ลักษณะอำนาจของ Capitalism

โดย ธีรพงศ์ ไชยมังคละ

อำนาจทางสังคมสุงสุดก็คืออำนาจปกครอง ไม่ว่าจะอยู่ในรูปแบบใดตลอดช่วงเวลาในประวัติศาสตร์ไม่เคยมีใครหรืออะไรที่ท้าทายอำนาจนี้จนสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงในระดับโครงสร้างได้ .. จนกระทั่ง Locke และ Smith เสนอ ลักธิเสรีนิยม อำนาจปกครองก็ได้ถูกท้าทายจากอำนาจที่เกิดจากลักธิใหม่ ถูกดูดกลืนปรับเปลี่ยนการใช้งานโดยกลุ่มคนที่มีทั้งอุดมการณ์วิถีชีวิตและวัฒนธรรมใหม่ รู้จักกันในชื่อพวกบูรชัวชี  กล่าวได้ว่าโครงสร้างอำนาจปกครองแต่เดิมถูกจัดการเสียใหม่

บูรชัวซีค่อยๆยึดอำนาจจากกลุ่มผู้ปกครองเดิม เพื่อกำหนดใช้อำนาจปกครองเสียใหม่ให้สอดคล้องกับผลประโยชน์ของตน เช่น ในทางเศรษฐกิจพวกเขาออกกฏหมายคุ้มครองกรรมสิทธิ์ส่วนบุคคล(หรือส่วนของพวกเขา) ในทางการเมือง ได้กำหนดกติกาในการเลือกผู้เข้ามาใช้อำนาจปกครอง และถ้ามีใครหรือกลุ่มใดใช้อำนาจปกครองผิดไปจาก วิถี อุดมการณ์และวัฒนธรรมของตน พวกเขาก็จะโค่นมันเสีย ทั้งในรูปของกติกาหรือพลังของคนส่วนใหญ่ที่เรียกกันว่าประชาชน……

อำนาจใหม่ที่เกิดขึ้นภายหลังนี้เรียกว่า อำนาจทางเศรษฐกิจ เป็นระบบเศรษฐกิจที่ไม่ได้พึงอิงความอุดมสมบรูณ์ที่มีตามธรรมชาติ แต่อยู่ในรูปแบบของการผลิต และความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์(การแลกเปลี่ยน)เพื่อเสริมให้อำนาจผลิตนั้นมีอิทธิพลครอบงำการกระทำทุกอย่างของมนูษย์ และจากนั้นเป็นต้นมา ความรู้ของมวลมนุษย์ก็มุ่งเน้นไปสู่วิธีการผลิตสิ่งใหม่ๆ และกลวิธีที่ทำให้ขายมันให้ได้.. ซึ่งบ่อยครั้งที่ดูเหมือนความรู้นั้นถึงขั้นท้าทายธรรมชาติด้วย

อำนาจใหม่ของคนกลุ่มใหม่ในสังคมที่ท้าทายอำนาจปกครองของมนุษย์ที่คุ้นเคยกันมามาเป็นพันๆปีนี้ รู้จักกันในนาม ทุนนิยม ( Capitalism หรือความกระสันอยากเป็นเมืองสำคัญจนตัวสั่น) ..เป็นอำนาจที่เกิดขึ้นมาในประวัติศาสตร์สังคมมนุษย์เมื่อไม่กี่ร้อยปีที่ผ่านมานี้เอง…..และจากผลงานที่ สามารถปรับเปลี่ยนอำนาจปกครอง ผลิตสิ่งอำนวยความสะดวกให้มนุษย์ จึงค่อยๆขยับฐานะจากน้องใหม่กลายมาเป็นอำนาจในกระแสหลักที่ก้ามข่มอำนาจปกครองแต่เดิมได้ และดูเหมือนจะไร้เทียมทาน  .. ซึ่งดูเหมือนหลายคนเชื่อว่าทุนนิยมเป็นอำนาจทางสังคมที่จะอยู่กับมนุษย์ตราบนี้ไปจนสิ้นโลก..

เรียงความที่ระลึกวันตรุษจีน ปี 2555

โดยธีรพงศ์ ไชยมังคละ

นอกจากภาษาพูดที่แตกต่างกันแล้ว ยังมีอาชีพแตกต่างกันด้วย เช่น พวกแต้จิ๋วจะเป็นพ่อค้าขายส่ง พวกกวางตุ้งเป็นช่างไม้ช่างกล ไหลลำเป็นคนรับใช้ตามบ้านเรือนโดยเฉพาะชาวยุโรป รวมถึงภัตตาคารจีน ส่วนฮกเกี้ยน ส่วนใหญ่อยู่ภาคใต้ ทำเหมืองแร่ และมีอิทธิพลทางการเมืองระดับท้องถิ่น… แต่การแบ่งนี้ก็ไม่ได้เข้มงวดเด็ดขาด ………(วิลเลียม สกินเนอร์เขียนไว้ในหนังสือ สังคมคนจีนในประเทศไทย). จีนติดต่อค้าขายกับไทยมาเป็นระยะเวลานาน ด้วยรูปร่างและความเชื่อที่แตกต่างกันไม่มากทำให้คนจีนผสมปนเปกับคนไทยได้ไม่ยาก  จนยากที่จะแยกออกจากกันได้ นอกเสียจากการแต่งตัวและวัฒนธรรมที่เจ้าตัวเลือกใช้   อย่างไรแล้วพวกเขาได้ยึดครองอาชีพในระบบเศรษฐกิจ ทั้งการค้า(ส่ง/ปลีก, ระหว่างประเทศ) การผลิต การธนาคาร ไปเสียหมด คงเหลือไว้แต่การกสิกรรมและราชการ ที่ยังคงเป็นอาชีพสำหรับคนไทย

ถึงพวกเขามีระบบการแบ่งตลาดตามภาษาและอาชีพ แต่ก็ใช้วัฒนธรรมเดียวกันนั้นก็คือ วันตรุษ ที่ต่างก็หยุดการทำงานตามประเพณีเป็นเวลา 3 วัน มาตลอดโดยไม่คำนึงถึงว่า ราชการจะหยุดให้หรือไม่ การหยั่งรากลึกในสังคมไทยเรื่อยมาตลอดระยะเวลาหลายร้อยปี ประกอบกับอำนาจที่มาจากการยึดกุมฐานเศรษฐกิจ ทำให้มีแนวโน้มจะทำให้ ประเพณีไทย ต้องย้ายมาทำกันที่วันตรุษจีน เนื่องจากแรงงานที่เข้ามาทำงานรับจ้างในเมืองต่างรอช่วงเวลานี้ เพื่อจะกลับไปเยี่ยมพ่อแม่ ปูย่าตายาย และดูเหมือนเป็นโอกาสเดียวในรอบปีที่พวกเขาจะอยู่กันพร้อมหน้ากันได้ …

จนกระทั่ง รัฐบาล พลเอก พลเรือเอก พลอากาศเอก ชาติชาย ชุณหะวัณ (5 เมษายน พ.ศ. 2463 — 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2541) ได้ประกาศวันหยุดสงกรานต์เพิ่มจากเดิมที่หยุดวันเดียวมาเป็น 3 วัน ..จากนั้นเป็นต้นมา ตรุษจีนในเมืองไทยก็ลดบทบาทในฐานะวันที่รอคอยลง อย่างมาก…ยังคงเหลือเฉพาะในกลุ่มคนที่ใช้วัฒนธรรมจีนในประเทศไทยเหมือนเช่นเดิม.

และไม่ว่า มาเลเชีย อินโดนิเชีย สิงคโปร์ หรืออีกหลายๆ ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะให้ตรุษจีนเป็นวันหยุดราชการอย่างไร ก็ขอ ซินเจียยู่อี่ ซินนี้ฮวดใช้ … สวัสดีปีใหม่ ปีมังกร ขอให้ ร่ำรวย ๆ กันทุกๆคน

เรียงความที่ระลึกกรณีจ่ายชดเชยให้กับผู้สูญเสีย ปี 2555

รัฐบาลยิ่งลักษณ์ตัดสินใจนำเงินภาษี มาจ่ายเงินชดเชยผู้เสียชีวิตในเหตการณ์ที่ปะทุขึ้นต้นปีที่แล้ว แม้จะถูกวิจารณ์อย่างหนักจากฝ่ายตรงข้ามถึงความเหมาะสม แต่ก็มีความสำคัญมากสำหรับการเปลี่ยนแปลงทางสังคม   

กลุ่มคนที่ต้องชดเชยเยีบวยานี้  แม้จะเป็นเพียงเบี้ยที่ถูกปลุกให้สู้ตามอุดมการณ์ที่ลอกตะวันตกมา ถูกใช้เป็นเครื่องมือต่อรองทางการเมืองของกลุ่มอำนาจที่ต้องการความชอบธรรมในตรรกะของตน ดูจะเป็นเหยือทางการเมืองอย่างไร้เมตตา เพื่อให้ผู้นำของตนเข้าสู่อำนาจปกครอง.. แต่ก็มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่ง ในนำการเปลี่ยนแปลงมาสู่สังคมไทย

