษาได้ด้วยยา พอมีคนคิดแบบนี้ขึ้นมา เขาจะตีความว่า เป็นแรงบันดาลใจมีให้มีการพัฒนาเพื่อลดต้นทุนการผลิต (โดยไม่สนใจว่า อีกคนหนึงอาจจะกำลังคิดอยู่แต่ทดลองให้มีต้นทุนคุ้มก่อนจึงจะไปขอ สิทธิบัตร)

ผมก็ทักว่า แบบนี้สังคมก็เสียโอกาศ ลดประชาชนไร้ยางอาย ซิครับ  ผู้บรรยายแนะนำว่า ก็ให้คนที่คิดวิธีลดต้นทุนขายดังกล่าว เสนอขายผู้ที่มีสิทธิบัตรยาไร้ยางอายซิ เพราะ วิธีนี้ก็จดทะเบียนขอ สิทธิบัตรได้เหมือนกันและเจ้าของสิทธิบัตรยาไร้ยางอาย ก็ต้องการวิธีการเช่นนี้

 

สังคมจะได้บริโภค ยาไร้ยางอายในราคาที่เหมาะสม ถ้าผลประโยชน์ของทั้งสองฝ่ายลงตัว

แต่ถ้าผู้ที่คิดวิธีลดต้นทุนการผลิตยาไร้ยาง ไม่ยอมเนื่องจากคิดว่าตัวเองก็มีไอเดียนี้อยู่ก่อนแล้วเหมือนกัน แค่เก็บไว้รอให้ระยะเวลาการคุ้มครองสิทธิบัตรหมดลง จึงทำการผลิต และะสังคมก็ไม่ได้ผลประโยชน์เท่าที่ควร  เนื่องจากในช่วงเวลานั้นคนไร้ยางอายก็ยังไม่ได้รับการรักษ

ถ้าเป็นเช่นนี้ ก็ทนรอกันหน่อยนะครับ

เรื่องระยะเวลาในการคุ้มครองนี้ เป็นหัวข้อสำคัญที่อยู่ระหว่างการต่อรอง FTA ไทย-อเมริกา จับตาดูกันดีดี นะครับ  ขอบอกว่า สำคัญ สำหรับทุกคน

 

อีกเรื่องที่ผมถามก็คือ กรณี ข้าวหอมมะลิ อันโด่งดัง ได้รับความชัดเจนมากขึ้นครับไว้จะเล่าให้ฟังวันหลังจากนี้

 

ก็เป็นอีกมุมมองนะครับ หน้าที่ผมก็แค่ กระตุ้กต่อมคิด ตามสโลแกนของ ผู้ก่อตั้งละครับ

 

สวัสดีครับ

Ref:

http://www.nidambe11.net/ekonomiz/2005q3/article2005july21p6.htm

http://www.youtube.com/watch?v=_lTduTwqtjY

http://www.youtube.com/watch?v=x-sIF78QYCI

ฝรั่งบรรยาย ที่นี่

http://www.youtube.com/watch?v=B3HHeyM1KQM

เผยแพร่ใน:  on มกราคม 29, 2009 at 5:36 am ความเห็น (1)

Creative Thailand 3/3

มีโอกาสนำเรื่อง Creative economy ไปขอความเห็นจากผู้เข้าใจระบบเศรษฐกิจไทยคนหนึ่ง ในมุมของท่าน เห็นว่า ความคิดสร้างสรรค์ (Creative) มีอยู่สองระดับ ระดับแรกเป็นระดับที่นำ Creative thinking ไปสู่การปฎิบัติ เรียกว่า นวัตกรรม (Innovation) เช่น ความเข้าใจในเรื่องคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า ประกอบกับความต้องการสื่อสารของมนุษย์ ความเข้าใจเหล่านี้เป็นพื้นฐาน นำไปสู่การค้นคิดโทรศัทพ์เคลื่อนที่ เป็นความคิดสร้างสรรค์ที่นำไปสู่นวัตกรรมใหม่ๆ 

 

หรือตัวอย่างอื่นๆ เช่น การประดิษฐ์อากาศยาน ยารักษาโรค ล้วนแล้วเกิดจากความคิดสร้างสรรค์ของมนุษย์ นวัตกรรมใหม่ๆ เหล่านี้ได้ยกระดับความเป็นอยู่ของมนุษย์ จากสภาพขัดสนทางธรรมชาติ ช่วยให้ระบบเศรษฐกิจมีการเจริญเติบโตหรือมีช่วง Growth ใน business cycle ยาวขึ้น เห็นได้ว่า ความคิดสร้างสรรค์เป็นการ นำความรู้ที่มีอยู่ มาจัดองค์ประกอบใหม่ เป็นนวัตกรรมเพื่อตอบสนองความต้องการของสังคม เศรษฐกิจ ที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ต่างกับวิทยาศาสตร์ที่มุ่งเน้นค้นคว้าหาความรู้ใหม่ๆ ความคิดสร้างสรรค์ จึงต้องประกอบด้วยความเข้าใจในเรื่องต่างๆ เช่น วิทยาศาตร์ ศิลปศาสตร์  สังคมศาตร์ เศรษฐศาสตร์ด้วย อาจกล่าวได้ว่า ความคิดสร้างสรรค์ จำเป็นต้องมีฐานความรู้เสมอ

 

ส่วนความคิดสร้างสรรค์อีกระดับหนึ่ง เรียกว่า คีฟเอทิฟเชิงนามธรรม (intangible) เช่น การสร้าง ตราสินค้า (Brand building) เป็นการทำให้ผู้คนเกิดจิตนากรรมร่วมกัน เช่น ความต้องการสินค้า ที่ไร้ประโยชน์ การขายเหล้า ที่อยากเร่งให้มีการดื่มเยอะๆ ตามเป้าหมายของการตลาด แทนที่คนดื่มจะรู้สึกว่าตนเองเป็นคนที่กำลังผิดศีล แต่การตลาดกลับทำให้ดูว่า ผู้ที่ดื่มเหล้ากลายเป็นผู้เสียสละเพื่อสังคมได้ เป็นต้น แม้ตัวอย่างนี้จะดูไม่สร้างสรรค์แต่ทำให้เห็นถึงอิทธิพลของการตลาด และมูลค่าของมันได้ชัดเจน  ตัวแบรด์สินค้านี้แม้จับต้องไม่ได้ แต่กลับมีมูลค่าในทางการเงิน (Finance) มาก จนมีคนเคยกล่าวไว้ว่า ถ้า สมมุติว่า มีคนระเบิดโรงงานของเราพร้อมกันทั่วโลกไม่สามารถผลิตสินค้าได้เลย แต่เราสามารถฟื้นธุรกิจนี้ได้ ด้วย แบรค์ คนกล่าวนี้ ก็คือ เจ้าของ Coke นั้นเอง  

