Whatever will be, will be.
ช่วงนี้ใครๆ ก็รู้สึกซาบซึ้งกับโฆษณา ที่มีเด็กๆพิการ ร่วมกันร้องเพลงให้บรรดาแม่ๆฟัง เพลงนี้ชื่อ Que Sara sera, Whatever will be, will be, แต่งโดย Ray Evans ทำนองโดย Jay Livingston เป็นเพลงประกอบภาพยนต์ เรื่อง Man Who know too much, ออกฉายครั้งแรกในปี ค.ศ. 1956 เนื้อหาของเพลง แสดงความสัมพันธ์ ระหว่างแม่ลูก โดยที่ ลูกถามว่า โตขึ้น หนูจะเป็นอะไร แม่ซึ่งเห็นความไม่แน่นอนของโลก ได้แต่ตอบว่า จะเป็นอะไร ก็ให้เป็นไปตามนั้น (Whatever will be, will be) เด็กพิการ อาจไม่รู้ว่าต่อไปในภายภาคหน้า ตนเองต้องเผชิญกับ โลกที่เต็มไปด้วยการแข่งขัน ผลประโยชน์ และความเห็นแก่ตัว (แม้แต่กับคนที่ไม่พิการใดๆเลยก็ตาม โลกก็ไม่ได้สวยงาม) ในโฆษณา ยังถ่ายให้เห็นท้องฟ้าที่มีแต่เมฆหมอก สะท้อนอนาคตที่มืดมัว ของเด็กพิการเหล่านั้น
คนพิการ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คนพิการทางร่างกาย มีชีวิต จิตใจ มีความรู้สึก นึกคิด เหมือนคนทั่วไป การสร้างโอกาสให้พวกเขา อย่างน้อยก็ให้สามารถเดินทางด้วยตัวเองได้ น่าจะลดภาระโดยรวมของสังคมลงได้บ้าง แต่ความเป็นจริงในโลกของการแข่งขัน ไม่ได้สวยงาม และน่าเศร้า ที่ได้รับรู้ว่าสังคมไทย ก็ เป็นสังคมที่แข่งขันกันอย่างเต็มที่เหมือนกัน
คุณสุภรธรรมเป็นผู้พิการที่ ต้องใช้ Wheel Chairเดินทางและ เป็นผู้หนึ่งที่เป็นโจกย์ ที่ยื่นฟ้อง กทม. เล่าว่า ตลอดเวลาที่ผ่านมา ผู้พิการถือได้ว่าเป็น ประชากรชั้นสอง ไม่ได้รับการเอาใจใส่ แต่จาก กฎหมายรัฐธรรมนูญปี 40 ในมาตราที่ 30 ที่เขียนว่า ประชาชนไทยมี สิทธิความเป็นมนุษย์เท่าเทียบกัน และด้วยการตีความตาม กม นี้เองจึงถูกใช้เป็นหนทางของการต่อสู้ เพื่อสิทธิในการเดินทาง บนระบบขนส่งสาธารณะ ในเมืองหลวงของประเทศไทย
ก่อนหน้านี้ มีเพียง พรบ. การฟื้นฟูสมรรถนะคนพิการ ปี 34 ซึ่งองค์กรคนพิการใช้เวลาต่อสู้ เพื่อ พรบ. นี้เป็นเวลามากกว่า 10 ปี สำเร็จในสมัย รัฐบาล นายอนันท์ ปัญญาชุน ที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง ปัญหาเกิดขึ้นในมาตรา 17 ของพรบ. กำหนดว่าสถานประกอบการต้องรับคนพิการเข้าทำงานในอัตราที่กฏหมายกำหนด เป็นระบบโควต้า เพราะภาคธุรกิจมีความพยายามที่จะเอามาตรานี้ออก ทางองค์กรฯจึงต้องพยายาม Lobby ทั้งกระทรวงมหาดไทยและ รัฐสภา เพื่อให้คงมาตรานี้ไว้ และประสบผลสำเร็จในเวลาต่อมา อย่างไรก็ตาม พรบ. ฟื้นฟูสมรรถนะคนพิการปี 34 เป็นเรื่องของ เวทนานิยม ทำไปด้วยสงสาร ซึงต่อมา กฎหมายรัฐธรรมนูญปี 40 ในมาตรา 17 ที่กำหนดให้สิทธิพลเมืองมีสิทธิเท่าเทียมกัน และจากการพิจารณาอย่างถี่ถ้วนแล้ว ไม่มีข้อใดระบุว่า คนพิการจะเป็นพลเมืองชั้นสอง สามได้