 การต่อสู้ทางสังคมครั้งให้บทเรียนว่า อำนาจ จะไม่ผูกขาดโดยสถาบันใดสถาบันหนึ่งอีกต่อไป ถ้าลองนึกย้อนกลับไปช่วงเวลาหลัง 19 กย ใหม่ๆ  บรรยกาศในเวลานั้น มีทั้งความแปลกใจ ความยินดี คละเคล้ากันไป  แต่มันก็ผลิตซ้ำน่านิยมในโครงสร้างอำนาจเดิม ซึ่งแสดงให้เห็นจากการที่มีนายทหารรุ่นใหม่ หลายคน ถึงกับเอ่ยชื่นชมการกระทำครั้งนี้ของรุ่นพี่ ราวกับว่าเป็นจุดสุดยอดของอาชีพทหาร และตัวเขาเองโตขึ้นก็อยากโค่นรัฐบาล ..โค่นอำนาจรัฐบ้าง

. ซึงผลของการต่อสู้ยิบตาของอำนาจใหม่นี้ ได้สั่งสอนคนพวกนี้ให้ตระหนักถึงการเปลี่ยนแปลง ที่เกิดขึ้นบนโลกใบนี้ (เราน่าจะเตือนให้ทหารตระหนักไว้ว่า สัดส่วนที่เหมาะสมระหว่างขนาดของประเทศกับกองทัพ ในความเห็นของ พ.อ. พระยาทรงสุรเดช มีแค่ระดับนายพันเท่านั้น การจัดองค์กรให้มีถึงขั้นนายพล เป็นภาระที่มากเกินไป ต่อระบบเศรษฐกิจ)

นี้ยังไม่นับการเปลี่ยนแปลงทางสังคมในหลายๆมิติ เช่น มันได้ดึงผู้คนทั้งหมด ให้หันมาสนใจปัญหาการเมือง ดึงดูดทุกอาชีพตั้งแต่คนมีรายได้มากจนถึงรายได้ไม่มาก (เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยทีตลอดสิบปีไม่เคยถามเรื่องราวทางการเมืองก็เริ่มสอบถามพูดคุย) ปรับทัศคติของกลุ่มอำนาจเดิม ที่เคยคิดว่าการเมืองเป็นเรื่องเฉพาะผู้มีหน้าที่ เช่น นักรัฐศาสตร์ นักเศรษฐศาสตร์ นักกฏหมาย (การเมืองแยกจากการทหารมาตั้งแต่ลัทธิพาณชยนิยมเสื่อมลง) เริ่มมีกระบวนทบทวนการเปลี่ยนแปลงทางสังคมที่ผ่านมาที่ส่งผลให้บางกลุ่มบางพวกออกอาการกระแดะ ถึงขั้นปรามาสคนจนว่า พวกเขาอาจเมตตาส่งคืนปัญญาให้สักที เป็นต้น และมีตัวอย่างอีกมากมายที่สะท้อนว่า สังคมเปลี่ยนแปลงไปแล้ว

ถ้าใครลองนึกย้อนกลับไปไม่ถึง สิบปี คงไม่มีใครสามารถจินตนาการได้ว่า องคมนตรีจะโดนว่าร้ายได้ขนาดนี้ หรือแม้แต่ ประมุขสุงสุดก็ตาม แต่ถึงตอนนี้ ทุกอย่างก็เป็นไปได้

โดยสรุปก็คือ สังคมกำลังเริ่มต้นกระบวนการเลิกกระแดะบนสมมุติฐานที่แต่งเติม และหันกลับมาใช้ความจริงเป็นฐานในการก้าวเดินต่อไป ถึงแม้จะยังไม่อาจเรียกได้ว่า ความฝันของสังคมไทยได้ก่อตัวขึ้นแล้วก็ตาม

อาจกล่าวได้ว่า เบี้ยไพร่ที่ได้รับการชดเชยในครั้งนี้ เป็นการตอบแทนคุโนปการต่อสังคม ควรต้องจ่าย และเมื่อเทียบดูจะน้อยเกินไปด้วยซ้ำ

แต่การแยกพวกเขาออกเป็นสองท่อนง่ายๆ แบบ เบี้ยกับขุน เพื่อให้เกิดความเห็นอกเห็นใจซึ่งกันและกัน เพราะเราต่างก็เป็นเบี้ยด้วยกันทั้งสิ้น โดยชี้ให้เห็นว่า พวกเบี้ยเหล่านี้สู้โดยไม่คิดว่าหลังจากนั้นรวยหรือไม่ เขาสู้เพราะอยากเห็นการเปลี่ยนแปลงจริงๆ และเชื่อว่าทุกคนต่างรู้ว่าสังคมกระแดะนี้ต้องการการเปลี่ยนแปลงจริงๆ การต่อสู้ของเบี้ยจึงมิใช่การสู้เพื่อรวย ..(แม้จะเกิดผลทางจิตวิทยาอย่างมากต่อกลุ่มเบี้ยที่ยังมีชีวิตอยู่ ถ้าสมมุติว่าต้องต่อสู้กันอีกครั้ง).

และเราต่างก็เชื่อกันว่า ผู้นำหรือ ขุน ที่เต็มไปด้วยการแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตัวไม่ได้มีเป้าหมายจะปรับเปลี่ยนสังคมกระแดะนี้จริงๆ เพราะเขาเองก็ยังคงได้ประโยชน์จากการใช้เบี้ย ที่มีจิตใจมากกว่าความคิดด้วย และเราก็มารอดูกันว่า เมื่อพวกเขา (ท่อนที่เป็นขุน) ได้อำนาจปกครองนี้แล้ว จะทำเพื่อใคร เพื่อไทยของเขาคือ นายทุน หรือคนจน (พวกเบี้ยที่สู้ยิบตาเพื่อมอบอำนาจปกครองให้ขุน(นางใหม่)) …. กันแน่

สวัสดีปีใหม่ 2555

ความสามารถในการครอบงำ ระบบปฏิทินของ ยุโรป ได้ทำให้ทุกอารยธรรมในโลกเข้าสู่ปีใหม่พร้อมๆ กัน

แม้จะเผยให้เห็นอำนาจความรู้ของยุโรปที่เหนือว่าที่อื่นๆ …… แต่การรับปฏิทินนี้ของอารยะธรรมอื่นๆ ว่าระบบปฏิทินยุโรปเป็นสากล แสดงให้เห็นถึง การลดอัตตา และยอมให้เหตผลของระบบปฏิทินยุโรป ที่สามารถอธิบายการเคลื่อนของจักรวาลได้ดีกว่า ปฏิทินที่เกิดจากอารยธรรมของตน ทำให้ปฏิทินจีน ปฏิทินไทย ปฏิทินอินเดีย และอื่นๆ ค่อยๆกลายเป็นวัฒนธรรมท้องถิ่น

การยอมรับความรู้ที่เจิดจรัญของยุโรปนี้ ก่อให้เกิดมิตรภาพระหว่างอารยธรรมต่างๆบนโลก ที่ค่อยๆงอกเงยขึ้นจากความเฉลียวฉลาดที่เฝ้าสังเกตดวงดาวและตีความออกมาได้อย่างน่าอัศจรรย์   มิตรภาพนี้เห็นได้จาก ผลที่ทั่วทั้งโลกทุกอารยธรรม countdown เกือบจะพร้อมๆกัน… ที่ต่อมาคาดว่ากิจกรรมนี้จะกลายเป็นมรดกของมวลมนุษย์

และความรู้นี้ยังทำให้เราตระหนักว่า เราอาศัยอยู่ในดวงดาวสีฟ้าสวยงามอย่างโดดเดี่ยว…วันนี้วันปีใหม่ จึงบอกกับเราว่่า โลกกำลังโคจรเข้าสู่ตำแหน่งเดิมเมือปีที่แล้ว ในระบบสุริยะจักรวาล.. “อีกครั้ง” …

เนื่องในวาระดิถีขึ้นปีใหม่ ไม่ว่าจะนับ 2555 หรือ 2012 ขอให้อำนาจแห่งความรู้ ที่แปรอยู่ในรูปสิ่งศักดิ์สิทธ์ ในแต่ละความเชื่อของแต่ละคน อวยพรให้เพื่อนๆพี่ๆน้องๆ มีความสุข มีจิตใจที่แจ่มใส มีสติปัญญา มีกำลังใจ ที่เข็มแข็ง เพื่อแก้ไขปัญหาที่แตกต่างกันไปในแต่ละคน และคงไว้ซึ่งมิตรภาพที่ยั่งยืนระหว่างกันตลอดไป  ….. สวัสดีปีใหม่ครับ

วัฒนธรรมเดียวกันภายใต้ระบบการปกครองที่แตกต่าง

ดร.เอบีซึ…. ทำไมผลงานวิจัยคุณถึงได้สรุปว่า วัฒนธรรมของสองฝั่งโขงยังเหมือนกันอยู่ ระบบสังคมนิยมฝั่งโน่น กับระบบประชาธิปไตยฝั่งนี้ไม่ก่อให้เกิดความแตกต่างเลยหรือ รูปแบบการปกครองไม่มีผลทำให้วัฒนธรรมแตกต่างกันอย่างนั้นเลยจริงหรือ….