 

 

ไม่ว่าความคิดสร้างสรรค์จะเป็นสิ่งที่จับต้องได้หรือไม่ ทุกสิ่งที่ไม่เคยมีมาในอดีตล้วนแล้วเกิดจากความคิดสร้างสรรค์ทั้งสิ้น  ดังนั้นปัญหาของภาครัฐบ้านเราก็คือ การให้ความสำคัญของ นวัตกรรมยังน้อยไป การสนับสนุนให้ความคิดสร้างสรรค์นำไปสู่การปฎิบัติ ควรต้องเอาใจใส่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง National Creative idea

 

ในภาคเอกชนที่สามารถจัดสรรทรัยพากรของตนได้เองเสรี การเปลี่ยนความคิดสร้างเป็น นวัตกรรมจึงทำได้รวดเร็วกว่า หรือแม้กระทั่ง การสร้างตราสินค้าก็ทำได้ดีกว่าสำหรับภาครัฐ

 

ในกรณีของความคิดสร้างสรรค์ ถ้าไม่นำไปสู่การปฏิบัติความคิดนั้น ก็ ไม่เกิดให้เกิดประโยชน์ใดๆ

ภาครัฐ  สนับสนุนได้ด้วยการสร้าง Public policy ขึ้นมารองรับเพื่อไม่ให้ Idea นั้นสูญปล่าว    

 

ตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมที่สุดก็คือ การคิคค้นพันธ์ข้าวของ สวทช. พันธุ์ข้าว ปิ่นเกษตร หนึ่ง ให้ผลผลิตต่อไร่มากกว่า พันธุ์ข้าวของ ซีพี และ ปิ่นเกษตร สอง  แก้โรคเบาหวานได้อีกด้วย  แม้พันธ์ข้าวของ CP ให้ผลผลิตต่อไร่มาก แต่ต้องอาศัยเครื่องมือการผลิตที่ออกแบบมาเฉพาะ ซึ่งผูกขาดการจำหน่ายโดย ซีพี แถมต้องซื้อเมล็ดพันธ์อยู่เรื่อยๆ ที่สำคัญก็คือข้อเสนอในการปรับเปลี่ยนกระบวนการผลิตข้าวทั้งหมด (ตั้งแต่การเพาะต้นเกล้าในโรงงาน ขายต้นเกล้า จัดรูปที่ดินให้เข้ากับเครื่องจักรเพื่อลดต้นทุน) โดยเจ้าสัว ซีพี และทำท่าจะได้รับการตอบรับใน ระดับของPublic Policy

 

โดยเจ้าสัว เสนอผลประโยชน์ว่า สามารถเพิ่มผลผลิตได้ (ทำสาม Corp ได้ทุกๆที่) ประสิทธิภาพการผลิตที่สุงขึ้นจะส่งผลดี ต่อผู้คนในระบบเศรษฐกิจ บรรเทาข้อกังวลปัญหา ค่าครองชีพสุง เพราะรายได้จากการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตที่สุงทำให้สามารถสร้างรายได้เพิ่มขึ้นไปด้วย ข้อเสนอนี้รัฐบาล ได้ขานรับโดยมี  นาย สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี (รองนายกที่กำกับดูแลกระทรวงการคลังในเวลานั้น) และ เลขาสภาพัฒน์ เข้าร่วมสัมนาอย่างกระตืนรื้อล้น สะท้อนภาพได้อย่างดีว่า ภาครัฐ รับฟังข้อเสนอ หรือ Creative Thinking จากเอกชน  และได้พลักดันรัฐบาล ให้ขับเคลื่อนความคิดของตนในระดับนโยบายสาธารณะ  รัฐบาลที่ดูเหมือนจะเป็นตัวแทนจากประชาชนดูเหมือนจะกลายเป็นเครื่องมือของทุนเอกชน แต่ในขณะเดียวกัน ผู้ที่คิดค้นพันธุข้าว ปิ่นเกษตร1 และ 2 ซึ่งมีความเชียวชาญไม่น้อยหรือมากกว่านักวิทยาศาสตร์ของซีพี กลับไม่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาล ในระดับนโยบายสาธารณะ โดยข้อดีของข้าวทั้งสองพันธ์นี้ ยังเป็นแบบ Distributable หมายถึงนำเมล็ด กลับมาปลูกใหม่ได้อีก ชาวนาไม่จำเป็นต้นซื้อพันธ์ข้าวใหม่  ลดต้นทุนการผลิตและสร้างหลักประกันทางผลผลิตให้กับชาวนาได้เป็นอย่างดี

 

ตัวอย่างที่กล่าวมานี้ตอกย้ำให้เห็น ว่า รัฐบาล ไม่ให้ความสนใจที่จะขับดัน National Creative Idea หรือ สนใจน้อยกว่า Creative Idea ของเอกชน

 

ข้อสันนิฐานที่ว่า ประเทศไทยขาดคีฟเอทีฟจริงหรือไม่ ได้รับคำชี้แจ้ง ว่า ทั้งในภาคเอกชนและภาครัฐ  ต่างก็มี คิฟเอทิฟไอเดีย ขึ้นอยู่กับว่า ใครจะสามารถผลักดันให้ความคิดนั้นๆ นำไปสู่การปฏิบัติ และส่วนใหญ่ก็มักจะเป็นภาคเอกชน สิ่งที่เป็นปัญหาจึงเป็น รัฐบาลควร จะทำยังไรกับ National Creative idea โดยผ่าน Public policy  

 

(การที่ภาครัฐ สนับสนุนให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ อาจจะส่งสัญญาณที่ดี แต่ กระบวนการผลักดัน จำเป็นต้องพิจารณาอย่างรอบครอบ ไม่ใช่เป็นเพียงการเข้ามาจัดระเบียบ แล้วบอกว่าเป็นครั้งแรกในประเทศไทย ที่ รัฐบาลให้ความสนใจกับ ความคิดสร้างสรรค์ โดยหวังว่าจะขยับไปทั้งองคาพยพ เป็นแค่เพียงความพยายามที่จะทำซ้ำ ความสำเร็จในอดีต ที่สามารถขยับ การทำสบู่ แชมพูไปทั่วประเทศไทยได้ MI)

 