มาตรา 17 จึงถูกใช้ในการต่อสู้ ผ่านกระบวนการยุติธรรม เพื่อความเท่าเทียมในการเดินทางของระบบขนส่งมวลชนสาธารณะ ในเวลานั้น มีการตัดสินใจก่อสราง ระบบขนส่งมวลชนขนาดใหญ่ ซึ่งกทม.เป็นผู้ให้สัปทานแก่บริษัท BTS เริ่มจากการขอดูแบบการก่อสร้างสถานี BTS แต่ไม่มีใครให้ ในที่สุดก็ได้แบบการก่อสร้างมาจาก Hong Kong และพบว่าไม่มีลิฟท์สำหรับคนพิการ จากนั้นได้มีการเรียนร้องให้ มีการแก้แบบ ซึ่งวิศวกรกล่าวภายหลังว่าถ้าออกแบบให้มีลิฟท์ ตั้งแต่ต้นจะไม่กระทบค่าก่อสร้างของทั้งระบบ มีการขอเข้าพบ รัฐมนตรีกระทรวงมหาดไท ผู้ว่า กทม. ท่านเหล่านี้แสดงความเข้าใจเห็นอกเห็นใจต่อหน้าสื่อมวลชน แต่ต่อมาพบว่าไม่มีเอกสาร ยืนยันว่า ต้องสร้างลิฟฟ์ทุกสถานี ผู้พิการจึงจัดตั้ง ม็อบ เพื่อกดดัน รัฐบาล ซึงในที่สุดก็ตกลงกันได้ว่า ในช่วงแรกจะมีลิฟท์ให้บางสถานี และจะทำให้ครบในเวลาต่อมา สร้างความหวังให้กับผู้พิการที่อยุ่ในเวลานั้น(ในเรื่องการก่อม็อบ คุณสุภรธรรมให้ข้อสังเกตุว่า จัดตั้งยากมาก ถ้าไม่มีเงิน เพราะ มันเป็นต้นทุนที่สุง ที่จะละทิ้งเวลาในการหาเงิน และมาก่อม็อบกดดัน ที่เห็นโอกาสสำเร็จได้ยากมาก เดือดร้อนพ่อแม่พี่น้อง ผู้ดูแลที่มักกล่าวว่า จะออกไปทำไม เสียเงินเสินทอง เสียเวลา)
ตลอดเวลาที่ผ่านมา แม้จะมีการสร้างลิฟท์สำหรับคนพิการในสถานี BTS แต่ก็อำนวยความสะดวกให้ไม่มากเท่าไร เช่น บางสถานี มีแค่ขาไป ไม่มีมีขากลับ บางสถานี ไม่สามารถข้ามฝั่งได้ ต้องขึ้นด้านที่กำหนด แล้วหาทางข้ามถนนเอาเอง เป็นต้น และการใช้ลิฟฟ์แต่ละครั้ง ต้องรอยาม เป็นผู้มาเปิดลิฟท์ให้ แต่ละครั้งใช้เวลาไม่ต่ำกว่า ครึ่งชัวโมง บางครั้งยามก็จะถามว่า มีบัตรผู้พิการหรือไม่ ทั้งๆที่นั่ง Wheel chair อยู่
เมื่อเวลาผ่านมาพอสมควรและ เห็นว่า ไม่มีการก่อสร้างลิฟท์เพิ่มเติมตามที่ได้ตกลงไว้ จึงได้ยื่นฟ้อง กทม. ในฐานะผู้ดูแลสัปทาน ที่ละเลิกการปฎิบัติหน้าที่ ให้สิทธิพลเมืองตามที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ ซึ่งผลปรากฏว่า ศาลได้ยกฟ้อง โดยสรุปว่า กฏหมายไม่มีผลบังคับย้อนหลัง http://www.noaccessnofreedom.com/upload/25520922-court.pdf
ทางชมรมฯ จึงได้เชิญ คุณสุภรธรรม บรรยายในหัวเรื่อง พลังคนจนมีจริงหรือไม่ ที่คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วันที่ 7 ตุลาคม พ.ศ.2552 เวลา 18:30