ดร.ดีอีเอฟ.. ท่านครับ ลาวเขาประกาศว่าเป็นสังคมนิยม แต่จริงๆ เขาก็ไม่ได้เป็นสังคมนิยมจ้า นะครับ..เขายังปล่อยคนของเขาทำมาหากินแบบเดิมอยู่ ขนาดทางการ เอาป้ายมาติดไว้ทุกบ้านว่า ห้ามพูดคุยกับคนชาติอื่น เรื่อยเปือย เราเข้าไปพวกเขายังแอบมาคุยกับเราเลย เขาไม่ค่อยกลัวรัฐเท่าไร เฮฮาเหมือนชาวบ้านฝั่งเรา ทำมาหากินแบบสนใจอุดมการณ์สังคมนิยมน้อยมาก และระบบการเมืองก็ยังใช้วิธิสืบทอดอำนาจก็ยังคงเป็นแบบที่เคยเกิดขึ้นกันมาหลายร้อยปี เคยเป็นยังไงก็ยังเป็นอย่างนั้น(เครือญาติ) เจ้าแขวงที่จำปาศักดิ์แม้จะถูกแต่งตั้งจากเวียงจันทร์ แต่ยังเป็นญาติใกล้ชิดของผู้ปกครองเวียงจันทร์อยู่ดี

…แล้ว ท่านครับ ท่านคิดว่า ประเทศไทยเป็นประชาธิปไตยไปหมดทุกส่วนจริงเหรอครับ… ไหนจะซื้อเสียง ไหนจะคนส่วนมากไม่มีการศึกษา อะไรต่อมิอะไรที่เราต่างรู้กันอยู่ว่า เราก็ไม่ได้มีแนวคิดแบบประชาธิปไตยแบบซีเรียสเสียเท่าไร…. ก็ยังเฮไหนเฮกันอยู่

วัฒนธรรมมันก็เลยยังเหมือนกันอยู่ไงครับ เราอยู่แบบของเรามาเป็นพันๆปีก่อนลัทธิตะวันตกจะเข้ามามีอิทธิพลในบริเวณนี้นะครับ .. และมันก็เข้ามาปัวนเปี้ยนในบริเวณนี้เมื่อไม่กี่ร้อยปีมานี้เองนะครับ จะให้มีอิทธิพลอะไรนักหนา

อืมม..   ความพยายามจะเปลี่ยนทั้งหมดให้เป็นประชาธิปไตย(ที่แท้จริง) โดยไม่คำนึงถึงมิติทางวัฒนธรรมสงสัยจะเป็นปัญหานะ

แบบทดสอบแนวคิดการปกครองชนิดสั้นๆ ขำๆ แต่work

โดยนายธีรพงศ์ ไชยมังคละ

 

ถ้าจัดลำดับความสำคัญของเรื่องที่ต้องรู้ในชีวิตแล้ว ความรู้เรื่องระบบการปกครองอาจถูกจัดอยู่ลำดับท้ายๆ  ความรู้ที่มาเป็นลำดับต้นๆก็น่าจะเป็น วิชาทำมาหากิน เช่น รู้วิธีการทำราดหน้า ข้าวมันไก่ และรู้ไปอีกว่าจะขายที่ไหนให้ได้เยอะๆ เพียงเท่านี้ก็มีเงินซื้อสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ส่งลูกเรียน ช่วยเหลือญาติพี่น้อง ที่เดือดร้อนได้  เท่านี้ก็พอแล้ว…

ส่วนพวกที่สนใจเรียนเรื่องราวเกี่ยวกับ ระบบการปกครอง รู้จักศาสดาทางการปกครอง เข้าใจคำสอนที่สลับซับซ้อน ที่ต้องทุ่มเทอยู่มาก  และกว่าจะอธิบายได้เป็นฉากๆว่า ใครเป็นสลิ่ม ใครล้มเจ้า หรืออธิบายเรื่องสลับซับซ้อนทางการเมืองต่างๆ ได้อย่างเป็นระบบ  ดูเท่ห์ มีหลักการ  ผู้ที่ไม่เข้าขั้นจะทำหน้าที่สอนก็จะไร้ราคา  ไม่มีเงินผ่อนวีออส ลูกเรียนยังต้องโรงเรียนเทศบาล ช่วยเหลืออะไรใครไม่ได้ ต่อหน้าก็มีคนนับถือว่าเป็นพวกแก่วัด แต่ลับหลังก็แอบว่า ว่า เพี้ยน..

พวกทำราดหน้ากับขายมันไก่ก็คงมองพวกนี้และคิดว่า มึงจะรู้เรื่องนี้ไปทำไม เป็นเรื่องที่รู้ไปก็ไม่ได้ทำให้ชีวิตดีขึ้น ซึ่งเป็นความจริงที่ทรงอิทธิพลมาก และมากเสียจนไม่มีใครสนใจที่จะเข้าใจเรื่องการเมืองการปกครองเลย ยิ่งไปกว่านั้น ไม่มีใครส่งเสริมให้ลูกหลานของตนเรียนด้านการปกครอง ทุกคนส่งลูกเรียนวิชาที่เกี่ยวข้องกับการทำราดหน้ากับข้าวมันไก่ เพื่อป้อนเข้าสุ่อุตสาหกรรมการแดก(บริโภค) ราดหน้าข้าวมันไก่ พวกที่จบมาก็ สร้างจุดขายกันแบบพิสดาร แต่งตัวเป็นแจ๊ด สเปโร่บ้าง ทำน้ำจิ้มสูตรใหม่บ้าง เอาไก่เอาหมูไปวิ่งบนสายพานก่อนฆ่าบ้าง…มีการปล่อยเงินกู้ เกิดธุรกิจการพิมพ์เพื่อโฆษณา ทำแอ๊ก บนสื่อใหญ่ มีการท่องเทียวตะเวณกินร้านแปลกๆ มีระบบไอทีควบคุมกระบวนการผลิต ขนส่ง และ ในแง่มุมอื่นๆอีกมาก แต่ที่สำคัญ คนทำน้ำจิ้มอย่างเดียว ยังมีรายได้มากกว่าผู้ที่หมกหมุ่กกับระบบการปกครอง… และชีวิตมันก็ดูเหมือนไม่จำเป็นต้องรู้ว่า อยู่ในระบอบการปกครองแบบไหนแบบจริงๆจังๆ

คำถามก็คือ คุณอยากอยู่ในอุตสาหกรรมการขายราดหน้าข้าวมันไก่ หรือ คุณยังอยากจะเป็นพวกเข้าใจเรื่องการปกครองที่ใช้ทำมาหากินไม่ได้ เป็นเรื่องไกลตัวมากๆ แถมยังโดนด่าว่าบ้าอีก ..

.ไม่ว่าคุณจะมีเหตสนับสนุนคำตอบของคำถามนี้อย่างไร มันก็บอกตัวตนของคุณได้ ว่าจะเอาเรื่องกับการปกครองจริงๆ หรือเพียงแค่อยากรู้อยากเห็นแบบพื้นๆ ตามที่เห็นว่าแนวคิดนั้นมีประโยชน์เฉพาะกับคุณ เพื่อจะโวยวายแบบมีหลักการ และเมื่อเสร็จแล้วก็รีบกลับไปขายราดหน้าข้าวมันไก่ต่อ…… ถามไปที่ใจและตอบตัวเองนะ…  ผมไม่อยากรู้

ข้าวนาสุพรรณบุรี ปี 2554

โดยนายธีรพงศ์ ไชยมังคละ

ในขณะที่ชาวบ้านวิวาทะกันเรื่องน้ำที่ท่วมเมืองหลวง โดยคนส่วนหนึ่งโกรธนายกฯมาก ถึงกับเปรียบเหมารวมว่าเป็นสไตค์สาวชาวเหนือที่ชอบงานง่ายๆ  บางก็ว่ากลับรัฐบาลที่แล้ววางยาทำให้เกิดปัญหานี้ เป็นการวางยาอย่างมีประสิทธิภาพจนรัฐบาลใหม่สุดปัญญาแก้ หรือแม้กระทั่งพฤติกรรมกั้กของบริจาคของรัฐบาลอย่างโจ่งครึ้มจนบริษัท Honda ต้องบริจาคผ่านสภากาชาดไทย อีกทั้งเรื่องของ ผู้ว่า กทม ที่แสนเฟอะฟะ แจ้งต่อสื่ออย่างเหนื่อยหน่ายว่ากรมชลประทานไม่ให้ความร่วมมือ แล้วมารู้ว่าตัวเองส่งหนังสือไปที่มหาดไทตามขั้นตอนปรกติ โดยไม่ฉุกคิดว่าเหตการณ์นี้เป็นเรื่องเร่งด่วน สามารถโทรหาอธิบดีกรมชลฯได้เลย และอีกหลายๆเรื่องที่ดูสับสนวุ่นวาย …แต่ในเวลาเดียวกันนี้ กลับมีกลุ่มอำนาจบางกลุ่มที่แทรกตัวใช้อำนาจรัฐ กำลังทำงานบางอย่างที่น่าทึ่งในความเฉลียวฉลาดหรือใจดำ(เมื่อเทียบกับผลกระทบต่อสังคม