ข้อสงสัยที่ตามมาก็คือ ถ้ามองจากระบบเศรษฐกิจโดยรวมแล้ว มันเป็นระบบเศรษฐกิจของไทยไม่ว่าจะแยกภาครัฐและภาคเอกชน เพราะถ้าเอกชน สามารถนำความคิดไปปฎิบัติ แล้วได้รับผลดี ระบบเศรษฐกิจดีขึ้น รัฐบาลก็ควรสนับสนุนอยู่แล้ว ไม่เห็นจะต้องกังวลว่าใครจะเป็นผู้สามารถนำคิดไปปฎิบัติได้  ถ้าช่วยให้เอกชนรอด ทุกคนก็จะรอดเพราะระบบการแบ่งงานกันทำจะทำให้เกิดการกระจายผลประโยชน์ แบ่งส่วนลงมา (เรื่องนี้เคยบอกในที่ประชุมของทีนี้ แต่กลับมองว่าการกระจายเป็นธรราชาติของตลาด และมีอีกคนพูดว่า ทำไมจะช่วยเอกชนไม่ได้ เขาจ่ายภาษีมากกว่า  ก็เชื่อกันแบบนี้ ทิศทางการทำงานถึงได้ออกมาในทิศทางสนับสนุนนายทุนมากกว่า สนใจจะสร้างความสามารถในการคิด แก่ผู้ด้อยโอกาส)   

 

เรื่องแบบนี้ ผู้รู้ทางเศรษฐกิจไทย บอกว่า ถ้าพูดถึงประชาชน ก็ต้องถามว่า ประชาชนกลุ่มไหน คนส่วนใหญ่หรือคนส่วนน้อย  ก็เลยตัวอย่างให้เห็นกันชัดๆ ไหนไหน ก็มีอำนาจรัฐ แล้ว อย่าให้เสียเปล่า  

 

เป็นเรื่องการ ส่งเสริมให้ปลูกปาลม์น้ำมันของรัฐบาล  ใครๆก็รู้ว่าพลังงานเป็นเรื่องจำเป็น การปลูกพืช ที่ให้พลังงาน ย่อมส่งผลดีต่อผู้ปลูกหรือเกษตรกร ภาพที่เห็นคือ ดูดีทั้งเศรษฐกิจดีทั้งชาวสวน  แต่ในสายตาของนักเศรษฐศาสตร์ การส่งเสริมเช่นนี้ ถูกเรียกว่า “Secure Supply ให้กับอุตสาหกรรม สูตรการพัฒนาของรัฐบาลมักชอบส่งเสริมการลงทุน ดึงดูดให้เอกชนทั้งในและต่างประเทศ นำเงินมาลงทุน เพื่อสร้างการผลิตใหม่ๆ  และเรื่องนี้ก็เช่นกัน อยากให้เกิดการลงทุนสร้างโรงงานเพื่อแปรรูปเปลี่ยนปาลม์น้ำมันให้เป็น พลังงาน ผู้ที่ลงทุนก็ต้องถามรัฐบาลว่า แล้วผลตอบแทนคืออะไร จะมีวัตถุดิบ เพียงพอต้องการผลิตหรือไม่ เรื่องหนึ่งที่อยากให้รัฐบาลรับประกันก็คือ  ต้องมีวัตถุดิบเพียงพอ เพื่อให้การลงทุนเกิดขึ้น รัฐบาลจึงหันไปบอกให้เกษตรกร ปลูกปาลม์น้ำมัน ปลูกกันเยอะๆ แต่การส่งเสริมของรัฐบาลนี้กลับช่วยเหลืออุตสหกรรมมากกว่า เกษตรกร เพราะ ยิ่งปลูกกันมากเท่าไร โรงงานก็จะมีอำนาจต่อรองเพิ่มขึ้น Supply ที่มีมากทำให้ โรงงานสามารถกำหนดราคา รับซื้อได้ ไม่ว่ารัฐจะกำหนดราคากลางอย่างไร ถ้าโรงงานจะรับซื้อในราคานี้ เกษตรกรก็จำเป็นต้องขาย สินค้าเกษตรก็เป็นเช่นนี้ ขายราคาถูกดีกว่า ปล่อยให้เน่า พื้นที่ภาคใต้ ปลูกอะไรก็ได้ มีฝนเกือบทุกฤดู มีประมง มีท่องเที่ยว เกษตรกรไม่มีความจำเป็นต้องปลูกปาลม์น้ำมันกันเยอะๆเลย ถ้ารัฐบาลไม่ส่งเสริม  นอกจากนี้ กระบวนการแปรรูปเพื่อสกัดน้ำมัน ออกจากปาลม์น้ำมันต้องใช้ เทคโนโลยีระดับโรงงานเท่านั้น เกษตรกรไม่สามารถทำได้เอง โรงงานไม่เคยพยายามจะซื้อในราคาที่สุงเลย  ในปัจจุบัน เพื่อเพิ่มอำนาจต่อรองของเกษตรกรผู้ปลูกปาล์มน้ำมัน การศึกษาอาชีวะกำลังประดิษฐิ เครื่องอบและหีบ ปาลม์ น้ำมัน ราคาประหยัด เพื่อให้เกษตกรมีทางเลือก  

 

รัฐบาลควรส่งเสริมให้ปลูกมะพร้าว มะพร้าวมีประโยชน์หลายอย่าง และครัวเรือนสามารถแปรรูปได้ ซึงผลประโยชน์จะตกอยู่ที่ครัวเรือนโดยตรง แต่รัฐบาลกลับไม่ส่งเสริม  

 

ภาพของการส่งเสริมให้ปลูกปาลม์น้ำมัน เพื่อช่วยเกษตรกร ในความเป็นจริงกลับเป็นการช่วยเหลือ นายทุน

ตัวอย่างนี้เห็นได้ว่า ขนาดนโยบายที่ช่วยเกษตรกรตรงๆ ยังเป็นแบบนี้ แล้วถ้าอุ้มอุตสาหกรรมกันตรงๆ แล้วจะมีหลักประกันอะไรที่จะบอกว่า ผลจะจากช่วยเหลือผู้ประกอบการ จะตกถึงประชาชนผู้ไร้โอกาศ  ดังนั้น คำตอบของข้อสงสัยที่ว่า เศรษฐกิจไทยจะดีขึ้นไม่ว่าจะสนับสนุน Creative idea ในภาคเอกชน หรือ รัฐ โดยภาพรวมเศรษฐกิจดีขึ้นจริงๆ แต่ผลประโยชน์จะ ตกอยู่กับใคร ถ้าดำเนินนโยบายแล้ว ผลประโยชน์ส่วนใหญ่ตกอยู่กับคนกลุ่มน้อยก็ไม่ควรทำ (ที่หลังถ้าจะเที่ยวไปบอกใครว่า การทำแบบนี้มันดี มันช่วยให้เศรษฐกิจดีขึ้น ก็บอกแถมไปอีกหน่อยนะ ว่า ช่วยเศรษฐกิจของใคร MI)         