จากการบรรยายทำให้เข้าใจรูปแบบการเลือกใช้อำนาจในสังคมไทย ชัดมากขึ้นการต่อสู้ของ คุณสุภรธรรมเป็นหลักฐานสำคัญ ที่แสดงให้เห็นว่า ผู้ที่มีอำนาจในสังคมนี้ แล้งน้ำใจ อย่างน่าตกใจอาจเป็นเพราะ ต้นทุนที่ ทำให้ผู้พิการทาง สามารถไปไหนมาไหนได้อย่างเท่าเทียม (ทำให้คนส่วนหนึ่งคิดว่า) มันสูงเกินกว่าที่จะยอมรับได้ จึงหาแนวร่วมได้เฉพาะผู้ร่วมชะตากรรมเดียวกัน แม้ว่าการก่อสร้างในขั้นตอนการออกแบบไม่ได้ทำให้ต้นทุนสูงขึ้นก็จริง แต่มีต้นทุนค่าบำรุงรักษา ซ่อนอยู่ตลอดการดำเนินงาน คิดในแง่เศรษฐกิจ เพียงด้านเดียวยังไงก็ไม่คุ้ม (ถ้าคิดแบบนี้คนสุงอายุก็มีประโยชน์ทางเศรษฐกิจน้อยมากเช่นกัน)เหล่านี้เป็น เพียงข้อถกเถียงหนึ่งที่ใช้โน้มน้าว ผู้คนที่ไม่ได้รับรู้ความรู้สึกของคุณสุภรธรรมและกลุ่มพวกพิการได้อย่างมีน้ำหนัก
ผมให้ความเห็นว่า มันเป็นปัญหาพื้นฐานของระบบประชาธิปไตย เพราะถ้ามีการโหวตในที่สาธารณะว่า จะสร้างห้องน้ำเพิ่มหรือจะสร้างลิฟท์ให้คนพิการ ผู้คนส่วนน้อยก็จะเสียเปรียบเช่นนี้อยู่เรื่อยไป เป็นกรณีเดียวกับชาวบ้านมาบตาพุด ที่ต้องเสียสละอยู่กับปัญหามลพิษ เพื่อให้อุตสาหกรรมปิโตรเคมี ประคองระบบเศรษฐกิจไทยทั้งหมด
คุณ พรศิลป์ ประธานชมรมฯ กล่าวว่า จากประสบการณ์ที่ผ่านมาเขาเชื่อว่า อยากได้อะไรก็ต้องต่อสู้เอาเอง เขาไม่ให้เราง่ายๆ หรอก และเห็นว่า สังคมที่กำลังกลายเป็นสังคมผู้สุงอายุ คนที่ยังหนุ่มสาวเดินไปไหนมาไหนได้ตอนนี้ มีโอกาสได้ใช้รถเข็นกันในอนาคตทั้งสิ้น ขอเสนอแนะของ ประธานชมรมฯ อาจเพิ่มแนวร่วมได้พอสมควร ผู้ที่เดินได้ในเวลานี้ มีแนงโน้มจะต้องใช้ wheel chair ในอนาคต และถ้าเปลี่ยนทัศคติของ สังคมให้ตระหนักว่า ต้องหันมาปกป้อง คนส่วนน้อยที่จน มากกว่า ปกป้องคนส่วนน้อยที่รวย ได้ก็จะดีมาก
ถ้าดูความสำเร็จของโฆษณา บริษัทประกันชีวิต จะทำให้เราทุกคนรู้สึกว่า สังคมเห็นใจเด็กๆที่เกิดมาพิการ และพร้อมจะช่วยเหลือเขา แต่เด็กพิการเหล่านั้นไม่รู้หรอกว่า เพื่อนร่วมโลกอีกกลุ่มหนึ่งที่เกิดมาอย่างสมบรูณ์ก็พร้อมที่จะย้ำยี ซ้ำเติมความพิการ ทุกครั้งเมื่อมีเหตุที่ต้องตัดสินใจ
เห็นเพื่อนบ่นใน facebook ว่าร้องไห้ทุกครั้งที่เห็นโฆษณานี้ แต่ความเป็นจริง เวลาที่เสนอให้การบริการของที่นี้ มุ่งไปที่คนไร้โอกาสในการเข้าถึงแหล่งความรู้ หลายคนกลับนิ่งเฉยๆ ราวกับว่ามันไม่ใช้หน้าที่ของที่นี้ ที่นี้สร้างมาเพื่อช่วยคนกลุ่มน้อยๆ ที่มีโอกาสอยู่แล้ว เพราะเขาอาจจะใช้สติปัญญาช่วยระบบเศรษฐกิจได้
ถ้าไม่มีความเกล้าที่จะเปลี่ยนแปลง ก็ปล่อยให้ Whatever will be, will be
ขอให้อำนาจจงเจริญ

งขออธิบายเพียงแค่กระตุกให้เกิดความสนใจ