รัฐบาลของพรรคการเมืองทีบูชาเสียงประชาชนราวกับเป็นจุดสุดยอดความกระสันด้านวิชาการปกครอง ได้แสดง “ความไร้ฝีมือ” ในการบริหารจัดการน้ำ ที่มีปริมาณมากเป็นพิเศษต่อหน้าสาธารณะ โดยมีสาวกใช้คารมแก้ตัวเลี่ยงความห่วยนี้ในทำนองที่ว่า  น้ำจำนวนมากขนาดนี้ใครเข้ามาเป็นรัฐบาลก็ไม่สามารถจำกัดได้  และไม่ว่าข้อเท็จจริงจะเป็นเช่นไร เรื่องราวเหล่าได้ดึงดูดให้ใครหลายคนใช้เวลาไปกับความเห็นของมาสเตอร์ในแต่ละประเด็นและขยายความกันจนมีแนวโน้วจะนำไปสู่การตั้งคณะกรรมการสืบหาข้อเท็จจริง (เข้าใจว่าเพื่อตอบคำถามสังคมชัดๆว่า เป็นเหตสุดวิสัยหรือบริหารจัดการผิดพลาด)

เพียงแต่ในมุมมองของผมมันเป็นเพียงการหันเหความสนใจจากเป้าหมายหลัก เป็นเหมือนลูกเล่นใช้ดึงความสนใจของสาธารณะ เนื่องด้วยในอีกด้านหนึ่งพวกเขากลับได้แสดงฝีมืออันเป็นเอกอุ สมกับการเคยเป็นผู้นำทางการเมืองที่ทรงอิทธิพลที่สุดในประวัติศาสตร์ไทย เป็นประสิทธิภาพการจัดการชนิดเหนือชั้นเทียบได้ในระดับอินเตอร์เนชั่นเนล อย่างน่าประทับใจ

การสร้างม่านหมอกบังตาด้วยเรื่องราวความขัดแย้งพื้นๆสามัญ ไม่ว่าเรื่องเล่านี้จะก่อตัวขึ้นด้วยความจงใจ หรือโดยบังเอิญตามธรรมชาติของสังคมไทยที่ชอบซุบซิบ บางส่วนก็ได้ความร่วมมือจากสาวกที่แทรกตัวอยู่ในสื่อสารมวลชน  เป็นม่านหมอกที่เปิดโอกาสให้มีการใช้อำนาจรัฐเพื่อปกป้องรักษาผลประโยชน์และความสัมพันธ์ส่วนตัว ให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น (เป็นผลประโยชน์ที่มากจนกระทั่งสามารถแจกจ่ายความมั่งคั่งให้แก่พรรคพวกตัวเองที่ใกล้ชิดได้อย่างทั่วถึง) และผลของการบริหารจัดการนี้ อาจสามารถนำมันมาแปลเปลี่ยนเป็นอำนาจทางการเมืองภายในประเทศได้อย่างไม่รู้จบ (ปล่อยให้สาวกชั้นห่างออกไป หลงยึดติดกับระบบเสรีนิยมในศตวรรษที่ 17 ทั้งๆที่ระบบการเมืองเสรีนิยมก้าวหน้าเข้าสู่บรรษัทข้ามชาติมานานแล้ว ลักธินี้เติบโตปรับตัวห่างจากช่วงเวลาที่โรสเปียร์ทำการปฎิวัติมานานแสนนาน .. ความเขลาของสาวกอันน่าสะพึงกลัวก็เนื่องด้วย มันอยู่ในคราบของผู้มีการศึกษา เป็นผู้รู้ประวัติศาสตร์การปฎิวัติปารีส สะท้อนได้จากข้อความในเชิงขู่ว่า จะกินโยติน พวกศักดินา หรือจะแขวนคออย่าง กัฟดาฟี ถ้าขืนยังต่อต้านรั่งไม่ให้สังคมก้าวหน้า  โดยที่พวกเขาเชื่ออย่างสนิทใจว่าตนเองกำลังต่อสู่เพื่อให้บ้านเมืองดีขึ้น เพียงแต่ในสายตาของเรา มันก็แค่ก๊อปปี้อุดมการณ์และเส้นทางยุโรปตะวันตก แบบเก่าๆ อย่างไม่รู้สึกละอายใจ เนื่องด้วย ค่านิยมที่ว่า ถ้าสามารถทำตามยุโรปได้ ถือว่าเป็นเรื่องล้ำมาก)

แฟรงค์ ซินาตร้า ภายหลังประสบความสำเร็จทางการเมืองก็เกิดกระแสต่อต้านขึ้น ตามลักษณะเฉพาะของการเมืองไทย มีการกุเรื่องเล่าเพื่อดิสเคดิตถึงความเอาเปรียบสังคมอยู่มากมาย ตั้งแต่ทำธุรกิจโรงหนังอยู่เชียงใหม่ เช่น ช่วงมีหนังดังเข้าฉายในโรง ตั๋วหน้าร้านมักจะหมดแล้วปล่อยให้มีตั๋วผี โดยลูกหลานของตนออกมาขายเพิ่มอัตราการทำกำไรอย่างมีชั้นเชิง หรือช่วงเวลาที่ พึงอำนาจพ่อเลี้ยงที่พังงา ก็อาศัยอำนาจจากการเป็นเจ้าหน้ารัฐที่ทำเรื่องที่ผิดศีลธรรมเพื่อขยับฐานะตนเองมาบ้างแล้ว (เรื่องนี้เขาลือกันทั้งภาคใต้) จากนั้นก็ออกจากราชการมาทำธุรกิจ กับกรมตำรวจ จนสามารถขอสัปทานรัฐสร้างโครงข่ายการสื่อสารจากรัฐบาลเผด็จการทหาร กลายมาเป็นฐานเศรษฐกิจที่ใช้ในการเข้าสู่แวดวงการเมือง  แม้ว่าจะดูเป็นเรื่องเล่าเก่า ถึงจะมีความจริงอยู่บ้าง ก็ไม่ได้สะท้อนความคิดคำนึงในปัจจุบัน  แต่ก็แสดงความชัดเจนอย่างหนึ่งก็คือ เขาไม่มีช่วงชีวิตใดที่มีอุดมการณ์ทำเพื่อสังคมเลย ทำให้เรื่องการซุกหุ้นที่ปรากฏในที่แจ้ง ถูกมองว่าเป็นความเก๋าทางธุรกิจมากกว่าการมีสำนึกตามมาตราฐานอื่นๆทางสังคม (ไม่นับรวมบทความทางวิชาการ อื่นๆอีกมาก เช่น เรื่องกองทุนหมู่บ้าน ที่กระตุ้นเศรษฐกิจในภาคอุตสาหกรรม มากกว่าสนับสนุนให้ชาวบ้านมีความสามารถในการใช้ทุน)

และหลังจากรัฐบาลภายใต้การนำของ แฟรงค์ ซินาตร้าโดนรัฐประหาร โดยนายทหารเสร่อๆ ที่อยากเป็นฮีโร่ มีความคิดที่สะท้อนความรู้ประวัติศาสตร์ไทยแค่ด้านเดียว การอยู่ในกรอบ(กระลา)แบบไม่เคยอัพเดทการเคลื่อนไหวด้านเศรษฐกิจการเมืองในระดับสากลของผู้กุมกำลังรบส่งผลร้ายต่อการเมืองภายในอย่างน่าตกใจ  ..จากนั้นรัฐไทยภายใต้อำนาจพิเศษได้กดดันสถานทูตไทยในประเทศต่างๆทั่วโลกเพื่อให้รัฐบาลประเทศนั้นส่งตัว เขา กลับไทย (ที่ต่างก็มองกันว่าเป็นเรื่องการเมืองภายใน) การกระทำของรัฐไทย(ภายใต้อำนาจพิเศษนี้)อาจเชื่อว่าสามารถทำให้สังคมนิ่งอย่างต่อเนื่องได้ ลดผลกระทบของการรัฐประหารได้ (ต้องจำกัด แฟรงค์ ซินนาตร้า ให้ราบคาบก่อนที่เขาจะเอาคืน)   เขา หลุดพ้นเครือข่ายอำนาจรัฐไทยด้วยความช่วยเหลือจากกลุ่มประเทศตะวันออกกลาง(เข้าใจว่าเป็นกลุ่มทุนอาบูดาบี) เป็นความสัมพันธที่สานต่อจากการขายแมนเชสเตอรซี้ตี้ และความสัมพันธ์ก็งอกเงยขึ้นนี้เห็นได้จากการอนุญาตให้เขาใช้ดินแดนแห่งนั้นเป็นฐานถล่มรัฐไทย บ้านเกิดเมืองนอนของตัวเอง

กลุ่มทุนอาบูดาบี กังวลกับภาวะอากาศโลกที่เปลี่ยนแปลง ที่กำลังส่งผลกระทบต่อผลผลิตด้านเกษตรกรรม แม้ในโลกของเศรษฐีแล้ว ราคาของสินค้าเกษตรจะสูงแค่ไหน ก็ไม่สร้างความวิตกกังวลต่อพวกเขาอันเนื่องมาจากกำลังซื้อที่ไร้ขีดจำกัด สิ่งที่ทำให้พวกเขากังวลก็คือ มีเงินแต่ไม่มีสินค้าสำหรับพวกเขา…สินค้าเกษตรทำท่าจะกลายเป็นสินค้าทางยุทธศาสตร์ เท่ากับว่าประเทศผู้ผลิตสินค้าเกษตรกำลังจะมีอำนาจต่อรองมากขึ้นอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน แนวโน้มนี้ ทำให้ประเทศผู้ผลิตน้ำมัน(กลุ่มทุนอาบูดาบี) ต้องก้าวข้ามจากผู้บริโภค มาเป็นผู้ผลิต เพื่อสร้างความมั่นใจว่า มีสินค้าเกษตรสำหรับพวกเขาจริงๆ….. วิธีการก็คือ หาช่องทางเพื่อซื้อที่ดินใน กลุ่มประเทศตะวันออกเฉียงใต้  ทั้ง ลาว กัมพูชา พม่า และที่ สุพรรณบุรี