 

สรุป

 ข้อแรก Creative ไม่ใช้ปัญหาสำหรับเศรษฐกิจประเทศไทย แต่จะ Creative เพื่อใครแล้วใครกลุ่มไหนได้ประโยชน์ ต่างหากที่เป็นปัญหา

ข้อสอง ระดับการนำCreative ไปสู่การปฎิบัติ ก็ไม่จำเป็นต้องช่วยเอกชน เพราะภาคเอกชน สามารถนำความคิดไปสู่การปฎิบัติได้ ในขณะที่รัฐบาลไม่มีนโยบายสนับสนุน National Creative idea เพื่อประโยชน์ของคนส่วนใหญ่

ข้อสาม การสนับสนุนให้ผู้ประกอบการมีความคิดสร้างสรรค์ ผ่าน Creative Thailand ในขนาดที่ ประชาชนผู้ไร้โอกาศยังขาดหลักประกันที่จะได้รับผลประโยชน์จากการพัฒนาตามแนวคิดนี้ เป็นเรื่องที่ต้องทบทวน  

 

ต้องขอขอบคุณนักเศรษฐศาสตร์ท่านนี้มาก ที่ช่วยสร้างความมั่นใจต่อผู้เขียน ส่วนผู้เขียนได้ทำตามหน้าที่เท่าที่โอกาสจะเอื้อให้ เสนอความคิดทีต้องการจะปรับให้บริการของศูนย์เรียนรู้แห่งนี้ มุ่งเน้นไปยังกลุ่มคนที่ขาดปัจจัยการผลิตขาดโอกาสในการเข้าถึงแหล่งความรู้ที่ดีแล้ว แต่ไม่ได้รับความเห็นชอบ และได้รับการตอบโต้กลับอย่างรุนแรง เรียกว่า ที่นี้เป็นของข้า ข้าจะทำแบบนี้ ใครจะทำไม อยากช่วยคนไร้โอกาส ก็ควรไปทำงานกับ NGO ว่ากันไปใหญ่เลย  

 

ผู้อ่านคงเห็นภาพ Creative Economy ในนิยามของผมมากขึ้น หวังว่าน่าจะเป็นประโยชน์บ้าง

 

สวัสดี ครับ

Ref:  http://www.cusa.sc.chula.ac.th/news/newsDetail.php?news_id=141&news_type=16&PHPSESSID=49688e6230bf13973695c7f1ed0b8174

 

“MI = My Idea”

เผยแพร่ใน:  on มกราคม 6, 2009 at 12:19 pm ให้ความเห็น

Commodification of the beauty

ความต้องการเป็นจุดเริ่มต้นระบบเศรษฐกิจ

เพลโต กำหนด ความต้องการเป็นสองแบบ คือ ความต้องการตาม ธรรมชาติ ได้แก่ อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ยารักษาโรค ที่อยู่อาศัย ส่วนความต้องการที่ ไม่เป็นธรรมชาติ เช่น การสะสมทุน การมีอำนาจเหนือผู้อื่น เพื่อใช้ควบคุมทรัพยากรและกำหนดค่านิยม ทิศทางของสังคม เป็นต้น

ระบบการผลิตของโลกถูกพัฒนาจนมีประสิทธิภาพในการตอบสนองความต้องการตามธรรมชาติได้อย่างเพียงพอ ทุกคนน่าจะสามารถเข้าถึงและใช้ทรัพยากรได้อย่างไม่ต่างกันมากนัก ความเลื่อมล่ำที่เกิดขึ้นจึงไม่ได้เป็นเพราะขาดประสิทธิภาพในการจัดการทรัพยากร แต่เกิดจากการมีแล้วยังมีมากขึ้นไปอีกของผู้ที่มีอำนาจในการจัดสรรทรัพยากร  ผู้มีอำนาจในการจัดสรรทรัพยากรและกำหนดทิศทางการพัฒนา ที่ไม่เห็นแก่ตัวจนมากเกินไป ความต้องการตามธรรมชาติของประชาชน ก็จะได้รับการตอบสนองทุกคน เช่น ในประเทศอาหรับ ที่นำรายได้จากการค้าน้ำมัน มาเฉลี่ยให้กับทุกคน แม้จะไม่เท่ากันแต่ความต้องการทางธรรมชาติก็ได้รับการตอบสนองอย่างทั่วถึง (มีความเชื่อทางศาสนาเป็นตัวกำหนด) ส่วนในประเทศที่ ผู้นำเห็นแก่ตัว ประชาชนส่วนใหญ่ก็จะอดอยาก ยากจน ขาดประสิทธิภาพในการผลิต ผลผลิตที่เป็นความต้องการตามธรรมชาติจึงมีไม่เพียงพอ ส่งผลให้ระบบเศรษฐกิจและสังคม มีความบอบบาง พร้อมที่จะแตกสลายนำไปสู่ความรุนแรงอยู่เสมอ ที่น่าแปลกก็คือ ประเทศไทยที่อยู่ในเขตสวงสวรรค์ของโลก เพาะปลูกได้ตลอดทั้งปี กลับพบว่า หลายคนในประเทศไม่มีความสามารถในการเข้าถึงอาหารที่มีสุขลักษณะที่ดี ต้องบริโภค หมูฉีดยา ผักมีพิษ ปลาพยาธิ แต่อาหารจากประเทศไทยกลับมีชื่อเสียงมากในต่างประเทศ เรียกได้ว่า ส่งออกของดี บริโภคของห่วย

 

ระบบทุนนิยม เป็นระบบการบูชาทุนไม่มีทุนแล้วร่างกายจะเกิดสั่น คล้ายกับ อัลกอฮอริซึม การสะสมทุนอันมีเงินตราเป็นหน่วยนับ ทำให้การสะสมเป็นไปได้อย่างไร้ขีดจำกัด แนวคิดของผู้คนให้มุ่งเน้นการสะสมทุน มักจะพยายามเปลี่ยนสิ่งที่ไม่เคยเป็นสินค้าให้กลายเป็นสินค้า เช่น การค้าทาส การขายหญิงสาวให้กับฮาเร็ม การค้าอาวุธในสงครามคูเสด เรื่องราวเหล่านี้ย้อนกลับไปได้ถึงสมัยที่ เวนิชควบคุมการค้าโลก การที่บูชาทุน มากกว่าสิทธิความเป็นมนุษย์ มากกว่าจริยธรรม เห็นความเสียหายของผู้อื่นเป็นสินค้า นำความวุ่นวายมาสู่สังคมมนุษย์ ถ้าควบคุมไม่ได้ก็จะนำไปสู่สงครามครั้งใหญ่ๆ เสมอ