พวกเขาจึงหวังถึงอำนาจที่จะปรับเปลี่ยนกฏระเบียบ ในประเทศเหล่านั้น ให้เอื้อกับการลงทุน ซึ่ง แฟรงค์ ซินาตร้า ถนัดแล้วเคยทำมาแล้ว จากการปรับเปลี่ยน กฏหมายการถือหุ้นต่างชาติใน บริษัท AIS จากนั้นก็ขายให้เท็กมาเส็ก และเพื่อให้เขากลับมามีอำนาจรัฐ หรือสามารถใช้อำนาจรัฐทำเช่นนั้นได้อีก  แฟรค์ ซินาตร้า จึงต้องเข้ามามีอิทธิพลในโครงสร้างของอำนาจรัฐไทยอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ไม่จำเป็นต้องอยู่เบื้องหน้าอีกแล้ว  และที่คั่นระหว่างเขากับ อำนาจรัฐไทย ก็คือ กลุ่มการเมืองในระบบจารีต  ทางออกก็คือ ทำลายมันเสีย

วิธีการก็อาศัยเหตการณ์รัฐประหารที่ทำลายตัวเอง มาใช้สร้างจินตนาการร่วมว่า จะทำให้สังคมย้อนกลับไปเป็นเหมือนยุดสฤษดิ์ ประกอบกับภาพความกร่างแบบไม่รู้จักกาลเทศะของทหารกลุ่มผู้นำปฎิวัติ และการฉวยโอกาสใช้งบประมาณฯจัดซื้อสิ่งต่างๆ ที่ ไม่สอดคล้องกับบริบททางเศรษฐกิจและฐานะทางการเงินของประเทศ  ตอกย้ำความเสื่อมของรัฐบาลที่ไม่ได้มาจากประชาชน ภาพเหล่านี้สนับสนุนจินตานาการได้อย่างยอดเยี่ยม ทำให้เขา การสั่นสะเทือนความเชื่อเรื่องพระเจ้าอยู่หัวที่มีแต่เดิม อย่างน้ำหนักและมีนัยยะสำคัญ  นำสังคมไปสู่ความแตกแยกระหว่าง ความรู้สึกสะใจที่ได้เปิดเภยข้อเท็จจริงบ้างอย่างที่เก็บซ่อนไว้ประวัติศาตร์การเมืองไทยอย่างยาวนาน และ ความรู้สึกสะเทือนใจของผู้คนที่รักด้วยหัวใจ ผลของการกระทำเช่นนี้ ทำให้สังคมไทยแตกแยกอย่างถาวร ซึ่งถ้ามองตามหลักวิชาการด้านสังคมแล้ว ก็เป็นไปตามแนวคิดของ มาร์ก ที่ว่าสังคมเคลื่อนไหวและเปลี่ยนแปลงได้ด้วยความขัดแย้ง ยิ่งขัดแย้งรุนแรงเท่าไรสังคมก็จะเปลี่ยนรวดเร็วเท่านั้น

ดูเหมือนทุกอย่างที่เกิดขึ้นในสังคมนี้เป็นไปตามคำขู่ของ เจ้เพ็ญ ที่ประกาศก่อนลี้ภัยว่า จะทำให้ราชอาณาจักรไทยสั่นสะเทือน..ออกแนวเจ็บแค้นที่ อำนาจประชาชนจากผลการเลือกตั้งอันเป็นหลักสากลไม่มีผลบังคับใช้ในดินแดนแห่งนี้

ผลการเลือกตั้งปี 2554 ทำให้พรรคของเขากลับขึ้นมากุมอำนาจการบริหารรัฐไทยอีกครั้ง เป็นชัยชนะจากการต่อสู้อย่างยาวนาน เป็นมติของประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ เป็นการเลือกตั้งที่ควบคุมการซื้อเสียงอย่างเข้มงวดมากที่สุด ซึ่งดูเหมือนจะยุติข้อขัดแย้งลงได้ ทุกฝ่ายจำต้องยอมรับกติกาที่เรียบง่ายนี้ แต่เมื่อผู้กุมอำนาจบริหารรัฐต้องเผชิญกับวิกฤติน้ำท่วมที่คาดไม่ถึง พรรคพวกเขาก็จัดลำดับความสำคัญผ่านการบริหารจัดการว่าประชาชนหรือ กลุ่มทุนที่เอื้อเฟิ้อยามยาก ใครใกล้ชิดและสำคัญกว่ากัน .. ประชาชนที่เลือกพวกเขาส่วนใหญ่ก็อยู่ในเส้นทางของน้ำไม่มาก  แถมคำว่าประชาชนยังเป็นนามธรรมมากกว่า และควบคุมง่ายกว่า เมื่อเทียบกับกลุ่มทุนอาบูดาบีที่อยู่ห่างออกไปไม่กี่กิโล และให้ผลประโยชน์ชนิดที่เทียบกันไม่ได้

ในขณะที่ไม่มีใครรู้ว่า น้ำจะออกฤทธ์ทำลาย นิคมฯ อุทยานประวัติศาสตร์อยุธยา พวกเขาต่อรอง กับกลุ่มการเมืองสุพรรณ เพื่อให้ใช้อำนาจท้องถิ่นที่มีอยู่ปกป้องผลประโยชน์กลุ่มทุนอาบูดาบี (ที่ดูเหมือนจะเป็นการร่วมทุน ตามกฏหมายการลงทุนระหว่างประเทศ)   แม้ในมุมมองของเราจะเห็นว่า การป้องกันผืนนา มีมูลค่าต่ำมากเทียบไม่ได้กับผลประโยชน์ของนิคมฯและการท่องเที่ยวที่กระจายอยู่ทั่วไปในสังคมไทย แต่ในมุมมองของเขาการป้องกันผลผลิตข้าว บาสมาติ (Basmati) อันเป็นพันธฺ์ข้าวที่ปลูกเพื่อส่งออกไปยังประเทศตะวันออกกลาง เป็นภาระหน้าที่ที่มีมูลค่ามากกว่าการปกป้องภาคส่วนอื่น เนื่องด้วยมันแสดงความตั้งใจที่จะสานสัมพันธ์ผลประโยชน์ในระยะยาวกับกลุ่มทุนเหล่านี้ เขาจึงได้ใช้อำนาจเพื่อประสานงานให้เกิดประสิทธิภาพ แสดงความเป็นเพื่อนกับกลุ่มทุนเหล่านี้อย่างถึงที่สุด

ซึ่งถ้าให้ความเป็นธรรมแก่เขา พวกเขาเองก็ไม่อาจล่วงรู้ว่าการกระทำเช่นนี้จะส่งผลกระทบร้ายแรงต่อสังคมในเวลาต่อมา  ในเมื่อพวกเขาสามารถปกป้องผืนนาข้าวบาสมาติก ได้ ที่เหลือก็น่าจะจัดการบริหารเพื่อปกป้องนิคมฯหรือ กรุงเทพฯได้เช่นกัน ซึ่งผู้นำรัฐบาล คนสวย ก็เชื่อเช่นนั้นถึงได้บอกกับสื่อว่า “เอาอยู่” เพียงแต่การกระทำที่โยนให้เป็นหน้าที่ของคนในรัฐบาลหุ่นเชิด ที่ต่างมองหน้ากันเองก็รู้ว่า อำนาจที่แท้จริงไม่ได้อยู่แถวนี้

สูญญากาสในการบริหารนี้ เปิดโอกาสให้น้ำที่น่าจะควบคุมได้ ที่น่าจะบรรเทาความร้ายแรงจากการต้องปล่อยล่ามทุ่งนาสุพรรณไปลงแม่น้ำมะขามเฒ่า ก่อตัวเป็นพลังทำลายพื้นราบต่ำลงมาอย่างไร้ขีดจำกัด  ผู้นำหุ่นเชิดและทีมงานในรัฐบาลถูก แฟรงค์ ซินนาตร้า ปล่อยให้จัดการกับน้ำที่เหลือเอง ก็มีบารมีไม่มากพอที่จะก่อศรัทธาสร้างการประสานงานชนิดดรีมทีมได้ .. (แฟรงค์ ซินนาตร้า อาจละจากการเป็นผู้ประสานงานเบื้องหลัง จากนั้นการบริหารจัดการน้ำจึงเต็มไปด้วยความขัดแย้งที่ไม่มีใครใส่ใจผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับชาวบ้านสามัญๆ และที่น่าสังเกตอีกอย่างก็คือ ความเสียหายของนิคมฯ ล้วนมีสายสัมพันธ์กับกลุ่มทุนอื่นๆ ไม่ส่งผลต่อความมั่นคงของ แฟรงค์ ซินาตร้า เลย)

หลังจากทอดเวลาจนสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ น้ำก็ท่วมนาสุพรรณ ซึงตอบข้อสงสัยที่ว่า ทำไมสุพรรณบุรีจึงท่วมช้ากว่า นครสวรรค์ ชัยนาท อยุธยา เป็นเดือนทั้งๆที่ปรกติแล้ว ดินแดนชุ่มน้ำแถบนี้จะท่วมตามฤดูพร้อมๆ กัน จากนั้นหลงจู้ออกทีวี แถลงเหตที่ สุพรรณน้ำไม่ท่วมด้วยตรรกแบบอื่นๆ ตามคอนเซ็บ ถ้าจุงใจไม่ได้ก็ทำให้สับสน (if you cannot convince them confuse them )  คุยโวไปเลียน้ำลายตัวเองไป พูดถึงบางโฉมศรี โน่นนี้นั้น โม้ได้อย่างดูเป็นมืออาชีพ ทั้งๆที่ช่วงที่ตัวเองเป็นนายกฯ ก็ไม่เคยคิดจะป้องกันกทม.จากน้ำเหนือแถมยังประกาศงบฯ สำหรับฟื้นฟู กทม โดยคิดว่าจะสร้างความมั่นใจแก่คน กทม   การละเลยความคิดป้องกันไม่ให้ กทม น้ำท่วมตามแบบฉบับวิสัยทัศนแบบบ้านๆของ หลงจู้ ทำให้ “ในหลวง”ต้องเรียกผู้ว่าฯ กทม. มาประชุมออกทีวี เพื่อหาทางป้องกัน กทม ด้วยตัวของพระองค์ เอง …แต่เมื่อเวลาผ่านไปจนมาถึงตอนนี้หลงจู๊ก็ยังมีหน้ามาโม้ออกสื่อเรื่องแบบนี้อีก …หรือว่ายอมถูกมองว่า ทุเรส เพื่อกลบกลืน ความสัมพันธ์และข้อตกลงกับแฟรงค์ ซินาตร้า ก็ไม่อาจจะเดาใจได้

เมื่อ กทม และภาคกลางจมน้ำ การลำเลียง ข้าวแขก บาสมาติ ที่พึ่งเก็บเกี่ยวได้ จึงเป็นขั้นตอนสุดท้าย ภาระกิจการกู้เส้นทาง 340 จึงเกิดขึ้น และกลายเป็นแผน แบบ วินวิน โซลูชั่น โดยแจ้งต่อสาธารณะว่า เพื่อให้คน กทม มีเส้นทางหนีเที่ยว ทำราวกับว่าคน กทม ส่วนมากอยากไปภาคเหนือ

ข้าว บาสมาติ อาจไม่มีความสำคัญในแง่มูลค่าที่ควรค่าแก่การปกป้องมากขนาดนี้ แต่มีความสำคัญในแง่เป็นสัญลักษณ์ที่แสดงความตั้งใจจะเป็นเพื่อนกับกลุ่มทุนอันทรงอำนาจนี้ ซึ่งเป็นเรื่องที่มีมูลค่ามหาศาล คล้ายกับที่การพิสูนจ์ความใจถึงของลูกน้องที่จะก้าวเข้ามาเป็นผู้ใกล้ชิด เกล้าทำงานใหญ่ได้ คล้ายกับที่เคยทำกับพ่อเลี้ยงที่มีอำนาจใน จังหวัด พังงา เมื่อครั้งยังรับราชการ ความจำเป็นต้องสร้างความสัมพันธ์เช่นนี้กับกลุ่มทุนอาบูดาบี เนื่องด้วยเหตุผลบางประการที่สำคัญคือ แฟรงค์ ซินาตร้า ไม่อาจกลับมามีอำนาจทางการเมือง ในภูมิภาคได้อีก เนื่องด้วยระหว่างที่ลี้ภัยการเมือง เขาพบว่า ฝ่ายตรงข้ามสานสร้างความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นและยาวนานกับ จีน อังกฤษ ญี่ปุ่น อย่างเหนียวแน่น รวมทั้งกลุ่มประเทศยุโรปอีกหลายประเทศ ดังนั้นความสัมพันธฺกับกลุ่มทุนตะวันกลางนี้จึงมีมูลค่ามาก และเป็นเหมือนโอกาสเดียวที่จะสร้างอำนาจต่อรองทางการเมืองระหว่างประเทศ และสามารถสยบกลุ่มการเมืองภายในประเทศได้อย่างราบคาบ

และเมื่อเวลามาถึง เขาก็พร้อมที่จะดำรงตำแหน่งสูงสุดทดแทนที่เดิมได้อย่างเบ็ดเสร็จ

จึงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร ที่พรรคของเขาจะมีนโนบายที่ดูขำๆ ว่าจะถ่มอ่าวไทยเพื่อป้องกัน น้ำทะเลขึ้นในอนาคต  เพราะถ้าเขาจะทำก็คงสามารถทำได้จริงๆ   (เรื่องนี้เห็นได้ชัด เมื่อลองเปรียบเทียบมูลค่าของทุน เช่น รายได้ของบริษัทไมโครซอฟ์ ปี 2005 เพียงบริษัทเดียวก็เท่ากับงบประมาณของรัฐไทยทั้งปี แต่นี้เป็นกลุ่มทุนที่มีอำนาจมากที่สุดในโลก  กลุ่มทุนนี้สามารถตั้งตลาดทุนได้ภายในเวลาเพียงไม่กี่่ปี ทั้งๆที่โตเกียวและสิงคโปร์ ก็พยายามที่จะเป็นศูนย์กลางทางการเงินแทนฮ่องกงหลังจากที่จีนเขาปกครองแทนอังกฤษ เวลาผ่านมาหลายปี ป่านนี้โตเกียวและสิงคโปร์ยังทำเช่นที่ดูไบทำไม่ได้เลย  และเมื่อเกือบสองปีที่แล้ว ตลาดทุนของดูไป เริ่มส่งสัญญาณอันตรายจากการเติมโตแบบก้าวกระโดด แม้จะมีปริมาณของทุนเพียงเล็กน้องเมือเทียบกับ GPD ของสหรัฐแต่ก็มากพอจะทำให้โลกทุนนิยมสั่นสะเทือน และกลุ่มทุนอาบูดาบี นี้เองที่เข้ามาประคองเอาไว้)

เรื่องนี้แสดงให้เห็นว่า ประสิทธิภาพในการบริหารจัดการทั้งหมดถูกใช้เพื่อรักษาผลประโยชน์ที่มีมูลค่ามหาศาลอย่างมีตรรกะ ไม่ใช่เรื่องการบริหารจัดการที่แย่และไร้ความคิด ชนิด งูจังอีโบ้ อย่างภาพที่ปรากฏ อย่างที่ใครหลายคนเข้าใจ น้ำท่วมเมืองหลวงของประเทศไทยและบ้านชาวบ้านสามัญชนอีกเป็นแสนๆหลัง แถบจะไม่มีมูลค่าใดๆเลย กับสิ่งที่เขาคาดว่าจะได้ในอนาคต ดังนั้นอย่าสำคัญผิดคิดว่า ภาคกลาง นิคมฯ สนามบิน หรือกรุงเทพฯ จะมีมูลค่ามากขนาดที่จะใช้ความสามารถอันเป็นเลิสของเขามาคุ้มครองป้องกัน .. และอย่ากล่าวโทษรัฐบาลที่เป็นเพียงหุ่นเชิดเลย เพราะโลกของผลประโยชน์มันได้เข้ามาอยู่เหนือทุกสิ่งทุกอย่างไปแล้ว

สมมุติฐานเหตการณ์น้ำไม่ยอมท่วมสุพรรณบุรีนี้ เป็นหลักฐานที่แสดงว่า โครงสร้างสังคมไทย (หรือโครงสร้างอำนาจ) เปลี่ยนไปจากจนเดิมแล้วจนหมดสิ้นตามระบบคิดแบบใหม่ ที่ไม่ว่าอำนาจจารีตจะใหญ่แค่ไหนก็ไม่อาจรั่งไว้ได้ อีกต่อไป  ไม่มีความจำเป็นต้องเที่ยวไปขุดประวัติศาสตร์ส่วนบุคคลเพื่อมา โค่นอะไรอีกแล้ว แม้แต่รัฐประหารก็มีพลังไม่มากพอที่จะดึงโครงสร้างสังคมนี้ได้อีกต่อไป  … กล่าวได้ว่าโดยเนื้อหาสาระมันได้เปลี่ยนแล้ว… ที่ใครกำลังทำเทห์คิดจะเปลี่ยนอยู่ก็เพียงความพยายามที่จะเปลี่ยนรูปแบบที่ปรากฏเท่านั้น