 

อย่างไรก็ตามระบบทุนนิยมเป็นระบบที่มีประสิทธิภาพในการผลิตมาที่สุด การละทิ้งระบบนี้ อาจทำให้สังคมขาดการพัฒนาความรู้และเทคโนโลยี ทีช่วยให้มนุษย์รอดพ้นจาก ภัยธรรมชาติ เพื่อให้ระบบทุนนิยม เป็นกลไกในการสร้างสรรค์ เทคโนโลยีในด้านต่างๆ ระบบการเมืองจึงต้องพัฒนา สถาบันใหม่ๆขึ้นมาเพื่อควบคุม การเปลี่ยนทุกอย่างให้เป็นสินค้า เช่น การป้องกันการค้ามนุษย์ โดย สร้างจิตสำนึกในเรื่อง สิทธิความเป็นมนุษย์ขึ้นมา แม้ผลจะ ไม่สามารถหยุดการค้ามนุษย์ไปหมด แต่ทำให้ความร่ำรวยจากการกดขี่ผู้อื่นไม่เป็นที่ยอมรับในระดับ รัฐ (เหมือนในสมัยเวนิช) ที่ชวนให้คิดก็คือ เรื่องราวการเอารัดเอาเปรียบ ยังสามารถพบเห็นได้ในปัจจุบัน ความรู้สึกที่ สัมผัสได้ กับความละโมกที่ พยายามกดให้ผู้อื่นต้องทำตามและเชื่อฟัง ยังอยู่ เพียงเพื่อให้คนเหล่านั้นเป็นฐานอำนาจทางการเมืองและเศรษฐกิจ ยังไม่ได้เปลี่ยนแปลง ไปจากในอดีตซะเท่าไร เห็นได้จาก หนังAV ยี่ปุ่น ยิ่งเด็กลงทุกวัน กดขี่มันเข้าไป สนองความอยากความต้องการชั้นต่ำ ซ้ำร้าย รู้มาว่า ตัวผู้หญิงเองก็เต็มใจจะเป็นแค่สิ่งค้าเสียด้วย ทุกวันนี้โลกการค้าพลังทางเศรษฐกิจได้ครอบงำมาจนเข้าไปในใจแล้ว  เคยได้ยินคำว่าต้องขายตัวเองให้ได้ไหม  เป็นคำที่มันชักชวนให้รู้สึกว่า เป็นความ เก่ง เท่ห์ ถ้าขายตัวเองได้ พอใครไม่ยอมเซล ตัวเอง ก็โดนด่าว่า attitude ไม่ดี โธ่เอ๋ย ก็แค่ได้เป็นสินค้า สินค้ามันจะคุยภาษามนุษย์ ได้ยังไง ก็ต้องสินค้า คุยกันเอง Attitudeถึงจะตรงกันไง เป็นมนุษย์ก่อนแล้วค่อยมาคุยกัน

 

การที่สังคมหนึ่งสะสมทุนได้ในระดับหนึ่ง ช่วยให้สามารถจัดการให้บางกลุ่มคนที่มีความรู้ความสามารถ ทุ่มเทใช้เวลาให้กับการคิดค้นความรู้และเทคโนโลยี ในการผลิต โดยไม่ต้องวิตกในเรื่องความต้องการพื้นฐานของร่างกาย ความรู้ใหม่ๆ ช่วยยกระดับสภาพสังคมให้รอดพ้นจากความขัดสนตามธรรมชาติ เรามีอาหาร น้ำ อย่างเหลือเฟื้อ จนกระทั่งประชากรในบางประเทศต้องพยายามลดน้ำหนัก (ความอ้วนที่ไม่ได้เกิดจากโรคหรือ กรรมพันธ์จึงถูกรังเกียจ) เราเดินทางได้ไกลขึ้น รวดเร็วขึ้น ค่าใช้จ่ายถูกลง จนสามารถทำงานห่างออกจาก ที่พักได้มาก หรือ ขยายความเป็นเมืองออกไปได้ไม่มีที่สิ้นสุด เทคโนโลยีที่ถูกคิดค้น ช่วยให้เรามีชีวิตนานขึ้น มีสุขภาพที่ดีขึ้น และดูเหมือนจะทำให้ สังคมมีความสุขขึ้น ในประเทศที่ ระบบทุนนิยม มีความก้าวหน้า จึงมีความระมัดระวังในการหลีกเลี่ยงการกดขี่ผู้อื่นเพื่อสะสมทุนโดยตรง การค้นคิดเทคโนโลยีจึงเป็นไปอย่างเข้มข้น นั้นเป็นเพราะ ไม่มีใครยอมให้กับอำนาจ ที่ต้องการถูกชักจุงและ ชี้นำได้ด้วยการบังคับและลงโทษอีกต่อไป เทคโนโลยีจึงเป็นปัจจัยสำคัญในการเพิ่มผลผลิตโดยนัยยะที่ซ่อนไว้ก็คือ หลีกเลี่ยงการใช้แรงงานโดยตรง มีการสนับสนุนให้แรงงาน เรียนรู้ที่จะใช้ และคิดค้นเทศโนโลยี ผ่านกระบวนการศึกษาที่มีต้นทุนสุง รัฐจึงต้องสนับสนุนการศึกษา เพราะจะปล่อยให้ผู้ที่มีอันจะกิน ใช้ทุนส่วนตัวสนับสนุนลูกตัวเอง คนจนและลูกคนจนคงจนไปจนกว่าพระอาทิตย์จะดับ  (ที่บอกว่าจากรัฐ เพราะคิดว่ารัฐสามารถบังคับให้ คนจนตระหนักถึงการให้การศึกษาแก่ลูก ที่จะกลายเป็นแรงงานพัฒนาประเทศสามารถใช้ความรู้เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกบังคับโดยตรงได้)

 