เรียงความที่ระลึกวันปิยะมหาราช 2554

โดย นายธีรพงศ์ ไชยมังคละ

ลักธิเสรีนิยมได้กระทำต่อสังคมของตนอย่างรุนแรงในช่วงการปฎิวัติฝรั่งเศส แม้จะลดความน่าเชื่อถือลงไปบ้างจากกิตติศัพท์ความเหี้ยมโหด จนกลายเป็นลักธิที่เสมือนจะถูกลืมในระหว่างช่วงการปกครองของ นโบเลียน แต่ก็กลับฝื้นขึ้นมามีอิทธิพลอีกครั้ง จนแพร่ขยายจนปกคลุมระบบคิดของผู้คนทั่วทั้งยุโรปตะวันตกในเวลาต่อมา ทั้งนี้ด้วยการสนับสนุนและการขับดันของพวกบูชัวซีที่ต้องการขยายอำนาจทางเศรษฐกิจที่เกิดจากผลพวงของการปฎิวัติอุสาหกรรม พวกเขาใช้อำนาจนี้รุกคืบจากมิติทางเศรษฐกิจ ค่อยๆเข้ามามีส่วนร่วมในปกครอง ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงนโยบายของรัฐ โดยเฉพาะการทหารและการต่างประเทศ มีการผลักดันนโยบายขยายดินแดนเพื่อหา supply ใหม่ๆมาป้องกำลังผลิตที่เพิ่มสูงขึ้นในระบบอุตสาหกรรมจนหาวัตถุดิบไม่ทัน และเพื่อความมั่งคั่งของรัฐ  ลัทธิล่าอาณานิคมก็ถือกำเนิด ซึ่งได้ส่งผลกระทบไปยังทุกประเทศทั่วโลกร่วมถึงกลุ่มประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

แม้ประเทศในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะคุ้นเคยกับการค้ากับตะวันตกมานาน นับจากการค้นพบเส้นทางมายังตะวันออก ของ วาโก เดอ กามา เมื่อกว่าศตวรรษที่แล้ว โลกที่เชื่อมกันนำไปสู่การค้าขายแลกเปลี่ยน มหาอำนาจยุโรปทางทะเลในเวลานั้น ก็คือ  โปตุเกส และ ดัชช แต่ทั้งหมดก็มุ่งผลประโยชนทางการค้า ไม่เคยก้าวกายอำนาจปกครอง มีเฉพาะการหนุนเสริมกลุ่มการเมืองในท้องถิ่น ที่ให้ประโยชน์ทางการค้ามากที่สุด ขึ้นมามีอำนาจปกครอง  ซึ่งต่างกันมากกับแนวคิดล่าอาณานิคม…ยุโรปตะวันตกอหังการ ด้วยอาวุธทันสมัยที่เป็นผลผลิตของการปฏิวัติอุตสาหกรรม เสริมให้อำนาจทางการเมืองระหว่างประเทศที่เพิ่มขึ้นมาก และรุกเข้ามาตามเส้นทางตะวันออก มุ่งสู่ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้  โดยเมื่อเทียบกับยุโรปด้วยกันอำนาจที่เพิ่มขึ้นเห็นได้จากการที่ดัสส ต้องลดอิทธิพลของตนที่มีเหนือเส้นทางการค้า ระหว่างคาบมหาสมุทรแถบนี้ลงดัวยตัวเอง โดยไม่คิดต่อต้านเลยแม้แต่น้อย ส่งผลให้ VOC บริษัทข้ามชาติแรกๆในโลก ต้องเลิกกิจการกลายเป็นประวัติศาสตร์ท้องทะเลด้วยเวลาอันสั้น

เมื่อกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ต้องเผชิญกับ แนวคิดใหม่และอาวุธใหม่ที่แม้กระทั้ง VOC ยังต้องยอมหลีกทางให้  สมดุลอำนาจทางทหารที่เคยมีระหว่างเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และยุโรป สมัยดัชช และโปตุเกส ก็หายไปจนหมด สะท้อนได้จากประเทศที่ต่อต้านการล่าอาณานิคม จบลงด้วยการถูกทำลายโครงสร้างทางการเมือง สังคม เศรษฐกิจ และ วัฒนธรรมที่สะสมมาหลายพันปี เช่น จีน อินเดีย พม่า เวียดนามและอีกหลายประเทศ

สยาม หนึ่งในประเทศที่ยิ่งใหญ่มีอำนาจปกครองเหนือเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ภาคพื้นทวีป (ฮาวาร์คแบ่งกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกเฉีนงใต้เป็นสองแบบคือ ภาคพื้นทวีปและภาคพื้นทะเล) เมื่อต้องเผชิญกับอำนาจใหม่จากแดนไกล กลุ่มประเทศที่มีอำนาจบนภาคพื้นทวีปเหล่านี้กลับไม่สามารถร่วมตัวกันต่อต้านพลังอำนาจจากยุโรปได้ เนื่องด้วยข้อขัดแย้งที่มีมาแต่เดิม อีกทั้งยังอยู่ในจักรวาลความคิดของตน เช่น กลุ่มการเมืองเวียดนามเป็นผู้เชิญฝรั่งเศสเข้ามาเพิ่อโค่นกลุ่มการเมืองฝ่ายตรงข้าม ในพม่า ผู้นำก็ยังขัดแย้งกันเองเพื่อชิงความเป็นใหญ่ และในที่สุดก็ถูกเชิญไปอยู่อย่างสบายๆในอินเดียก็ละทิ้งผู้คนภายใต้การปกครอง  เป็นต้น  และหลังจากอำนาจปกครองที่มีแต่เดิมทั้งใน อินเดีย จีน พม่าและเวียดนามถูกทำลาย  สยามจึงเป็นกลุ่มอำนาจเดียวในดินแดนแถบนี้ที่ต้องแก้ปัญหานี้โดยลำพัง

ผู้รับผิดชอบชาตะกรรมของสยาม ประเมิณได้ว่าไม่อาจต่อต้านกระแสการเปลี่ยนแปลงที่รุนแรงนี้ได้ด้วยอำนาจทางทหาร และโครงสร้างการปกครองตามระบบจารีตก็ไม่อำนวยให้การจัดหาทรัพยากรมาใช้ต่อต้านเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ จึงหันไปดำเนินนโยบายต่างประเทศอย่างเฉลียวฉลาด ด้วยการสร้างพันธมิตรกับ รัสเชียและยุโรปตะวันออก พร้อมทั้งแสวงหาความร่วมมือทางการเมืองภายใน  ปราบกบฎ รวมทั้งปฏิรูประบบการปกครองภายใน  ผลของการดำเนินนโยบายนี้ทำให้สยาม รอดพ้นจากลักธิล่าอาณานิคม

แม้ว่าในช่วงเวลาปัจจุบัน กลุ่มทุนสมัยใหม่(ที่มีแนวคิดเสรีนิยม) ได้พยายามเข้ามามีส่วนในการปกครอง เริ่มมีปัญหากับสถาบันการปกครองเดิมของสยามที่ลดบทบาททางการเมืองอย่างเป็นทางการลงจนมากจากการเปลี่ยนแปลง 2475  และดำเนินกิจกรรมโค่นล้มชนิดแตกหัก ละทิ้งภูมิปัญญาของเรา ย้อยกลับไปหาเส้นทางเดียวกับการปฏิวัติฝรั่งเศส ที่พยายามกระทำต่อสังคมของตนอย่างรุนแรงเพื่อสถาปนาแนวคิดเสรีนิยมให้ได้ ก๊อปปี้ทั้งวิธีการและวิธีคิดอย่างไม่รู้สึกละอาย ไม่แยกแยะว่าใครควรเป็นมิตร  และใครที่ควรจะกังวล

ไม่ว่าอย่างไรผมและกลุ่มคนในดินแดนที่ไม่เคยถูกปกครองโดยชนชาติอื่นอีกส่วนหนึ่ง ยังคงให้เคารพ จิตวิญญาณ ที่ไม่ยอมตกเป็นทาสใคร (แม้จะถูกลดทอนความขลังด้วยการบอกว่า จริงๆแล้วสยามก็ตกเป็นกึ่งเมืองขึ้น หรือผลของการเปลี่ยนแปลงโดยสถาบันฯมีแตกต่างกันมากเมื่อเทียบกับการเข้าสู่ความทันสมัยของซามูไรปลายแถวญี่ปุ่นในยุดเมจิ ทำให้แนวคิดเสรีนิยมไม่งอกงามในดินแดนแห่งนี้ และเหตุอื่นๆอีกเยอะ ก็ตาม)  ดังนั้น ความเป็นสถาบันการปกครองจะคงรูปอยู่หรือไม่ ก็ไม่สำคัญมากเท่ากับ จิตวิญญาณของนักต่อสู้ไม่ยอมตกเป็นเมืองขึ้นของคนไทยคนหนึ่ง ที่มีหน้าที่รับผิดชอบในช่วงเวลานั้น

เมือเทียบแล้วสยามเป็นกลุ่มชนชาติเดียวในประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ทั้งหมด ที่ทำเช่นนี้ได้

พ่อแม่พี่น้องและเพื่อนๆที่รัก คนไทยคนนั้นคือ ในหลวงรัชกาลที่ 5 (จุฬาลงกรณ์) และ(เช่นเดิม)วันนี้ 23 ตุลาคม เป็นวันปิยะมหาราช ..

ศรีปราชญ์กับวันเบาๆปลายปี 2554

หะหายกระต่ายเต้น       ชมจันทร์
มันบ่เจียมตัวมัน           ต่ำต้อย
นกยูงหากกระสัน         ถึงเมฆ
มันบ่เจียมตัวน้อย         ต่ำเตี้ยเดียรฉาน ฯ . . . . . .สาวสวยไฮโซดูหมิ่น ศรีปราชญ์ หาว่าไม่เจียมตัวเหยียดว่าต่ำเท่าสัตว์

(บทนี้แสดงให้เห็นว่าสาวสวยก็เป็นแบบนี้มาตลอด ไม่เคยเปลี่ยนแปลง จนเข้าทุนนิยมที่ความสวยขายผ่านแมสมีเดียได้ ก็เลยต้องเล่นละครว่า รักเด็กเป็นผู้มีจิตใจงาม เนื่องจากต้องการขายในระดับมวลชน แต่ลึกๆก็ยังคงคิดแบบนี้ เลยต้องมีซ้อเจ็ดมาแฉความตอแหล)

หะหายกระต่ายเต้น       ชมแข
สูงส่งสุดตาแล              สู่ฟ้า
ระดูฤดีแด                     สัตว์สู่ กันนา
อย่าว่าเราเจ้าข้า           อยู่พื้นดินเดียว ฯ . . . . . .ศรีปราชญ์ มีหรือจะยอมเขาก็โต้ตอบ

มีนัยยะว่า ผู้หญิงสวยแม้จะดูสูงแต่ก็มีอยากสมสู่กับผู้ชาย พฤติกรรมก็ไม่ต่างจากสัตว์ อย่าว่าผู้อื่นเลย ยอมรับเถิด เราก็ต่างอยู่ในระดับที่เหมือนๆกัน .. ได้ดังใจจริงๆนะเนี่ย

พระศรีศากยะทศพลญาณ

โดย นายธีรพงศ์ ไชยมังคละ

พระศรีศากยะทศพลญาณ เป็นพระพุทธรูปยืนปางลีลาขนาดใหญ่ มีพุทธลักษณะเหมือนกำลังเดิน โดยออกแบบให้พระบาทขวา(ที่อยู่หลังพระบาทซ้าย) ยกขึ้นมาราวกับกำลังจะสืบก้าวไปข้างหน้า ห้อยพระหัตถ์ขวา พระหัตถ์ซ้ายยกเสมอพระอุระป้องไปเบื้องหน้า ชายจีวรปลิว ประยุกต์มาจากพระพุทธรูปปางลีลาสมัยสุโขทัย โดยศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี เป็นผู้ออกแบบ

ใน Wiki บอกว่าพระพุทธรูปนี้ออกแบบให้มีความสูงเพียง 2.14 เมตร แต่เพื่อให้สอดคล้องกับโอกาสที่พระพุทธศาสนามีอายุครบ 2,500 ปี จึงได้มีการขยายขนาดเพื่อให้ได้เป็น 2,500 กระเบียด (1 กระเบียดเท่ากับ 1/4 นิ้ว) มีความสูงถึง 15.875 เมตร ใหญ่กว่าขนาดต้นแบบ 7.5 เท่า[เขาอ้างจาก นสพ ออนไลน์]

แต่ความจริงแล้ว รัฐบาลพิบูลสงคราม ตั้งใจให้มีความสูงถึง 2500 นิ้ว เพื่อให้ความสุงมีความหมายถึงปีพุทธศักราชที่จัดสร้าง   หรือประมาณ 64 เมตร (ความสุงที่ 2.14 เมตร เป็นเพียงงานต้นแบบของ ศ ศิลป ) เห็นได้จากการเตรียมบริเวณพื้นที่และ ฐานรองรับ ให้สอดคล้องกับความสูงดังกล่าว (แท่นที่เป็นสีขาว เดิมตั้งใจให้เป็นที่ประดิษฐานองค์พระ) แต่การขยายให้ถึงความสูงที่ตั้งเป้าหมายไว้มีอุปสรรคหลายด้าน เช่น วิศวะก่อสร้าง งบประมาณ และสถานการณ์การเมือง จนต้องลดหน่วยลงมาเป็นกระเบียด เรียกว่า ลดจากเป้าหมายเดิมถึง 4 เท่า

โดยเฉพาะข้อจำกัดทางวิศวะ(ในเวลานั้น) สังเกตุได้จาก ส่วนล่างขององค์พระที่ต้องยึดไว้ด้วยแท่นที่ยกขึ้นมาด้านหลังเพื่อเสริมความมั่งคง พระพุทธรูปสำคัญจะล้มไม่ได้ เพราะนอกจากส่งผลกระทบต้องจิตใจของพุทศาสนิกชนทุกคนแล้ว ยังเป็นเหตอาเพสแก่บ้านเมืองอีกด้วย แต่เป็นที่น่าเสียดายที่การแก้ปัญหาทางวิศวะนี้ ได้บดบังลักษณะเฉพาะของพระพุทธรูปที่แตกต่างจากสมัยสุโขทัยก็คือ ชายจีวรที่ถูกทำให้ปลิว เสมือนองค์พระกำลังเคลื่อนไหว เราจึงไม่เห็นจากในภาพนี้ (กล่าวได้ว่า ลักษณะเด่นนี้ ไม่ถูกสังเกตเห็นจากมุมต่างๆเลยด้วยซ้ำ)

ศ.ศิลป ยังออกแบบให้ พระพุทธรูปมี พระเศียรและช่วงไหล่ใหญ่กว่าสัดส่วนปรกติ เนื่องด้วยรองรับการมองจากพื้นไปที่ความสุง 2500 นิ้ว โดยให้เหตุผลว่า เมื่อมองขึ้นไปจะได้ไม่เห็นว่าพระพุทธรูปมีศีรษะเล็ก ระยะห่างจะทำให้รู้สึกน่าเกรงขาม ศ.ศิลป ต้องการให้เกิดความรู้สึกใกล้ชิด พุทธศาสนิกชนย่อมพินิจไปที่พระพักตร์อันดูมีเมตตาของพระพุทธรูปเสมอ จึงจงใจออกแบบให้พระเศียรและช่วงไหล่มีสัดส่วนใหญ่ผิดไ (ซึ่งเป็นความรู้ที่เข้าใจกันทั่วไปในการแกะรูปสลักขนาดใหญ่ในอิตาลี)

และเมื่อลดขนาดลงมาจาก 2500 นิ้ว ผู้ที่สังเกตุและไม่รู้ที่มาจึงมักทักว่า เป็นพระที่ไม่ได้สัดส่วน เนืองด้วยระยะที่ ศ ศิลป ตั้งใจไว้สำหรับคนดูได้ผิดตามไปแล้ว … (กรณีหลวงปู่ทวด ที่ศีรษะใหญ่มาก เพราะลอกมาจากสัดส่วนของพระกริ่ง ที่มักทำให้วัตถุมงคลมีศีรษะโตและคอสั้นเพื่อไม่ให้หักง่ายๆและเน้นที่ความเหมือนมากกว่า เน้นที่ความรู้สึกและอารมณ์ของชาวพุทธ)

ยิ่งไปกว่าการนั้นการลดสัดส่วนขององค์พระลง ได้ส่งผลกระทบต่อโครงสร้างทั้งหมดที่วางไว้ นอกจากทำให้ฐานดูใหญ่เกินไปแล้ว ถนนอักษะก็เป็นหนึ่งในโครงสร้างการก่อสร้าง ถนนสายนี้ถูกออกแบบให้เมื่อใครก็ตาม ที่เริ่มเข้าถนนเส้นนี้จะสามารถเห็นองค์พระได้แต่ไกล .และการมองเห็นแต่ไกลนี้อาจสะกดให้ผู้พบเห็น รับรู้ถึงศรัทธาของชาวไทยที่มีต่อศาสนาพุทธ…

ซึงพอถนนสร้างเสร็จในอีกหลายสิบปีต่อมา การลดขนาดจึงเริ่มส่งผลชัดเจนขึ้น ไม่มีใครสามารถรับรู้ถึงความรู้สึกเชื่อมโยงสัมพันธ์ระหว่างโครงสร้างทั้งหมดกับองค์พระได้เลย ราวกับว่า ถนนก็ส่วนถนน พุทธมณฑลก็เป็นอีกส่วนหนึ่งแยกขาดจากกัน..พวกเขาจึงแก้เกี้ยวด้วยการประดับเสาไฟด้วย หงส์ สัญลักษณของมอญ เสียอย่างนั้น โดยอาจนึกกันไปเองว่าจะทำให้ถนนนี้สวยขึ้นจากการเลียนแบบเสาไฟถนนราขดำเนิน ราวกับว่าไม่เข้าใจจุดมุ่งหมายเริ่มต้นของถนนเลยแม้แต่น้อย (ทำให้ผู้เขียนเห็นความสำคัญของการศึกษาประวัติศาสตร์มากยิ่งขึ้น)

ผู้เขียน คุณด้วง และเพื่อนๆหลายคนเห็นว่า ควรน่าจะปรับขนาดขององค์พระให้กลับมาสู่แผนการเดิม ซึ่งทำให้รู้สึกเสียดายเข้าไปอีก เนื่องด้วยปีที่จะถึงเข้าสู่ปี 2555 แล้ว ถ้าสมมุติว่าเตรียมงานขยายไว้เมื่อซักห้าปีที่แล้ว พวกเราคงมีโอกาสได้ฉลองการเข้าสู่ปี 2555 อย่างยิ่งใหญ่และน่าประทับใจที่สุด

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.