สำหรับประเทศทีระบบทุนนิยมล้าหลัง และไม่มีความรู้เพียงพอจะสร้างเทคโนโลยีเป็นของตนเอง (ในประเทศล้าหลัง การซื้อเทคโนโลยีมักจะต้นทุนต่ำกว่าการสร้างเอง) กระบวนการเปลี่ยนให้ทุกอย่างเป็นสินค้า ยังดำเนินต่อไป เช่น มีการใช้แรงงานเด็กในโรงงาน และ แรงงานผู้หญิงในไร่ จากนั้น ก็มีสถาบันขึ้นมาเพื่อปกป้อง ไม่ให้มีการสะสมทุนในลักษณะเช่นนี้ อีกหนทางหนึ่ง ในการสะสมทุน คือมีการเปลี่ยนวัฒนธรรมให้เป็นสินค้า ในยุดเริ่มต้น มีการซื้อขายกันตรงๆ อยู่ในรูปแบบการค้าของเก่า จนไปถึงขโมย ทับหลัง พระพุทธรูป กันเลย ต่อมาพัฒนาควบรวมไปกับการท่องเที่ยว ทำให้มีการรักษา วัตถุโบราณพร้อมไปกับการสะสมทุน และการท่องเทียว ก็เป็นเครื่องมือกระจายความมั่งคั่งได้อย่างดี

 

แต่การมีวัฒนธรรมเก่าแก่ และภูมิศาสตร์ที่ดี วิธีการในการสะสมทุน จึงมีความพยายามน้อยที่จะพัฒนาให้มีเทคโนโลยีเป็นของตัวเอง แต่กลับมีความพยายามที่จะเปลี่ยน อะไรก็ตามที่คิดว่าขายได้ให้เป็นสินค้าเสียเลย สิ่งที่น่าตะหนกมันอยู่ที่ว่ามีบางคนเข้าใจว่า ถ้าเปลี่ยนให้เป็นสินค้าไม่ได้ จะทำให้ระบบเศรษฐกิจของประเทศอับจน แล้วขยายความเข้าใจเช่นนี้ต่อสาธารณะให้เข้าใจแบบนี้ด้วย เรียกว่า หลอกตัวเองยังไม่พอยังเที่ยวไปหลอกคนอื่นอีก ก็มีคนยอมให้หลอก แต่ก็มีบางที่ไม่ยอมถูกหลอก ดันคิดไปว่า ความเห็นแตกต่างนำไปสู่ข้อสรุปที่เหมาะสม สติปัญญาที่เพิ่มขึ้น ก็เพิ่งรู้ว่ามันใช้ไม่ได้กับองคกรที่ใช้อำนาจเป็นหลัก สงสารคนอื่นต้องยอมเชื่อเช่นนั้น เพียงเพราะว่า ไม่รู้จัก คิด ในแบบที่เขาไม่ได้สอนมายังไง

 

ที่ต้องเกริ่นมายาวก็เพราะ อยากให้เห็นว่า ความต้องการที่จะสะสมความมั่งคั่งผ่านหน่วยนับไร้ขีดจำกัด ทำให้มีการเปลี่ยนสิ่งต่างๆให้เป็นสินค้าได้เกิดขึ้นมาตลอด โดยที่บางประเทศก็พัฒนาตลาดใหม่ ผ่านการพัฒนาTechnology แต่บางประเทศก็สะสมทุนผ่านการเปลี่ยนทุกอย่างให้เป็นสินค้า เป็นอย่างนี้เรื่อยไปตราบเท่าที่ ความต้องการ ยังคงอยู่ ความต้องการไม่ใช่เรื่องผิด แต่ที่เป็นความถามก็คือ ความต้องการทีนำไปสู่ความเศร้า ความทุกข์ เช่น ความต้องการที่จะฝืนธรรมชาติ เป็นเรื่องที่ให้ผลดีกับใคร ต่างหาก

 

TCDC อาศัยความต้องการ คงความสวยงาม ของมนุษย์ ผู้เต็มไปด้วยกิเลส ความปราถณาที่จะสวยและรักษาความสวยนั้นไว้ ความเข้าใจและความสามารถในการตอบสนองความต้องการดังกล่าว สร้างตลาดใหม่ขึ้นมา สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้ โดยTCDC จัด นิทรรศการ ภายใต้ชื่อ ว่า อจีรัง คือโอกาศ (โอกาศทางธุรกิจ) โดยส่วนตัวแล้วนิทรรศการนี้ ดูขัดใจบ้าง เริ่มจาก การจัด โต๊ะอาหาร (ข้ามเรื่องอวกาศในโลงศพฝรั่งไปเพราะไม่เห็นประโยชน์ต้องเอามาใส่ไว้เลย นอกจาก ทำให้งงๆ แค่รู้สึกว่า ถ้าทุกคนรู้ว่าตัวเองเป็นเพียงแค่จุดเล็กๆในโลกสีน้ำเงินที่โดดเดียวในจักรวาลจริงๆ ก็คงต้องรักกันมากกว่านี้ ) ที่อาหารบนโต๊ะเน่าลงไปเรื่อยๆ (ก๊าซมีเทนจากกระบวนการเน่าเกาะอยู่ที่กระจกจนมองไม่เห็นแล้ว) เหมือนเป็นการบอกว่า ความมั่งคั่งไม่แน่นอน รีบกินกันก่อนที่ทุกสิ่งมีการเปลี่ยนแปลง เสื่อมลง

 

กระจกที่กั้นกลิ่นเน่าของอาหารกับผู้ชม มีข้อความอธิบายว่า มีวิธีเก็บอาหารให้ยาวขึ้นได้ อย่างไรบ้าง เช่น ทำให้แห้ง ใช้เกลือ เป็นต้น ช่วงนี้ผมตีความว่า มันเป็นความจำเป็นสำหรับชีวิต ที่จะต้องจัดเก็บอาหารที่เกี่ยวเก็บเกี่ยวได้ ในช่วงฤดูที่ รุ่งโรจน์ ให้ยังคงมีอาหารเพียงพอสำหรับการผ่านฤดู หนาวอันโหดร้าย การเก็บอาหารจึงไม่ใช้โอกาศทางธุรกิจแต่อย่างใด เป็นความจำเป็นของชีวิต ในช่วงเวลาที่ Technology การเก็บรักษายังไม่ถูกพัฒนา คือถ้า เราผลิตได้ เรื่อยๆ ตลอดเวลา เช่นในประเทศที่ ภูมิอากาศเหมาะกับการเพาะปลูกอยู่ตลอดเวลา จึงไม่ค่อยพบ วิธีการเก็บแปรรูปเพื่อรักษาอาหาร ถึงตอนนี้ แปลว่า ผู้คนที่อยู่ในอุดมสมบรูณ์ เป็นพวกที่ไม่มีความคิดในการเก็บรักษาอาหารอย่างนั้นเหรอ อย่างไรก็ตาม การนำกล้องจิ๋วถ่ายไว้ ตลอดเวลา ดูจะไม่เป็นประโยชน์อะไร ถ้าจะให้ดี น่าจะนำภาพที่ ถ่ายไว้ตั้งแต่วันแรก มา replay เร่งให้เห็นกระบวนการย่อยสลายจะน่าสนใจไม่น้อย

 

ต่อมาเป็นเรื่องการ ทำมัมมี่ ดูเหมือนจะมีทิศทางเดียวกับหัวเรื่องนิทรรศการ ความต้องการเป็นอมตะ สร้างโอกาศได้ จะดูขัดใจตรงที่จุดประสงค์ของความต้องการรักษาความเป็นอมตะนั้นเอง เป็นเพราะไม่ใช้เป็นจุดประสงค์ทางเศรษฐกิจ แต่เป็นทางการเมือง กรณีของมัมมี่ คล้ายกับที่จิ้นซี ฮองเต้ ที่พยายามค้นหา ยาที่จะทำให้ตัวเอง เป็นอมตะ จนในที่สุดการเชิญพระศพกลับเมืองหลวงโดยขุนนางต้องกลบกลิ่นเน่าเหม็นด้วยกลิ่นปลาเน่า ซึ่งก็ดูไม่ค่อยเกี่ยวกันกับโอกาสทางธุรกิจซะเท่าไร หรือตั้งใจจะแสดงให้เห็นว่า ความต้องการชนิดนี้ เกิดขึ้นมาแล้วในประวัติศาสตร์ แต่ทำไมไม่ยอมบอกว่าเมื่อความเชื่อที่ยึดโยงอำนาจทางการเมืองหมดไป การทำมันมี่ก็จบลง กรณีศึกษาของจิ้นซี ยังทำให้ เจงกิงข่าน จึงไม่มีความพยายายที่จะเป็นอมตะด้วยซ้ำ เพราะเข้าใจดีว่าเป็นไปไม่ได้ การไม่กล่าวถึงจุดประสงค์ทีต่างกันเป็นเพราะกลัวว่าจะไปกระตุกต่อมคิดที่ว่า ถ้าไม่มีความพยายาม(ความต้องการ)จะสวยจะทำให้ระบบเศรษฐกิจหมดโอกาสในการตอบสนอง กระตุกการบริโภคที่ฝืนธรรมชาติ อย่างนั้นหรือป่าว

 

การจัดแสดงเครื่องมือผ่าตัด ตอบคำถามได้ดี แม้มีบทหนึ่งในหนังสือ เศรษฐศาสตร์เบื้องต้น เขียนโดย Menkiw ที่นักเรียนบริหารทุกสถาบันใช้อยู่ กล่าวว่า การที่บุคคลคนหนึ่งดูดีกว่าคนอื่น จะเพิ่มโอกาสการหาเงินได้มากกว่าก็ตาม แต่การทำศักยกรรมตกแต่ง ก็ไม่ได้เริ่มต้นจากความต้องการที่จะรั้งความสวยงามเอาไว้ มันเริ่มต้นจาก ความต้องการรักษา ผู้ป่วยจากอุบัติเหตุร้ายแรง แต่ถ้าดูนิทรรศการแบบไม่คิดอะไร อาจทำให้เข้าใจไปว่า การพัฒนาศักยกรรมเกิดขึ้นเพราะความต้องการคงความสวยไว้ แม้ในความเป็นจริงจะปรากฏจำนวนเงินมหาศาล ถูกใช้เพื่อเสริมความงามก็ตาม นั้นก็เป็นเพราะว่า ใช้แรงจุงใจทางตลาดสร้างหมอศักยกรรมตกแต่ง เก่งๆ นั้นเอง อาจกล่าวได้ว่าความต้องการตกแต่งเพื่อความสวยงามมิได้มีอิทธิพลเพียงพอที่จะทำให้เกิดศาสตร์แขนงนี้เลย เพียงแต่ความต้องการสวยต่างหากได้เข้าไปบิดเบือน จุดประสงค์ของศัลยกรรมตกแต่ง และเป็นที่กล่าวขานก็เพราะมันได้เพิ่มระดับการสะสมทุนในระบบเศรษฐกิจ เท่านั้น ขอคิดต่อเล่นๆหน่อย ว่าศาสตร์บริการด้านศัลยกรรมตกแต่งก็เป็นของต่างประเทศ อุปกรณ์ที่ใช้ตกแต่งและ สารที่ใช้ในธุรกิจนี้ก็ไม่ได้ผลิตในประเทศ แล้วถ้าให้ศัลยกรรมตกแต่งเพิมความสวยงาม มีส่วนขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เงินทุนมันจะอยู่ภายในประเทศสร้างGDPซักเท่าไร อย่างลืมนะครับว่า ดีย่อมาจาก อะไร

 

ส่วนเรื่อง บ้านเมืองเก่าๆ หรือเทศการล่วงโรย โดยการรักษาให้บ้านเมืองสะอาดคงลักษณะเหมือนเดิม มีต้นทุนที่คุ้มค่ากับการท่องเที่ยว ดูจะออกเป็นแนวบิดให้เข้ากับ เรื่องราวที่ปลูกมาตั้งแต่ต้น ส่วนนี้ไม่เข้าใจ จริงๆ ขอข้าม

 

เรื่องธุรกิจการขนส่งความสด โดยกล่าวในทำนองที่ว่า เพื่อรักษาความสดของดอกไม้ ที่สร้างความมั่งคั่งให้ประเทศเนเธอแลน์ แล้วบอกว่า ประเทศเราควรใช้แนวคิด Comparative advantage ให้เป็นประโยชน์ คงต้องแนะนำให้ศึกษากรณี ของ Dutch Economy เป็นพิเศษหน่อย เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับการทุ่มเท ของรัฐบาลตามหลักการ Comparative advantaged อย่างเชื่อมั่นมาก และทำให้ระบบเศรษฐกิจของประเทศเกือบพังมาแล้วเมื่อ รสนิยมการบริโภคดอกไม้เปลี่ยนไป เรื่องนี้มีรายละเอียดอย่างไร ปล่อยให้คนขี้สงสัยถาม ผู้รู้ทางเศรษฐศาสตร์เอาเอง ใครก็ได้ รู้เกือบทุกคน เพราะเรื่อง Dutch economy มีชื่อเสียงมาก เป็นกรณีศึกษาหนึ่งที่โดดดังในเรื่องของ Comparative advantage เลยก็ว่าได้ และถ้าสงสัยต่อ อยากให้ศึกษาเรื่อง ลิขสิทธ์ของดอกไม้ ด้วย คำตอบที่ได้จะทำรู้สึกได้เลยว่าทางเลือกทางเศรษฐกิจไม่ใช่เรื่องง่ายในการตัดสินใจเลย ไม่ง่ายเหมือนที่ปรากฎในป้าย ถ้าเพียงแต่แค่แหย่ให้ผู้มาใหม่คิด คนเก่าๆตอบแทนให้เลยว่าเรื่องนี้ มีความคิดกันมานานมาก ไม่งั้นจะสรุปอยู่ที่การส่งออกแต่กล้วยไม้ทำไม

 

ที่เป็นเรื่องใหม่อยากอวดเพิ่มเข้าไปใน กรณี ตลาดขายดอกไม้ในยุโรปก็เพราะ มันเคยถูกใช้เป็นต้นแบบในการพัฒนา E-commerce หรือ B2C เมื่อปลายปี 2000 เป็นกรณีนี้ถูกนำเสนอในชั้นเรียน เป็นโจกย์ ให้นักเรียน MBA ลองนำเสนอกระบวนการจัด ซื้อและกำหนดราคา ของดอกไม้เสียใหม่โดยอาศัยเทคโนโลยีที่กำลังมาแรงในช่วงเวลานั้น นั้นก็คือ IT

 

การที่ต้องตัดดอกไม้มากองรวมไว้ที่ตลาด จากนั้น ผู้ขายก็ทำการแยกประเภทจัดขนาดจำแนกสี และให้ผู้ประมูลพิจารณามูลค่า จากสีและความสดของดอก โจกย์ก็คือทำอย่างไรจึงจะ ลดกระบวนการจัดส่งจากผู้ผลิตไปยังผู้บริโภคได้ โดยใช้ IT ในชั้นเรียนมีความคิดที่จะนำกล้องไปตั้งไว้ในทุ่งที่ปลูกดอกไม้ เลย จากนั้นก็พิจารณาสีขนาดและจำแนกผ่านกล้อง เลย และนำภาพของดอกไม้สถาที่ปลูก มาเสนอขายในตลาด โดยที่ผู้ซื้อที่เสนอราคา ดีที่สุดก็ได้ดอกไม้ไป เรื่องแบบนี้ลดกระบวนการที่จะต้องนำดอกไม้เข้ามาในตลาดได้อย่างมาก เพิ่มความสดใหม่ให้กับลูกค้า

 

แต่ในช่วงเวลานั้นสิ่งที่ขาดก็คือ การเทียบสี ผ่านระบบการสื่อสาร เพราะยังไม่มี โทรทัศน์ไหนในโลกให้สีได้ตรง ตามที่เห็น หรือแม้กระทั่งกระบวนการจัดส่งที่ต้อง สร้างเส้นทางใหม่ ตลอดเวลา ต้นทุนในการกำหนดเส้นทางขนส่งใหม่ทุกครั้งยังมีราคาสุงอยู่ แนวคิดให้การปรับปรุงกระบวนการทำงานทางธุรกิจก้าวล้ำเกินความสามารถทาง Technology แต่แนวคิดนี้ก็ถูกใช้กำหนดทิศทางพัฒนา ผลิตภัตฑ์ และบริการ เพื่อตอบสนองกระบวนการปรับปรุงคุณภาพของสินค้าอยู่เสมอ มีการพัฒนา ทีวี ที่มีสีสรรความคมชัดใกล้เคียงกับของจริงมากที่สุด กล้อง ดิจิตอน ที่มีความละเอียดมากขึ้น บริษัทที่เกี่ยวข้องกับการผลิต สินค้าTechnology ดังกล่าวเห็นถึงโอกาศและทิศทางในการพัฒนา หมายความว่า เมื่อไรก็ตามที่เห็น ทีวี ที่คมชัดขึ้น หรือ ธุรกิจขนส่งสินค้าที่ซับซ้อน ก็จะนึกถึงช่วงเวลาที่นำเสนอกระบวนการเหล่านี้ แม้เป็นเพียงความคิดในชั้นเรียนมันก็ล้ำมาก และพอคิดถึงเพื่อนๆที่แข่งขัน นำเสนอ ทำให้รู้สึกว่า มีความคิดดีดี อยู่เยอะไม่จำเป็นต้องกระตุก คนพวกนี้ด้วยต้นทุนที่มากมายขนาดนี้ แต่พอบอกให้เอาเรื่องพวกนี้ลงไปกระตุกกลุ่มคนที่ไร้โอกาศในการเข้าถึงแหล่งความรู้ละก็ ทำเป็น บอกว่ามันไม่ใช้ภาระกิจของเรา โธ่เอ๋ย นับวันยิ่งแสดงตัวตนที่แท้จริงขึ้นมาเรื่อยๆ อย่าลืมว่า ไม่มีใครสามารถหลอกทุกคนได้ทุกเวลา หรอก

 

การนำเสนอความไม่ยั่งยืนตามธรรมชาติของมนุษย์ เพื่อนำไปสู่ประโยชน์ทางธุรกิจ มองข้ามสัปเร่อเจ้าสำนักของการได้ประโยชน์จากความตาย ความแก่ความเสือม กลายเป็นสิ่งที่ไม่พึ่งปราถนา ความตายดูจะเป็นเรื่องไกลตัวในโลกที่เต็มไปด้วยความรู้ ด้านโรคภัยไข้เจ็บ ความรู้ที่ช่วยลดอุบัติเหตุในการเดินทาง ผู้คนรู้สึกแย่กับอายุที่เพิ่มขึ้น ความรู้สึกดีใจที่รอดพ้นจากภัยอันตรายรอบด้านมาได้จนครบปีได้หายไปจนหมด อำนาจของเศรษฐกิจได้เข้าครอบงำความคิดและเปลี่ยนทุกอย่างให้เป็นสินค้าไปเสียแล้ว (Commodification) เป็นไปตามที่ Kral Marx ได้กล่าวไว้เมื่อร้อยปีก่อน

 

 

ถ้าใจร้ายจะ อวยพรว่าหวานๆว่า ขอให้ร่ำรวยขึ้น มีอำนาจมากขึ้น

 

แต่ สำหรับทุกคนที่อ่านมาถึงตรงนี้ ขออวยพร ให้มีสติและปัญญาเพิ่มขึ้น เพราะมันทำให้เห็นกิเลสของตนและของผู้อื่น

 

สวัสดีปีใหม่ 2009 ครับ

 

 

 

 

 

 

เผยแพร่ใน:  on ธันวาคม 26, 2008 at 1:21 pm ความเห็น (1)